180 y3 | ชมรมเคนโด้ |
[(¬_¬;) ]
Doc. : https://shorturl.asia/f7AdY
คาร์ออกแนวพูดตรงพูดน้อย🤌🏻(มั้ง)
#THK_commu
😽🫳🏼)
😽🫳🏼)
ฝนซา เหลือเพียงหมอกบางเกาะปลายใบไม้
เด็กหนุ่มกับลูกนกในอ้อมแขน
ละลายหายไปในเงาไม้ เหลือไว้เพียงความเงียบที่ไม่อึดอัด
แต่เต็มไปด้วยคำตอบ
(เค้าขอจบทางฝั่งเค้าเลยน้า)
ฝนซา เหลือเพียงหมอกบางเกาะปลายใบไม้
เด็กหนุ่มกับลูกนกในอ้อมแขน
ละลายหายไปในเงาไม้ เหลือไว้เพียงความเงียบที่ไม่อึดอัด
แต่เต็มไปด้วยคำตอบ
(เค้าขอจบทางฝั่งเค้าเลยน้า)
“ไม่รู้หรอกว่ามันจะรอดไหม…” เสียงเบาแทบกลืนไปกับลมหายใจ
“…แต่ฉันจะอยู่ จนกว่ามันจะเลือกอีกครั้ง”
เขาเหลือบตามองชินเกน แววตานิ่งเฉยแต่แฝงรอยอ่อนโยน
“ขอบคุณที่ยังไม่ฆ่ามันตั้งแต่แรก”
+
“ไม่รู้หรอกว่ามันจะรอดไหม…” เสียงเบาแทบกลืนไปกับลมหายใจ
“…แต่ฉันจะอยู่ จนกว่ามันจะเลือกอีกครั้ง”
เขาเหลือบตามองชินเกน แววตานิ่งเฉยแต่แฝงรอยอ่อนโยน
“ขอบคุณที่ยังไม่ฆ่ามันตั้งแต่แรก”
+
ทิ้งเขาไว้กับริบบิ้นในมือ และความเงียบที่เหมือนมีบางสิ่งจับจ้องอยู่ไม่ไกล
ทิ้งเขาไว้กับริบบิ้นในมือ และความเงียบที่เหมือนมีบางสิ่งจับจ้องอยู่ไม่ไกล
“ก็แล้วแต่เลย”
เขาตอบสั้นๆ ก่อนหมุนตัวกลับไปมองต้นไผ่ ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่าน
“แต่ถ้าใช้ได้จริง…อย่าลืมขอบคุณ พวกเขา ด้วยล่ะ”
คำว่า พวกเขา หลุดจากริมฝีปากพร้อมกับเสียงกระดิ่งแผ่วเบาดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง ทั้งที่ไม่มีลม และไม่มีใครขยับ
+
“ก็แล้วแต่เลย”
เขาตอบสั้นๆ ก่อนหมุนตัวกลับไปมองต้นไผ่ ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่าน
“แต่ถ้าใช้ได้จริง…อย่าลืมขอบคุณ พวกเขา ด้วยล่ะ”
คำว่า พวกเขา หลุดจากริมฝีปากพร้อมกับเสียงกระดิ่งแผ่วเบาดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง ทั้งที่ไม่มีลม และไม่มีใครขยับ
+
“ไม่เชื่อก็ไม่ต้องรับ แค่ระวังอย่าเผลอเรียกชื่อใครที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็พอ”
เขาว่าพลางขยับริบบิ้นในมือไปมานิดหน่อย เหมือนไม่ได้สนใจนักว่าจะถูกรับไปหรือไม่ แต่สายตากลับจับจ้องที่บางอย่างด้านหลังมิตสึรุอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง
“หรือจะลองไม่พกดูสักคืนก็ได้…จะได้รู้ว่าของแปลกมันหน้าตาแบบไหน”
“ไม่เชื่อก็ไม่ต้องรับ แค่ระวังอย่าเผลอเรียกชื่อใครที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็พอ”
