“เช่นนั้นก็จดจำภาพในครานี้ไว้เสีย…”
“ข้าเองก็จักจดจำไว้มิให้มันเลือนจางไป…”
“เช่นนั้นก็จดจำภาพในครานี้ไว้เสีย…”
“ข้าเองก็จักจดจำไว้มิให้มันเลือนจางไป…”
เขามองโคมกระดาษที่ค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นไป สลับกับใบหน้านวลผ่องใต้แสงจันทร์และแสงจากดวงไฟที่สาดส่องลงมา
“มันคงจะต้องเป็นจริง…ข้าเชื่ออย่างนั้น”
เขามองโคมกระดาษที่ค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นไป สลับกับใบหน้านวลผ่องใต้แสงจันทร์และแสงจากดวงไฟที่สาดส่องลงมา
“มันคงจะต้องเป็นจริง…ข้าเชื่ออย่างนั้น”
เขาเอ่ยไปเช่นนั้น แม้ไม่อาจรู้เลยว่าแอสตร้าเคยฟังคำขอพรจากมนุษย์บ้างหรือไม่
“แต่หากแม้ท่านจะไม่ได้ยิน ข้าก็รับรู้แล้วหนา…”
เขาเอ่ยไปเช่นนั้น แม้ไม่อาจรู้เลยว่าแอสตร้าเคยฟังคำขอพรจากมนุษย์บ้างหรือไม่
“แต่หากแม้ท่านจะไม่ได้ยิน ข้าก็รับรู้แล้วหนา…”
แม้ไม่ได้เอ่ยคำชมออกไปตรง ๆ แต่สายตาที่มองหญิงสาวก็บ่งบอกว่าเขาชื่นชมนางแค่ไหน
มือที่สวมถุงมือจับประคองโคมลอยฝั่งตรงข้ามกับหญิงสาว เตรียมปล่อยมันขึ้นสู่ท้องฟ้า
“เช่นนั้น…คำอธิษฐานของข้าก็คือ ขอให้ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริง”
แม้ไม่ได้เอ่ยคำชมออกไปตรง ๆ แต่สายตาที่มองหญิงสาวก็บ่งบอกว่าเขาชื่นชมนางแค่ไหน
มือที่สวมถุงมือจับประคองโคมลอยฝั่งตรงข้ามกับหญิงสาว เตรียมปล่อยมันขึ้นสู่ท้องฟ้า
“เช่นนั้น…คำอธิษฐานของข้าก็คือ ขอให้ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริง”
เขาเอ่ยในขณะที่มือเอื้อมไปจับขอบล่างของโคมลอยฝั่งตรงข้ามกับนาง เตรียมปล่อยมันให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ใบหน้าของเขาแต้มด้วยรอยยิ้มในขณะที่มองสบตา
“ข้าคงมิต้องกล่าวคำอธิษฐานซ้ำ…เมื่อเราปรารถนาสิ่งเดียวกัน”
เขาเอ่ยในขณะที่มือเอื้อมไปจับขอบล่างของโคมลอยฝั่งตรงข้ามกับนาง เตรียมปล่อยมันให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ใบหน้าของเขาแต้มด้วยรอยยิ้มในขณะที่มองสบตา
“ข้าคงมิต้องกล่าวคำอธิษฐานซ้ำ…เมื่อเราปรารถนาสิ่งเดียวกัน”
“ข้าเองก็ชอบเช่นกัน…”
แต่เมื่อเอ่ยเช่นนั้นแล้ว เขากลับหันไปมองท้องฟ้าทั้งเดิม แสร้งทำเป็นว่าคำชมนั้นเขามอบให้กับดวงไฟบนฟ้า
“ข้าเองก็ชอบเช่นกัน…”
แต่เมื่อเอ่ยเช่นนั้นแล้ว เขากลับหันไปมองท้องฟ้าทั้งเดิม แสร้งทำเป็นว่าคำชมนั้นเขามอบให้กับดวงไฟบนฟ้า
แม้กล่าวเช่นนั้น แต่สองมือก็จับขอบล่างของโคมลอยเอาไว้ ในขณะนั้นเอง ความปรารถนาที่ไม่เคยมีมาตลอดหลายร้อยปี ก็ปรากฏขึ้นมาในใจ
‘ข้าปรารถนาจะอยู่คู่เคียงกับนางตลอดไป…’
เขาไม่ได้เอ่ยมันออกมา และไม่ได้ปรารถนาให้มันส่งไปจนถึงแอสตร้า ได้แต่เพียงหวังอยู่ลึก ๆ ในใจเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว สองแขนก็ยกขึ้นเพื่อปล่อยโคทแห่งความปรารถนาขึ้นสู่ฟ้าไป
