ประชาไท Prachatai.com
banner
prachatai.com
ประชาไท Prachatai.com
@prachatai.com
กวีประชาไท: ในบ้านเช่ามีฝ่ามือ
กวีประชาไท: ในบ้านเช่ามีฝ่ามือ ชาย แสงอากาศ   sarayut Mon, 2026-01-12 - 21:16     วันนี้ลืมตาได้อีกครั้ง เรายังหายใจ ยังไหวอยู่ ปีใหม่ วัย วัน ผันแปรรู้ เชื่อว่าสู้ ก็ต้องสู้ ต้องดิ้นรน มือ หัวใจ ผ่านอะไรมามาก เราต่างลำบากทุกแห่งหน ความหนักหนาเย้ยความเป็นคน แต่ความเป็นคนนั้นหนักแน่นนัก กรูกรอกข่าวดีข่าวร้าย อย่ารั้งท้ายติดตมจมปลัก ใจคนมิใช่ใจทมิฬยักษ์ มิพักว่าอ่อนไหวเป็นธรรมดา ทำกิน ดิ้นรน เหน็ดเหนื่อย แม่น้ำไหลเรื่อยให้ข้ามฝ่า สบตาคนรักหากอ่อนล้า ค้นหาค่าใจในครอบครัว เพื่อนมนุษย์มอบพรสะท้อนจิต มิ่งมิตรหลากล้วนอยู่ถ้วนทั่ว นักผจญชะตาว่ารอบตัว อย่ามัวหวั่นหวาดเพียงลำพัง ประเทศบ้านเช่าเร้าใจสู้ ดิ้นรนทนอยู่สู่โพ้นฝั่ง- แห่งความฝันมั่นใจในกำลัง แห่งความหวังในกากบาทรอย เราไม่ได้ดิ้นรนคนโดดเดี่ยว ข้ามคลื่นน้ำเชี่ยวไม่ท้อถอย เลือกตั้งอีกครั้งยังรอคอย ความหวังพราวพร้อย ไยน้อยนิด ขอเป็นไปตามกติกา ฟันฝ่ามือกำหนดลิขิต รอยกากบาทคือชีวิต ถูกผิดตามวิจารณญาณ ว่ากันตามเสียงส่วนใหญ่ เป็นไป อย่างไร ให้เสียงขาน สี่ปีที่เผชิญใช่เนิ่นนาน ดอกไม้เบิกบานผ่านแรกวัน ชีวิตคือการหาอนาคต แม้หลังยังขดแข็งขยัน ประเทศบ้านเช่าเราคือกัน เชื่อมั่นความเป็นคนบนฝ่ามือ.     * บทความ * การเมือง * วัฒนธรรม * กวีประชาไท * ชาย แสงอากาศ
dlvr.it
January 12, 2026 at 2:27 PM
การเมืองภาคใต้หลังน้ำท่วม วิเคราะห์กระแส ‘อภิสิทธิ์’ ทวงคะแนน ปชป. ได้แค่ไหน
การเมืองภาคใต้หลังน้ำท่วม วิเคราะห์กระแส ‘อภิสิทธิ์’ ทวงคะแนน ปชป. ได้แค่ไหน เรื่อง: พัชญ์สิตา รุ่งโรจน์ธนกุล ภาพปก: กิตติยา อรอินทร์ หมายเหตุ: สัมภาษณ์เมื่อ 10 ม.ค. 2569 See Think Mon, 2026-01-12 - 19:30 กระแส ‘อภิสิทธิ์’ และพรรคประชาธิปัตย์ มาแรงในภาคใต้ยิ่งกว่าใคร หลังเขาหวนคืนตำแหน่งหัวหน้าพรรค พร้อมชู ‘การเมืองสุจริต’ ในจังหวะเหมาะเจาะ ทั้งสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่สร้างแผลให้พรรคู่แข่ง รวมถึงกระแสไม่เอา ‘สีเทา’ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติมาระยะหนึ่งแล้ว ก่อนหน้านี้เกิดปรากฏการณ์ ‘บ้านใหญ่’ คนดังจากหลายพรรคการเมือง ไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ก็สูญเสียบุคลากรไปไม่น้อย จึงเป็นที่น่าจับตาว่า ‘กระแสพรรคสีฟ้า’ ที่ได้มานี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนได้แค่ไหน  ประชาไทพูดคุยกับ รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้กำลังเก็บข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งในภาคใต้ (ตอนบน) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มของการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ 3 ปัจจัยทำ ‘อภิสิทธิ์-ปชป.’ กระแสแรง รศ.