เขาว่าพลางขยับริบบิ้นในมือไปมานิดหน่อย เหมือนไม่ได้สนใจนักว่าจะถูกรับไปหรือไม่ แต่สายตากลับจับจ้องที่บางอย่างด้านหลังมิตสึรุอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง
“หรือจะลองไม่พกดูสักคืนก็ได้…จะได้รู้ว่าของแปลกมันหน้าตาแบบไหน”
“…สามครั้ง, สินะ”
คำพูดที่แผ่วเบาแทบไม่ได้ตั้งใจให้ใครได้ยิน ร่างสูงค่อยๆ เก็บสมุดไว้ในเสื้อฮู้ดเช่นเดิม แล้วก้าวเดินต่อโดยไม่หันหลังกลับ
ทิ้งเงาของเด็กชายคนหนึ่งไว้เบื้องหลังศาลเจ้าร้างกลางเกาะ ที่คืนหนึ่งเคยกลืนเงาใครบางคนไปแล้วอย่างเงียบเชียบ
— จบฉาก —
“…สามครั้ง, สินะ”
คำพูดที่แผ่วเบาแทบไม่ได้ตั้งใจให้ใครได้ยิน ร่างสูงค่อยๆ เก็บสมุดไว้ในเสื้อฮู้ดเช่นเดิม แล้วก้าวเดินต่อโดยไม่หันหลังกลับ
ทิ้งเงาของเด็กชายคนหนึ่งไว้เบื้องหลังศาลเจ้าร้างกลางเกาะ ที่คืนหนึ่งเคยกลืนเงาใครบางคนไปแล้วอย่างเงียบเชียบ
— จบฉาก —
สายตาสีเข้มมองกลับไปยังเสาโทริอิที่ไกลลิบ ริมฝีปากขยับพึมพำบางเบา
“…ริว ยู กิ…”
เขาหยิบสมุดเล่มเล็กจากกระเป๋าเสื้อ ค่อยๆ เปิดไปหน้าใหม่แล้วจดบางอย่างลงไปใต้หัวข้อ “เสียงซ้อนหลังศาลเจ้า - กลางคืนที่พระจันทร์แหว่ง” อย่างใจเย็น
+
สายตาสีเข้มมองกลับไปยังเสาโทริอิที่ไกลลิบ ริมฝีปากขยับพึมพำบางเบา
“…ริว ยู กิ…”
เขาหยิบสมุดเล่มเล็กจากกระเป๋าเสื้อ ค่อยๆ เปิดไปหน้าใหม่แล้วจดบางอย่างลงไปใต้หัวข้อ “เสียงซ้อนหลังศาลเจ้า - กลางคืนที่พระจันทร์แหว่ง” อย่างใจเย็น
+
“ตอนนี้กลับก็ยังทันนะ” เขาเหลือบมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดสนิท “แต่ถ้าทิ้งคำขอไว้กลางทาง พวกเขาอาจไม่พอใจก็ได้”
เขาเคาะเบาๆ บนกระดาษขอพรของตัวเองราวกับย้ำคำ
“แล้วก็…ถ้าจะหนีห้ามหันหลังกลับมาเด็ดขาด”
ว่าจบ เขาล้วงบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อคลุม ริบบิ้นสีซีดผืนเล็กยื่นให้มิตสึรุด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“อันนี้กันได้แค่ชั่วคราว แต่ก็พอช่วยให้ไม่โดนตามกลับบ้านถ้าโชคดีนะ”
“ตอนนี้กลับก็ยังทันนะ” เขาเหลือบมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดสนิท “แต่ถ้าทิ้งคำขอไว้กลางทาง พวกเขาอาจไม่พอใจก็ได้”
เขาเคาะเบาๆ บนกระดาษขอพรของตัวเองราวกับย้ำคำ
“แล้วก็…ถ้าจะหนีห้ามหันหลังกลับมาเด็ดขาด”
ว่าจบ เขาล้วงบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อคลุม ริบบิ้นสีซีดผืนเล็กยื่นให้มิตสึรุด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“อันนี้กันได้แค่ชั่วคราว แต่ก็พอช่วยให้ไม่โดนตามกลับบ้านถ้าโชคดีนะ”
เขาหยุด เหมือนจะปล่อยให้คำพูดคลุ้งอยู่ในอากาศ ก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อย ยิ้มนิดเดียว