แม้กล่าวเช่นนั้น แต่สองมือก็จับขอบล่างของโคมลอยเอาไว้ ในขณะนั้นเอง ความปรารถนาที่ไม่เคยมีมาตลอดหลายร้อยปี ก็ปรากฏขึ้นมาในใจ
‘ข้าปรารถนาจะอยู่คู่เคียงกับนางตลอดไป…’
เขาไม่ได้เอ่ยมันออกมา และไม่ได้ปรารถนาให้มันส่งไปจนถึงแอสตร้า ได้แต่เพียงหวังอยู่ลึก ๆ ในใจเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว สองแขนก็ยกขึ้นเพื่อปล่อยโคทแห่งความปรารถนาขึ้นสู่ฟ้าไป
เปลือกตาทั้งสองปิดลง เป็นอันรับรู้ว่าเขากำลังเอ่ยขอพรในใจ มิได้เอ่ยมันออกมาเป็นคำพูด
เมื่อขอพรจนจบ สองแขนจึงยกขึ้นส่งให้โคมมนตราล่องลอยสูงขึ้นไปจนลับสายตา
ถ้าหากข้าขอมีนางอยู่เคียงกายตลอดไป คงไม่มากเกินไปดอกหนา…
เปลือกตาทั้งสองปิดลง เป็นอันรับรู้ว่าเขากำลังเอ่ยขอพรในใจ มิได้เอ่ยมันออกมาเป็นคำพูด
เมื่อขอพรจนจบ สองแขนจึงยกขึ้นส่งให้โคมมนตราล่องลอยสูงขึ้นไปจนลับสายตา
ถ้าหากข้าขอมีนางอยู่เคียงกายตลอดไป คงไม่มากเกินไปดอกหนา…
เขาเอ่ยชม พร้อมรอยยิ้มที่แต้มจาง ๆ บนมุมปาก
แต่เมื่อหญิงสาวเป็นผู้เสนอให้เขาเป็นฝ่ายอธิษฐาน สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นฉงน ก่อนที่จะส่ายหน้าช้า ๆ เป็นการปฏิเสธ
“ข้าไม่มีสิ่งใดที่จะร้องขอต่อแอสตร้าดอก…”
เขาเอ่ยชม พร้อมรอยยิ้มที่แต้มจาง ๆ บนมุมปาก
แต่เมื่อหญิงสาวเป็นผู้เสนอให้เขาเป็นฝ่ายอธิษฐาน สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นฉงน ก่อนที่จะส่ายหน้าช้า ๆ เป็นการปฏิเสธ
“ข้าไม่มีสิ่งใดที่จะร้องขอต่อแอสตร้าดอก…”
แม้ไม่ได้เอ่ยชม แต่ริมฝีปากของเขาหยักเป็นรอยยิ้มในขณะที่พินิจมองภาพวาดบนโคมกระดาษ บ่งบอกว่าเขาชื่นชมมันเพียงไร
เขาเพียงแค่ยืนนิ่งไม่พูดจา ฟังนางอธิษฐาน
ถ้าหากเขาจะอธิษฐาน…ก็คงมีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือขอให้คำอธิษฐานของนางเป็นจริง…
แม้ไม่ได้เอ่ยชม แต่ริมฝีปากของเขาหยักเป็นรอยยิ้มในขณะที่พินิจมองภาพวาดบนโคมกระดาษ บ่งบอกว่าเขาชื่นชมมันเพียงไร
เขาเพียงแค่ยืนนิ่งไม่พูดจา ฟังนางอธิษฐาน
ถ้าหากเขาจะอธิษฐาน…ก็คงมีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือขอให้คำอธิษฐานของนางเป็นจริง…
”เซน…ฉันจะจำชื่อนี้ไว้อย่างดีเลย“
”แล้วเอาไว้ฉันจะบอกชื่อของฉันให้คุณรู้ เมื่อเราได้พบกันครั้งหน้านะคะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซนก็ยิ้มออกมา
เขามั่นใจเสียยิ่งกว่าอะไรเชียว ว่าคำพูดนั้นจะต้องเป็นคำสัญญาว่าเขาและหล่อนจะต้องได้มาพบกันอีกในไม่ช้าก็เร็ว…
”เซน…ฉันจะจำชื่อนี้ไว้อย่างดีเลย“
”แล้วเอาไว้ฉันจะบอกชื่อของฉันให้คุณรู้ เมื่อเราได้พบกันครั้งหน้านะคะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซนก็ยิ้มออกมา
เขามั่นใจเสียยิ่งกว่าอะไรเชียว ว่าคำพูดนั้นจะต้องเป็นคำสัญญาว่าเขาและหล่อนจะต้องได้มาพบกันอีกในไม่ช้าก็เร็ว…
อยากให้ช่วงเวลาที่ได้อยู่ชิดใกล้นั้นยาวนานกว่านี้อีกสักหน่อย…
