“ไหวสิ.. ขอแค่นายเล่า”
“จะสามวันหรือสิบวัน ขอแค่นายบอก ฉันไม่ใช่ผู้ฟังที่จะลุกหนีระหว่างผู้พูดกำลังสาธยายหรอกนะ”
“ไหวสิ.. ขอแค่นายเล่า”
“จะสามวันหรือสิบวัน ขอแค่นายบอก ฉันไม่ใช่ผู้ฟังที่จะลุกหนีระหว่างผู้พูดกำลังสาธยายหรอกนะ”
เดนเซลเลือกที่จะจบบทสนทนาเรื่องสเป็คไว้ตรงนั้น ก่อนที่รูมเมทของเขาจะพาบทสนทนาเข้าเรื่องแปลกๆอีก
“แล้วฉันกับนายเป็นเด็กรึไง ? นิทานเด็กสิบเรื่องมันก็เหมือนเรื่องเล่าของผู้ใหญ่นั่นแหละ”
+
เดนเซลเลือกที่จะจบบทสนทนาเรื่องสเป็คไว้ตรงนั้น ก่อนที่รูมเมทของเขาจะพาบทสนทนาเข้าเรื่องแปลกๆอีก
“แล้วฉันกับนายเป็นเด็กรึไง ? นิทานเด็กสิบเรื่องมันก็เหมือนเรื่องเล่าของผู้ใหญ่นั่นแหละ”
+
“ หรือถ้ามันพูดยาก นายไม่ต้องบอกฉันก็ได้”
“อย่างน้อย.. นายอย่าแบกรับมันไว้คนเดียวเลย..”
เดนเซลจ้องลึกลงไปใต้หน้าม้าฟูๆนั่น—ปล่อยให้ความเงียบครอบงำพื้นที่ระหว่างพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะทิ้งตัวนอนแหมะลงบนตัวรูมเมทอีกรอบ หลับตาลงเหมือนเหนื่อยใจเต็มทน
“ เรื่องบางเรื่อง เก็บไว้มันก็รกสมองเปล่าๆ”
“พูดออกมาจะดีกว่านะ”
“ หรือถ้ามันพูดยาก นายไม่ต้องบอกฉันก็ได้”
“อย่างน้อย.. นายอย่าแบกรับมันไว้คนเดียวเลย..”
เดนเซลจ้องลึกลงไปใต้หน้าม้าฟูๆนั่น—ปล่อยให้ความเงียบครอบงำพื้นที่ระหว่างพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะทิ้งตัวนอนแหมะลงบนตัวรูมเมทอีกรอบ หลับตาลงเหมือนเหนื่อยใจเต็มทน
“ เรื่องบางเรื่อง เก็บไว้มันก็รกสมองเปล่าๆ”
“พูดออกมาจะดีกว่านะ”
ขบเคี้ยวเขี้ยวฟันเรียกชื่ออีกฝ่ายพร้อมใบหน้าที่ดูมีเครื่องหมายโกรธทยอยผุดขึ้นมาเรื่อยๆ
“ ฉัน ไม่-ใช่ สาวน้อยน่ารักอะไรนั่น อย่าเอาฉันไปเหมาะรวมกับสเป็คฟิคชั่นนอลเกิร์ลของนายสิ!!”
ว่าแล้วก็จับให้หันมาสบตากันดีๆ สีหน้าโกรธค่อยๆหายไป มีเพียงความหงุดหงิดเล็กๆอยู่บนนั้น
“ สัญญากับฉันมาก่อน ว่าถ้านายมีอะไรไม่สบายใจอีก”
“นายต้องบอกฉัน..”
+
ขบเคี้ยวเขี้ยวฟันเรียกชื่ออีกฝ่ายพร้อมใบหน้าที่ดูมีเครื่องหมายโกรธทยอยผุดขึ้นมาเรื่อยๆ
“ ฉัน ไม่-ใช่ สาวน้อยน่ารักอะไรนั่น อย่าเอาฉันไปเหมาะรวมกับสเป็คฟิคชั่นนอลเกิร์ลของนายสิ!!”
ว่าแล้วก็จับให้หันมาสบตากันดีๆ สีหน้าโกรธค่อยๆหายไป มีเพียงความหงุดหงิดเล็กๆอยู่บนนั้น
“ สัญญากับฉันมาก่อน ว่าถ้านายมีอะไรไม่สบายใจอีก”
“นายต้องบอกฉัน..”