เอกรินทร์ เล่าว่าในช่วงน้ำท่วม ตัวเขาเองได้ขึ้นมาอยู่ที่วิทยาเขตหาดใหญ่ และได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การลงพื้นที่ของหลายพรรค หนึ่งในนั้นคือ พรรคประชาธิปัตย์ โดยเขาวิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่ทำให้ ‘อภิสิทธิ์’ และพรรคสีฟ้า กลับมามีกระแสใน มีดังต่อไปนี้ * ข้อแรก: เด่นในวิกฤตน้ำท่วม ท่ามกลางความไม่พอใจรัฐบาล  “การลง (พื้นที่) การกลับมาของคุณอภิสิทธิ์ แล้วก็มาแสดงตัวในทางการเมืองที่หัวเมืองภาคใต้มีนัยยะสำคัญมากๆ” เขากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ทำงานทางการเมืองได้ดีในช่วงน้ำท่วม เห็นได้จาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เดินทางไปลงพื้น ประกอบกับการที่พรรคส่ง จุรี นุ่มแก้ว ดาวติ๊กต่อกที่มีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงชิง สส.สงขลา เขต 2 แทนที่จะลงปาร์ตี้ลิสต์ เขามองว่าการส่งคนระดับผู้บริหารพรรคลง สส.เขตแทนที่จะลงปาร์ตี้ลิสต์นั้นมีนัยยะทางการเมือง คือ “คาดหวังกับเขตนี้อย่างมาก” “ถ้าไปเชื่อมกันก็คือ ตอนน้ำท่วม กระแสของคุณจุรีก็มาจริงนะ ต้องปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือกับชาวบ้าน ก็มีภาพปรากฏอย่างชัดเจน” * ข้อสอง ความนิยมของ ‘อภิสิทธิ์’ ที่มีแต่เดิม-การรีแบรนด์พรรค  เมื่อ 4 ม.ค. 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจว่า คนสงขลาสนับสนุน อภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ เทคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ โดยโพลชิ้นนี้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20-25 ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ อภิสิทธิ์ ประกาศจุดยืนไม่จับมือพรรคกล้าธรรม ในเวทีดีเบตแรกที่จัดขึ้นโดยสำนักข่าวไทยรัฐ เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. “จังหวะช่วงชิงของคุณอภิสิทธิ์ ผมคิดว่า นี่คือเป็นความเก๋าเกม แล้วก็วาง (ทิศทาง) กันมาแล้ว แล้วก็มีอิสระตัวเอง เพราะไม่ต้องพึ่งทุน” รศ.เอกรินทร์ กล่าวว่าการหวนคืนหัวหน้าพรรค ปชป.รอบนี้ อภิสิทธิ์ได้ทำ ‘การเมืองที่ไม่ใช้เงิน’ ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของเขามาตลอด พรรษาทางการเมืองที่มากขึ้น ทำให้เขาดูมีความมั่นใจขึ้นและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น อีกทั้งคาริสม่าและ leadership ที่เขามีก็เป็นเสน่ห์แบบเฉพาะตัวที่ยังโดนใจคน แต่ในอีกฝั่งหนึ่ง คนไม่ชอบอภิสิทธิ์จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเสื้อแดงก็มี ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น “To be fair ผมก็ติดตามนักการเมือง คุยกับหัวคะแนน คุยกับคนต่างๆ แล้วรู้สึกว่า…ผมก็พูดตรงๆ ว่าประเทศไทยก็น่าเสียดายที่ใช้คุณอภิสิทธิ์น้อยไปในฐานะที่แกก็ถูกฟูมฟักมาในทางการเมือง