แต่ก่อนที่จะได้ร่ำลา หญิงสาวก็ชิงเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
”ฉันขอทราบชื่อของคุณหน่อยได้หรือไม่?“
ผู้ที่ถูกเอ่ยถามแสดงสีหน้าฉงนออกมาครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมเอ่ยนามของตนไปอย่างไม่คิดปฏิเสธ
”เซน…“
อยากให้ช่วงเวลาที่ได้อยู่ชิดใกล้นั้นยาวนานกว่านี้อีกสักหน่อย…
แต่ก่อนที่จะได้ร่ำลา หญิงสาวก็ชิงเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
”ฉันขอทราบชื่อของคุณหน่อยได้หรือไม่?“
ผู้ที่ถูกเอ่ยถามแสดงสีหน้าฉงนออกมาครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมเอ่ยนามของตนไปอย่างไม่คิดปฏิเสธ
”เซน…“
ตลอดชีวิตที่มีมายี่สิบเจ็ดปี…วันนี้คงเป็นวันแรกที่รู้สึกว่าดวงใจมันพองคับอกได้ถึงเพียงนี้
และแล้วทั้งคู่ก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าโบสถ์ เส้นทางที่เดินร่วมกันได้สิ้นสุดลง บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องร่ำลากันแล้ว
“คงต้องลากันตรงนี้แล้วหนา…”
”ก็คงต้องเป็นเช่นนั้นค่ะ“
ตลอดชีวิตที่มีมายี่สิบเจ็ดปี…วันนี้คงเป็นวันแรกที่รู้สึกว่าดวงใจมันพองคับอกได้ถึงเพียงนี้
และแล้วทั้งคู่ก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าโบสถ์ เส้นทางที่เดินร่วมกันได้สิ้นสุดลง บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องร่ำลากันแล้ว
“คงต้องลากันตรงนี้แล้วหนา…”
”ก็คงต้องเป็นเช่นนั้นค่ะ“
เขายังไม่ทันตั้งตัวได้ดีนัก ราวกับสติได้หลุดลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็มิอาจรู้ แต่เขาก็ยังรู้ว่าไม่ควรปฏิเสธน้ำใจในครั้งนี้
“ขอบคุณครับ”
…
เขายังไม่ทันตั้งตัวได้ดีนัก ราวกับสติได้หลุดลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็มิอาจรู้ แต่เขาก็ยังรู้ว่าไม่ควรปฏิเสธน้ำใจในครั้งนี้
“ขอบคุณครับ”
…
ประโยคคำชมนั้น จะว่าทำให้ใจพองโตก็คงใช่ หากแต่มันก็ยิ่งทำให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำมากกว่าเดิม
แลเมื่อเห็นว่าปฏิกิริยาตอบโต้จากนักดนตรีหนุ่มมีเพียงยืนนิ่งและอ้ำอึ้งอยู่แบบนั้น หล่อนก็หัวร่อออกมาอีกครั้ง ก่อนจะถือวิสาสะฉวยเอาขนมปังถุงหนึ่งที่เขาโอบไว้ในอ้อมแขนมาถือไว้เสียเอง
ประโยคคำชมนั้น จะว่าทำให้ใจพองโตก็คงใช่ หากแต่มันก็ยิ่งทำให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำมากกว่าเดิม
แลเมื่อเห็นว่าปฏิกิริยาตอบโต้จากนักดนตรีหนุ่มมีเพียงยืนนิ่งและอ้ำอึ้งอยู่แบบนั้น หล่อนก็หัวร่อออกมาอีกครั้ง ก่อนจะถือวิสาสะฉวยเอาขนมปังถุงหนึ่งที่เขาโอบไว้ในอ้อมแขนมาถือไว้เสียเอง
”ขอบคุณครับ…“
หล่อนยิ้มให้เขารับคำขอบคุณนั้น ช่างดูเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงตะวันเหนือหัว จนเขาต้องเบนสายตาหลบหนี
“คุณซื้อขนมปังพวกนี้กลับไปที่โบสถ์หรือคะ?”