+
สวนกลับไปทันทีเมื่อได้ยินประโยคแบบนั้น
ก่อนคนที่เอาแต่นอนฟังเสียงหัวใจของรูมเมทจะชะงัก
ผุดลุกขึ้น และ
เพี๊ยะ!!
ง้างมือฟาดลงบนแก้มของเจ้าคนน่าหมั้นไส้อย่างแรง!
“ ที่บอกว่าตัวหนักขึ้นนั่นมันอะไรหา!!!”
“ ฉันอุตส่าห์ห่วงนาย กลัวว่านายจะรู้สึกแย่ แต่นายกลับโฟกัสที่น้ำหนักตัวของฉันเนี่ยนะ!!”
สีหน้าโมโหประหนึ่งมีมทริกเกอร์—
สวนกลับไปทันทีเมื่อได้ยินประโยคแบบนั้น
ก่อนคนที่เอาแต่นอนฟังเสียงหัวใจของรูมเมทจะชะงัก
ผุดลุกขึ้น และ
เพี๊ยะ!!
ง้างมือฟาดลงบนแก้มของเจ้าคนน่าหมั้นไส้อย่างแรง!
“ ที่บอกว่าตัวหนักขึ้นนั่นมันอะไรหา!!!”
“ ฉันอุตส่าห์ห่วงนาย กลัวว่านายจะรู้สึกแย่ แต่นายกลับโฟกัสที่น้ำหนักตัวของฉันเนี่ยนะ!!”
สีหน้าโมโหประหนึ่งมีมทริกเกอร์—
“ฉันไม่รู้หรอกว่านายกำลังคิดอะไรอยู่”
“ แต่อะไรที่ตัวการคนนั้นทำให้นายรู้สึกไม่ชอบสิ่งที่เป็นของตัวเอง”
“ นายต้องอยู่กับมันให้ได้ ”
ปลายนิ้วสากแตะลงบนปลายจมูก เลื่อนลงมายังริมฝีปาก ไม่ต่างจากอเมธิตส์ที่คอยเฝ้ามอง
“ ตัวตน จิตวิญญาณ หรือกายเนื้อ”
“ขอแค่นายอยู่กับมันได้ บนโลกนี้ก็จะไม่มีอะไรมาทำร้ายนายได้อีก”
พูดจบก็นอนแหมะไปบนอกอีกฝ่าย
“ฉันไม่รู้หรอกว่านายกำลังคิดอะไรอยู่”
“ แต่อะไรที่ตัวการคนนั้นทำให้นายรู้สึกไม่ชอบสิ่งที่เป็นของตัวเอง”
“ นายต้องอยู่กับมันให้ได้ ”
ปลายนิ้วสากแตะลงบนปลายจมูก เลื่อนลงมายังริมฝีปาก ไม่ต่างจากอเมธิตส์ที่คอยเฝ้ามอง
“ ตัวตน จิตวิญญาณ หรือกายเนื้อ”
“ขอแค่นายอยู่กับมันได้ บนโลกนี้ก็จะไม่มีอะไรมาทำร้ายนายได้อีก”
พูดจบก็นอนแหมะไปบนอกอีกฝ่าย
เพียงแต่
“ก็มองอยู่ตลอด ช่วงนี้เลยเห็นแต่คนอมทุกข์เหมือนลืมกินยาเขย่าขวดนี่ไง ”
เกลี่ยปลายนิ้วไปตามผิวแก้มอีกคนเงียบๆ ออกแรงกดปลายนิ้วลงบนสัญลักษณ์หัวใจบริเวณแก้มอีกฝ่าย กระทั่งสอดเข้าใต้กลุ่มผมสีอ่อน
+
เพียงแต่
“ก็มองอยู่ตลอด ช่วงนี้เลยเห็นแต่คนอมทุกข์เหมือนลืมกินยาเขย่าขวดนี่ไง ”
เกลี่ยปลายนิ้วไปตามผิวแก้มอีกคนเงียบๆ ออกแรงกดปลายนิ้วลงบนสัญลักษณ์หัวใจบริเวณแก้มอีกฝ่าย กระทั่งสอดเข้าใต้กลุ่มผมสีอ่อน
+
ไอ้ท่าทีสบายใจเฉิบพร้อมท่านอนสบายๆนั่นมันอะไรกัน..
“ นี่.. ฉันจริงจังอยู่นะ นายช่วยจริงจังกับฉันหน่อยสิ”
พูดจบก็จัดการดึงแก้มรูมเมทไปอีกที ข้อหาแหย่กันเก่งนัก
แต่ถ้าสังเกตดีๆก็คงเห็นว่าแก้มแดงหน่อยๆ คงเป็นผลจากอากาศในห้องที่ร้อนเกินไปล่ะมั้ง..