“ไม่ต้องกลัวหรอก… นายก็มีของดีติดตัวอยู่ไม่ใช่เหรอ”
เขาหยุด เหมือนจะปล่อยให้คำพูดคลุ้งอยู่ในอากาศ ก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อย ยิ้มนิดเดียว
“ไม่ต้องกลัวหรอก… นายก็มีของดีติดตัวอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าแค่นี้ยังตกใจ…” เขาพูดเสียงเรียบยกมือไขว้หลังมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหมือนกำลังดูนกแปลกๆ ที่เพิ่งบินชนกระจก “ก็คงไม่รอดคืนนี้แน่ๆ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าผูกกระดาษขอพรเข้ากับกิ่งไผ่ ลายมือหวัดสวยบนกระดาษเขียนไว้ว่า “อยากฟังเสียงพวกเขาชัดขึ้น”
“ถ้าแค่นี้ยังตกใจ…” เขาพูดเสียงเรียบยกมือไขว้หลังมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหมือนกำลังดูนกแปลกๆ ที่เพิ่งบินชนกระจก “ก็คงไม่รอดคืนนี้แน่ๆ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าผูกกระดาษขอพรเข้ากับกิ่งไผ่ ลายมือหวัดสวยบนกระดาษเขียนไว้ว่า “อยากฟังเสียงพวกเขาชัดขึ้น”
ไคยะยืนพิงเสาโคมไม้ ไม่ห่างจากต้นไผ่มากนัก ดวงตาสีเทาคมปลายหรี่มองเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่เงียบๆ ขณะอีกฝ่ายยังคงพึมพำขอพรซ้ำไปมาเหมือนเครื่องเล่นเสีย
“ถ้าอยากให้เลิกเห็นผีขนาดนั้น…” เขาเอียงคอเล็กน้อย ลมหายใจเย็นเยียบข้างหูอีกคน “ก็อย่ามองพวกเขาตอนเขาหันมาเจอเธอพอดีสิ”
เสียงกระซิบนั่นราวกับผีหลอกเสียเองทำเอาน่าตกใจไม่น้อย
ไคยะยืนพิงเสาโคมไม้ ไม่ห่างจากต้นไผ่มากนัก ดวงตาสีเทาคมปลายหรี่มองเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่เงียบๆ ขณะอีกฝ่ายยังคงพึมพำขอพรซ้ำไปมาเหมือนเครื่องเล่นเสีย
“ถ้าอยากให้เลิกเห็นผีขนาดนั้น…” เขาเอียงคอเล็กน้อย ลมหายใจเย็นเยียบข้างหูอีกคน “ก็อย่ามองพวกเขาตอนเขาหันมาเจอเธอพอดีสิ”
เสียงกระซิบนั่นราวกับผีหลอกเสียเองทำเอาน่าตกใจไม่น้อย
สีหน้าไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่หางคิ้วที่กระตุกนิด ๆ แทบไม่ทันสังเกต ก็บอกได้ว่ามีความขำอยู่ลึก ๆ
“ขอบใจที่เก็บให้…“
มุมปากยิ้มนิดก่อนจะยื่นมือยีผมอีกฝ่าย มือข้างนึงล้วงกางเกงอีกข้างยกมือลาและหันหลังเดินออกไป
สีหน้าไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่หางคิ้วที่กระตุกนิด ๆ แทบไม่ทันสังเกต ก็บอกได้ว่ามีความขำอยู่ลึก ๆ
“ขอบใจที่เก็บให้…“
มุมปากยิ้มนิดก่อนจะยื่นมือยีผมอีกฝ่าย มือข้างนึงล้วงกางเกงอีกข้างยกมือลาและหันหลังเดินออกไป