แต่แกก็พลาดด้วยที่ตัดสินใจในการเป็นนายกรัฐมนตรี (ในอดีต) ที่ผ่านมา และเหตุการณ์ของคนเสื้อแดง แต่ด้วยเหตุผลอะไรอันนี้คือเป็นข้อเท็จจริง” “แต่ว่าถ้าเราวิเคราะห์ไปลึกมากกว่านั้นในครั้งนี้ ผมคิดว่านี่คือตัวตนของคุณอภิสิทธิ์ที่ต้องการทำงานการเมืองแบบกระแส และต้องการการเมืองที่ไม่ใช้เงิน ถ้าผมพูดตรงๆ ผมคิดว่าเป็นความใฝ่ฝันของคนทำงานทางการเมืองอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคนที่ไปร่ำไปเรียนมาและคิดถึงของแบบนี้”  “ในภาพใหญ่คือการเมืองไทย นักการเมืองและพรรคการเมืองไทย ต้องอยู่ภายใต้ Deep State ทุกคนต้องเอาตัวรอดจากโครงสร้างการเมืองแบบนี้ คำถามสำคัญที่เป็นจุดตัดคือ คุณจะสู้กับ deep state อย่างไร และด้วยวิธีการแบบไหน สุดท้ายประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือไม่ ผ่านหีบเลือกตั้ง”  เขากล่าวถึงภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ชัดเจนว่ามีการรีแบรนด์ ส่วนหนึ่งเพราะ ‘บ้านใหญ่’ และแกนนำคนสำคัญไหลออก เมื่อ ‘กระสุน’ เหลือน้อย จึงไปเน้นการเมืองที่ใช้กระแสเป็นหลัก หวังดึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ * ข้อสาม พรรคคู่แข่งอ่อนแอ ในการเลือกตั้งรอบนี้ พรรค ปชน.ซึ่งเป็นรุ่นสามของค่ายสีส้ม ไม่มีทั้งกระแสพรรค-กระแสตัวบุคคลในระดับแมสอย่างที่ ‘พิธา’ เคยฝ่าเข้ามาเจาะภาคใต้ได้ในปี 2566 “ไม่ใช่เป็นด้านเดียว (จากที่) คุณอภิสิทธิ์ทำ แต่ว่าพรรคที่เล่นกับกระแส (มาตลอดอย่าง) พรรคประชาชนก็ไม่มีกระแสสูงเหมือนครั้งที่ผ่านมา ด้วยมันเลยเป็นการบรรจบกันระหว่างกระแสพรรคประชาชนที่ลดลงกับการกลับมาของคุณอภิสิทธิ์ มันผนวกกันทำให้คุณอภิสิทธิ์ได้รับกระแสสูงในครั้งนี้ในตัวบุคคล” “ในวิกฤตครั้งนี้นอกจากคุณ (พรรค ปชน.) เพิ่มพลังให้กับอนุรักษ์นิยมของภูมิใจไทย คุณฟื้นชีพอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์กลับมา” รศ.เอกรินทร์อธิบายว่า ถ้ามองการทำ MOA ของ 2 พรรคส้มและน้ำเงินแบบช็อตต่อช็อต มูฟนี้นอกจากทำพรรคส้มเสียแต้ม และไปเสริมแรงพรรคภูมิใจไทยและปีกอนุรักษนิยม มันยังทำให้พรรค ปชป. และอภิสิทธิ์ ฟื้นกลับมาได้เร็วกว่าที่คิด  เขาเล่าย้อนความสั้นๆ ถึงบริบทกว่าจะมาเป็น MOA ว่า หลังจากแพทองธารหลุดจากเก้าอี้นายกฯ 2 ขั้วการเมือง คือพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยต่างก็แข่งกันรวมเสียงตั้งรัฐบาล  ความเคลื่อนไหวของพรรคปชป. ในตอนนั้น ปรากฏภาพ เดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค ปชป.ขณะนั้น เข้าไปร่วมวงหารือเกี่ยวกับการตั้งรัฐบาลกับพรรค พท. และ ปชน. โดยมีกระแสข่าวว่า พรรค ปชป.จะอยู่กับ พท.  ทว่าทางด้าน เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องการส่งเดชอิศม์ไปร่วมวงหารือดังกล่าว ในเวลาต่อมา เฉลิมชัย ผู้เป็น หน.