คำถามนั้นทำให้เซนต้องหันกลับมามอง พร้อมทั้งกะพริบดวงตาช้า ๆ
“คุณจำผมได้ด้วยหรือ…?”
การตอบคำถามด้วยคำถามเช่นนั้น ทำให้เจ้าหล่อนยกมือขึ้นปิดปากพร้อมทั้งหัวร่อออกมาเบา ๆ
”ขอบคุณครับ…“
หล่อนยิ้มให้เขารับคำขอบคุณนั้น ช่างดูเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงตะวันเหนือหัว จนเขาต้องเบนสายตาหลบหนี
“คุณซื้อขนมปังพวกนี้กลับไปที่โบสถ์หรือคะ?”
คำถามนั้นทำให้เซนต้องหันกลับมามอง พร้อมทั้งกะพริบดวงตาช้า ๆ
“คุณจำผมได้ด้วยหรือ…?”
การตอบคำถามด้วยคำถามเช่นนั้น ทำให้เจ้าหล่อนยกมือขึ้นปิดปากพร้อมทั้งหัวร่อออกมาเบา ๆ
ราวกับว่าสมองของเขาหยุดการประมวลผลไปแล้ว ในตอนที่ได้ยินหล่อนเอ่ยขออนุญาตเบา ๆ ก่อนที่จะเขย่งตัวขึ้นเพื่อสวมหมวกใบนั้นกลับคืนยังตำแหน่งเดิม แล้วจึงก้าวถอยออกมาเล็กน้อย
เซนรู้สึกว่าดวงใจในอกเต้นแรงเสียจนเขาสามารถได้ยินมันทุกจังหวะ รู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวราวยืนอยู่หน้าเตาไฟที่กำลังลุกโชน
ราวกับว่าสมองของเขาหยุดการประมวลผลไปแล้ว ในตอนที่ได้ยินหล่อนเอ่ยขออนุญาตเบา ๆ ก่อนที่จะเขย่งตัวขึ้นเพื่อสวมหมวกใบนั้นกลับคืนยังตำแหน่งเดิม แล้วจึงก้าวถอยออกมาเล็กน้อย
เซนรู้สึกว่าดวงใจในอกเต้นแรงเสียจนเขาสามารถได้ยินมันทุกจังหวะ รู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวราวยืนอยู่หน้าเตาไฟที่กำลังลุกโชน
หากแต่ยังไม่แม้เพียงจะก้าวออกจากจุดที่ยืนอยู่ หญิงสาวคนหนึ่งก็ย่อตัวลงเก็บหมวกที่น่าสงสารใบนั้น ก่อนจะเดินตรงมาหาเจ้าของหมวกที่บัดนี้ยืนนิ่งค้างไปเสียแล้ว
หากแต่ยังไม่แม้เพียงจะก้าวออกจากจุดที่ยืนอยู่ หญิงสาวคนหนึ่งก็ย่อตัวลงเก็บหมวกที่น่าสงสารใบนั้น ก่อนจะเดินตรงมาหาเจ้าของหมวกที่บัดนี้ยืนนิ่งค้างไปเสียแล้ว