+
ไอ้ท่าทีสบายใจเฉิบพร้อมท่านอนสบายๆนั่นมันอะไรกัน..
“ นี่.. ฉันจริงจังอยู่นะ นายช่วยจริงจังกับฉันหน่อยสิ”
พูดจบก็จัดการดึงแก้มรูมเมทไปอีกที ข้อหาแหย่กันเก่งนัก
แต่ถ้าสังเกตดีๆก็คงเห็นว่าแก้มแดงหน่อยๆ คงเป็นผลจากอากาศในห้องที่ร้อนเกินไปล่ะมั้ง..
+
สองแขนวางเท้าอยู่ข้างกาย ไม่ให้หมอนี่หาข้ออ้างหลบไปอมทุกข์คนเดียวอีกแน่ๆ
“ถ้าเขาทำให้นายรู้สึกแย่—หรือไม่ชอบตัวตนของตัวเองขึ้นมา ลองคิดดีๆว่านั่นควรจะเป็นความคิดของนายจริงๆหรอ ?”
“สุดท้ายแล้ว คนที่ตัดสินตัวนายได้ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่แม้กระทั่งตัวนายเอง”
นิ้วจิ้มลงบนอกอีกคน
“แต่เป็นกฎที่นายสร้างขึ้นมาให้ตัวเองต่างหาก”
สองแขนวางเท้าอยู่ข้างกาย ไม่ให้หมอนี่หาข้ออ้างหลบไปอมทุกข์คนเดียวอีกแน่ๆ
“ถ้าเขาทำให้นายรู้สึกแย่—หรือไม่ชอบตัวตนของตัวเองขึ้นมา ลองคิดดีๆว่านั่นควรจะเป็นความคิดของนายจริงๆหรอ ?”
“สุดท้ายแล้ว คนที่ตัดสินตัวนายได้ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่แม้กระทั่งตัวนายเอง”
นิ้วจิ้มลงบนอกอีกคน
“แต่เป็นกฎที่นายสร้างขึ้นมาให้ตัวเองต่างหาก”
แปะฝามือลงบนแก้มรูมเมทตรงหน้า ก่อนจะออกแรงยืดแบบไม่สนว่าอีกคนจะเจ็บหรือไม่
เดนเซลได้แค่ขมวดคิ้วรอบที่สิบห้าล้านของวัน เขาว่าเขาเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นแล้ว แต่หมอนี่ดูจะยึดติดมากกว่าเขาอีก
“ถ้านายทำอะไรไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ มันอาจจะไม่ส่งผลอะไรต่อชีวิตนายขนาดนั้นก็ได้”
+
แปะฝามือลงบนแก้มรูมเมทตรงหน้า ก่อนจะออกแรงยืดแบบไม่สนว่าอีกคนจะเจ็บหรือไม่
เดนเซลได้แค่ขมวดคิ้วรอบที่สิบห้าล้านของวัน เขาว่าเขาเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นแล้ว แต่หมอนี่ดูจะยึดติดมากกว่าเขาอีก
“ถ้านายทำอะไรไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ มันอาจจะไม่ส่งผลอะไรต่อชีวิตนายขนาดนั้นก็ได้”
+
“ นายหวงแหนความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว หวงแหนความรักที่ตัวเองควรจะได้รับ หรือหวงแหนตัวนายเองล่ะ ?”
คนตัวเล็กกว่าค่อยๆผละออก พลางจ้องสัญลักษณ์บนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา
“ตอบฉันหน่อยสิ”
“ นายหวงแหนความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว หวงแหนความรักที่ตัวเองควรจะได้รับ หรือหวงแหนตัวนายเองล่ะ ?”
คนตัวเล็กกว่าค่อยๆผละออก พลางจ้องสัญลักษณ์บนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา
“ตอบฉันหน่อยสิ”
“งั้นสิ่งที่นายหวง มันคืออะไรกันล่ะ ?”
มือเรียวลูบหลังรูมเมทเบาๆ และนั่นเป็นวิธีการปลอบโยนในแบบของเขา
+
“งั้นสิ่งที่นายหวง มันคืออะไรกันล่ะ ?”
มือเรียวลูบหลังรูมเมทเบาๆ และนั่นเป็นวิธีการปลอบโยนในแบบของเขา
+
“ แล้วนายล่ะ ? ถ้าเป็นนายแล้ว นายคิดว่าต้วต้นเรื่องในประโยคคำถามจะเลือกคำตอบไหน? แม่หรือลูก ?”