พรรคคนที่ 9 ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากพรรค โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพ  “ประชาธิปัตย์ตกขบวน (ร่วมรัฐบาล) นึกออกปะ คุณเดชอิศม์ (เลขาธิการพรรค ปชป.ขณะนั้น) เขาจะอยู่กับเพื่อไทย มันต้องตามการเมือง ต้องไล่ทุกช็อตนะ แล้วมันจะเห็นว่า MOA เนี่ยมันเกิดอะไรขึ้น “สิ่งที่เห็นก็คือว่าพรรคประชาชนไปโหวตให้สีน้ำเงิน อันนี้ก็เป็นการ (ทำให้พรรค ปชป.) ตกขบวน ในการเป็นรัฐบาล 4 เดือน พอตกขบวนเสร็จ สุดท้ายก็… ทรัพยากรไม่มีในมือ ก็ต้องลาออกกันไป คุณเฉลิมชัยตัดสินใจลาออก (จากพรรค ปชป.) ก็ทำให้ไม่มีใคร (ดูแลกลุ่ม สส.ในสังกัด) ก็ต้องยอมรับว่าคุณเฉลิมชัยเป็นคนที่ดูแล สส.ในพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เป็นนายทุนใหญ่” เมื่อถามว่า แคมเปญ The Professionals ของพรรคส้ม เปิดตัว ‘ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน’ ก่อนเลือกตั้งนั้นโดนใจคนใต้บ้างหรือไม่ เขามองว่าแคมเปญนี้มีฐานะเป็น ‘ตัวเสริม’ การตัดสินใจของกลุ่มคนที่จะเลือกพรรคส้มอยู่แล้วมากกว่า อีกทั้งแคมเปญนี้ต้องการจะสื่อสารกับชนชั้นกลางและอีลีต  จึงน่าจะไม่ได้มีผลมากต่อคนในระดับรากหญ้า บุคลากรที่เปิดตัวมานั้น แม้ว่ามีความสามารถจริง แต่ก็เป็นที่รู้จักแบบเฉพาะกลุ่มในวงการ แต่สำคัญคือต้องดูนโยบาย 12 นโยบายที่ออกมาของพรรคประชาชน ว่าจะสื่อสารจะช่วงโค้งสุดท้ายอย่างไร และในช่วงโค้งสุดท้ายต้องไม่ประมาทพรรคประชาชนว่ารอบที่ผ่านมา พรรคก้าวไกล ทำได้อย่างทึ่งในการหาเสียงทางการเมือง ภายใต้ “มีลุง ไม่มีเรา” รอบนี้ต้องดูสัปดาห์สุดท้ายจริงๆ ว่าพรรคประชาชนจะเสนออะไร  นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำท่วมที่ล้มเหลวซึ่งเป็นจุดอ่อนของ ‘รัฐบาลหนู’ พรรคส้มก็ไม่ได้เอามาขยี้มากพอ กลายเป็นว่าคนที่จับกระแสได้ดี คือ ปชป. ซึ่งเราจะเห็นว่าคุณลิซ่าและแกนนำพรรคหลายคนลงมาในพื้นที่น้ำท่วม และหลังน้ำท่วม หากทว่าน่าเสียดาย หากนำประเด็นนี้มาขยายและอภิปรายให้กว้างขวางพอ และเป็นข้อเสนอทางนโยบาย ให้คนเห็นชัด ว่าหากรัฐบาลประชาชนบริหารประเทศนี้ จะรับมือกับความท่วมอย่างไร  เขากล่าวถึงอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า พรรค ปชป.ยังนับว่าเก๋าเกมอยู่ในภาคใต้ คือ การโต้ตอบทางการเมืองระหว่าง ‘นายหัวชวน’  อดีตนายกฯ 2 สมัย และแกนนำตลอดกาลของพรรค ปชป. กับ ‘โกเกี๊ยะ’ แม่ทัพภาคใต้พรรค ภท. ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  “การปะทะกันระหว่างการพัฒนาภาคใต้ผ่าน discourse (วาทกรรม) ของพี่พิพัฒน์ว่าที่ผ่านมาภาคใต้อยู่ภายใต้เงื้อมมือพรรคประชาธิปัตย์แต่ไม่พัฒนาเลย คุณชวนก็พูดมาว่า แกไม่อยากจะพัฒนาตรังจังหวัดเดียวเหมือนสุพรรณบุรี เพราะว่าจะทำให้เห็นแก่ตัวไป แกอยากให้เกียรติจังหวัดต่างๆ นี่คือมันเป็นฝีไม้ลายมือของพวกนักการเมืองทางใต้ ซึ่งมันแหลมคมจริงๆ นะ” นักรัฐศาสตร์ผู้นี้เรียกวาทศิลป์ที่กล่าวมาข้างต้นว่า “วิชาของนักการเมืองภาคใต้” มันคือวิชาในแบบที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช. ผู้มีภูมิลำเนาจากนครศรีธรรมราชได้ซึมซับมาจนเขากลายเป็นนักปราศรัยระดับ iconic ของค่ายสีแดง  “เราเห็นการขบเคี่ยวในการตอบโต้เรื่องการพัฒนาภาคใต้กับพรรคการเมือง แต่ที่หายไปเลยรู้ไหมครับคืออะไร (คือ) พรรคประชาชน” เขาอธิบายต่อไปว่าการที่พรรค ปชป.