เกยคางลงบนไหล่อีกคนไม่ต่างกัน พอจะปะติดปะต่ออะไรขึ้นมาได้นิดหน่อย
จะบอกว่าหลอกถามก็ไม่ผิด
“ แล้วนายล่ะ ? ถ้าเป็นนายแล้ว นายคิดว่าต้วต้นเรื่องในประโยคคำถามจะเลือกคำตอบไหน? แม่หรือลูก ?”
เกยคางลงบนไหล่อีกคนไม่ต่างกัน พอจะปะติดปะต่ออะไรขึ้นมาได้นิดหน่อย
จะบอกว่าหลอกถามก็ไม่ผิด
“ ฉันตอบไม่ได้..”
“มันขึ้นอยู่กับว่าคนๆนั้นจะทุ่มเทให้กับความรักแบบไหนมากกว่ากัน ”
+
“ ฉันตอบไม่ได้..”
“มันขึ้นอยู่กับว่าคนๆนั้นจะทุ่มเทให้กับความรักแบบไหนมากกว่ากัน ”
+
“ แล้วเล่าได้รึยัง ? หรือนายอยากจะเล่าทั้งน้ำตา”
ถามด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงเล็กน้อย เป็นเชิงบอกให้รู้ว่าขู่อยู่นะนาย
“ แล้วเล่าได้รึยัง ? หรือนายอยากจะเล่าทั้งน้ำตา”
ถามด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงเล็กน้อย เป็นเชิงบอกให้รู้ว่าขู่อยู่นะนาย
พลันมือที่กำลังจะยกขึ้นลูบหลังกลับชะงักเมื่อโดนจิ้มแก้ม ไหนจะประโยคที่ดูจะลีลาไม่เลิกนั่นอีก..
“สนุกหรือไม่สนุก เรื่องนั้นคนฟังต้องเป็นคนตัดสินไม่ใช่รึไง ?”
+
พลันมือที่กำลังจะยกขึ้นลูบหลังกลับชะงักเมื่อโดนจิ้มแก้ม ไหนจะประโยคที่ดูจะลีลาไม่เลิกนั่นอีก..
“สนุกหรือไม่สนุก เรื่องนั้นคนฟังต้องเป็นคนตัดสินไม่ใช่รึไง ?”
+
มันดูเป็นการเค้นเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายก็จริง— แต่จะให้ปล่อยเจ้าคนอ่านยากที่เอาแต่ยิ้มเรี่ยราดอยู่ในสภาพอมทุกข์แบบนี้
เขาไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น—ไม่ได้ต้องการให้รอยยิ้มที่เกิดขึ้นเป็นรอยยิ้มการค้าเลยซักนิด
ถ้าจะยิ้ม..นายก็ควรจะยิ้มจากใจจริงสิ
มันดูเป็นการเค้นเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายก็จริง— แต่จะให้ปล่อยเจ้าคนอ่านยากที่เอาแต่ยิ้มเรี่ยราดอยู่ในสภาพอมทุกข์แบบนี้
เขาไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น—ไม่ได้ต้องการให้รอยยิ้มที่เกิดขึ้นเป็นรอยยิ้มการค้าเลยซักนิด
ถ้าจะยิ้ม..นายก็ควรจะยิ้มจากใจจริงสิ
ก็จริงอยู่ที่เขาอาจจะตามโลกไม่ทันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้โง่ถึงขั้นไม่รู้อะไรเลย
โดยเฉพาะสีหน้าเหมือนไม่อยากจะให้รับรู้อะไรด้วยแบบนั้น
กำลังดูถูกความเป็นห่วงของเขาอยู่รึไง ?
เรียวคิ้วขมวดมุ่นหนักกว่าเก่า มือที่กำชายเสื้ออีกคนไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกัดฟันถามอีกรอบเป็นครั้งสุดท้าย
+
ก็จริงอยู่ที่เขาอาจจะตามโลกไม่ทันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้โง่ถึงขั้นไม่รู้อะไรเลย
โดยเฉพาะสีหน้าเหมือนไม่อยากจะให้รับรู้อะไรด้วยแบบนั้น
กำลังดูถูกความเป็นห่วงของเขาอยู่รึไง ?
เรียวคิ้วขมวดมุ่นหนักกว่าเก่า มือที่กำชายเสื้ออีกคนไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกัดฟันถามอีกรอบเป็นครั้งสุดท้าย
+
ก่อนจะ
ออกแรงตบหน้าเจ้าของเตียงแปะๆ ราวกับกำลังพยายามยั้งมือ—
“แล้วทำไมไม่บอกกัน ? เก็บไว้แบบนั้นมันจะได้อะไรขึ้นมา หา ?? “
สีหน้าดูจะโมโหหน่อยๆ เหมือนจเตือนอ้อมๆว่า ‘ขอเหตุผลที่ฟังขึ้นหน่อยนะ’
ก่อนจะ
ออกแรงตบหน้าเจ้าของเตียงแปะๆ ราวกับกำลังพยายามยั้งมือ—
“แล้วทำไมไม่บอกกัน ? เก็บไว้แบบนั้นมันจะได้อะไรขึ้นมา หา ?? “
สีหน้าดูจะโมโหหน่อยๆ เหมือนจเตือนอ้อมๆว่า ‘ขอเหตุผลที่ฟังขึ้นหน่อยนะ’
สาบานเถอะ ไม่มีใครพูดคำว่า จ้า ได้น่าเตะเท่าหมอนี่แล้วจริงๆ
เดนเซลนั่งเงียบไปพักหนึ่งเมื่อได้ยินคำตอบจากร่างตรงหน้า ประโยคถัดมาไม่ได้เข้าหัวเขาเลยแม้แต่น้อย จะมีก็แต่คำว่า ‘ทำไม ?’ ที่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดไม่หยุด..
+
สาบานเถอะ ไม่มีใครพูดคำว่า จ้า ได้น่าเตะเท่าหมอนี่แล้วจริงๆ
เดนเซลนั่งเงียบไปพักหนึ่งเมื่อได้ยินคำตอบจากร่างตรงหน้า ประโยคถัดมาไม่ได้เข้าหัวเขาเลยแม้แต่น้อย จะมีก็แต่คำว่า ‘ทำไม ?’ ที่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดไม่หยุด..
+
แอบเหงื่อตกนิดหน่อย แต่ก็ทำใจดีสู้เสื้อแม้จะมีเหงื่อโง่แปะบนหน้าก็ตาม
“ ใช่ คิดว่าฉันไม่คิดก่อนพูดรึไง”
ค่อยบิดทีหลังก็ได้
เดนเซลยังคงรักษาสีหน้าไม่พอใจเอาไว้ ก่อนจะพูดประโยคถัดไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ทีนี้ก็ตอบมาได้เเล้ว ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนกับนายจริงๆ”
ยกมือดันหน้าอีกคนที่เข้ามาใกล้ออก แถมดูจะมีสีเลือดฝาดบนผิวแก้มอีกด้วย..
แอบเหงื่อตกนิดหน่อย แต่ก็ทำใจดีสู้เสื้อแม้จะมีเหงื่อโง่แปะบนหน้าก็ตาม
“ ใช่ คิดว่าฉันไม่คิดก่อนพูดรึไง”
ค่อยบิดทีหลังก็ได้
เดนเซลยังคงรักษาสีหน้าไม่พอใจเอาไว้ ก่อนจะพูดประโยคถัดไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ทีนี้ก็ตอบมาได้เเล้ว ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนกับนายจริงๆ”
ยกมือดันหน้าอีกคนที่เข้ามาใกล้ออก แถมดูจะมีสีเลือดฝาดบนผิวแก้มอีกด้วย..
ปฏิเสธทันที เพราะเดาได้ว่าหมอนี่ต้องหาเรื่องบ่ายเบี่ยงมาให้เขาหลุดท้อปปิคแน่ๆ..
“บอกฉันมาก่อน แล้วฉันจะยอมทำตามที่นายบอกทุกอย่าง”
ยังคงอยู่ในท่ากอดอกขมวดคิ้ว มองลาร์ฟด้วยสายตาแบบ ‘หยุดความคิดพิเรนทร์ๆในหัวของนายเดี๋ยวนี้’
ปฏิเสธทันที เพราะเดาได้ว่าหมอนี่ต้องหาเรื่องบ่ายเบี่ยงมาให้เขาหลุดท้อปปิคแน่ๆ..
“บอกฉันมาก่อน แล้วฉันจะยอมทำตามที่นายบอกทุกอย่าง”
ยังคงอยู่ในท่ากอดอกขมวดคิ้ว มองลาร์ฟด้วยสายตาแบบ ‘หยุดความคิดพิเรนทร์ๆในหัวของนายเดี๋ยวนี้’