เชื่อมโยงกับคนใต้ได้ อาศัยทั้งความแหลมคม ประสบการณ์ทางการเมือง ความเข้าใจในทางประวัติศาสตร์ทางการเมือง-ตัวละครทางการเมือง และการใช้ภาษา ซึ่งพรรคประชาชนยังขาดสิ่งเหล่านี้ แม้จะมี ลิซ่า ภคมน เป็นแม่ทัพภาคใต้ ที่ถือว่าทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่อิมแพคในบทสนทนายังคงเป็นคนละระดับเมื่อเทียบกับ ชวน หลีกภัย ผู้มีฉายา “มีดโกนอาบน้ำผึ้ง” จากพรรคสีฟ้า  อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากเช่นกันคือ ไม่มี ‘ลุงตู่’ อยู่ในพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกแล้ว รศ.เอกรินทร์ คาดการณ์ว่าคะแนน สส.บัญชีรายชื่อจากคนกลุ่มนี้น่าจะเทไปเป็นคะแนน สส.บัญชีรายชื่อของพรรค ปชป.และอาจจะไปทางคุณอนุทินบ้าง แต่ก็คงไม่เยอะหากมองความนิยมของคนใต้ต่อพรรคภูมิใจไทย “Overall รอบที่แล้ว ปาร์ตี้ลิสต์ประชาธิปัตย์ได้ไม่ถึง 400,000 กว่า ใน 60 เขต พรรคก้าวไกลได้ประมาณ 1,700,000 ส่วนรวมไทยสร้างชาติได้ 1,600,000 แต่ครั้งนี้ไม่มีรวมไทยสร้างชาติ ถ้าเราคิดกันว่าปาร์ตี้ลิสต์ประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นเนี่ย มันต้องตั้งคำถามว่ามันมาจากไหนถูกไหม ผมก็คิดว่าต้องมาจากพรรครวมไทยสร้างชาติที่โหวตครั้งก่อน โดยเฉพาะทางใต้ ผมว่ามันต้องเด้งกลับมาสู่ คุณอภิสิทธิ์” กระแส ปชป.จะแปรเป็นคะแนนได้แค่ไหน ในวันที่สัมภาษณ์ (10 ม.ค.) เขาประเมินว่า พรรค ปชป.จะได้ สส.เข้าสภา โดยประมาณ 12-15 ที่นั่ง ในจำนวนนี้ แบ่งเป็น * สส.บัญชีรายชื่อ ราวๆ 6-8 คน * สส.เขตจากภาคใต้ จ.สงขลา อย่างน้อย 2 คน, จ.นครศรีธรรมราช อย่างน้อย 3 คน * ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ ที่เคยเป็นฐานหลักของพรรคสีฟ้า รศ.เอกรินทร์ประเมินว่า รอบนี้ ปชป.อาจได้กลับมาสัก 2-3 เขต หลังจากที่ถูกกระแสพรรคส้มตีแตกในเลือกตั้งรอบที่แล้ว Strategic vote ฝั่งอนุรักษนิยม คนใต้ซื้อไอเดียไหม ? ประชาไทถาม รศ.เอกรินทร์ ด้วยว่า กรณีที่มีแคมเปญของปีกอนุรักษนิยมชวนให้คนเทคะแนนให้พรรค ภท. เพียงพรรคเดียว เพื่อสกัดกั้นพรรคการเมืองขั้วตรงข้าม คนใต้คิดอย่างไร  เขาอธิบายว่า ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้ สส.เขตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่เพิ่มขึ้นมานี้ เกิดขึ้นจากการเมืองแบบ ‘บ้านใหญ่’ ไม่ใช่เพราะตัวพรรค ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีสายใยความผูกพันกับคนใต้มายาวนาน “เอาเฉพาะทางใต้ จากที่ผมติดตามการเมืองทางใต้ ผมคิดว่ายังไงความผูกพัน ความสัมพันธ์ของคนใต้กับพรรคประชาธิปัตย์มันมีเยื่อใยอยู่แน่” “พรรคแบบภูมิใจไทยนี่เป็นพรรคใหม่ และพรรคใหม่ที่ได้ (สส.) เยอะมันไม่ใช่ได้จากนโยบายหรือทำงานการเมืองในเชิงกระแส มันได้เพราะบ้านใหญ่ในหลายในจังหวัดต่างๆ ที่เขาผนวกเข้ามา ฉะนั้นเอง การได้มา มันไม่ใช่เล่นกับ (กระแส) พรรค แต่พรรคเป็นยานพาหนะเท่านั้น” ปี 2568 หลังการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ของอนุทิน พรรคภูมิใจไทยซึ่งเดิมมีภาพจำว่าเป็น ‘พรรคภูธร’ ที่ไม่เคยมีกระแสความนิยมใดๆ ก็กลายเป็นพรรค ‘เนื้อหอม’ ที่สุด เกิดปรากฏการณ์ ‘บ้านใหญ่’ คนดัง ไหลเข้ามาเสริมทัพ สส.เขต ให้แน่นขึ้นไปอีกในการเลือกตั้งรอบหน้า โซนที่น่าจับตาเป็นพิเศษภาคอีสานและภาคใต้  ในช่วงกลางเดือน พ.ย. ปี 2568 ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วม รศ.เอกรินทร์ ให้สัมภาษณ์ประชาไทถึงกลยุทธ์การเติบโตของพรรคสีน้ำเงินในภาคใต้ (อ่านได้ที่นี่) ผู้สื่อข่าวถามต่อไปด้วยว่า แล้วอย่างกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพ ‘อนุทินพบลุงตู่’ ในโซเชียลมีเดีย ที่ผู้เข้ามาคอมเมนต์จำนวนหนึ่งแสดงออกว่าพวกเขาที่เป็นคนรักลุงตู่จะเทคะแนนให้อนุทินนั้น เรื่องนี้คนใต้คิดอย่างไร เขามองว่าประเด็นเรื่องภาพดังกล่าวไม่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของคนใต้ขนาดนั้น อีกทั้งหากมีการนำภาพนี้มาหาเสียง ก็นับเป็น ‘เกมเสี่ยง’ ที่มีทั้งผลบวกและลบ ด้วยเหตุผลที่ว่าสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนี้เป็นองคมนตรี การรักษาระยะห่างทางการเมืองจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึง  เช่นเดียวกับในยุคที่พรรค ปชป. รุ่งเรือง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกฯ ยาวนาน 8 ปีผู้เป็นที่เคารพรักของคนใต้ เมื่อมีสถานะเป็นองคมนตรีก็มีพยายามรักษาระยะห่างทางการเมืองเช่นกัน ล่าสุด วานนี้ (11 ม.ค.) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงย่านสยามสแควร์ กทม. ช่วงหนึ่งเขากล่าวด้วยว่า "ขอคะแนนคนรักลุงตู่ ให้ลุงหนูด้วย เพราะลุงตู่ไม่ได้ลงเลือกตั้งในครั้งนี้"  ในวันเดียวกัน สำนักข่าว TOPNEWS ซึ่งมีฐานผู้ชมเป็นสายอนุรักษนิยม เปิดเผยผลโพลที่ชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างสนับสนุนอนุทิน และพรรค ภท.มาเป็นอันดับ 1 ขณะที่สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลโพลที่ชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกพรรค ปชน.อันดับ 1 ทั้งในระบบเขต-ปาร์ตี้ลิสต์ ทางด้านนิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจยกแรกกระแสเลือกตั้ง 69 โดยผลโพลดังกล่าวชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างเลือก ณัฐพงษ์ นั่งนายกฯ ขณะที่ ‘อนุทิน ขยับขึ้นอันดับ 2    * สัมภาษณ์ * การเมือง * เลือกตั้ง 2569 * พรรคประชาธิปัตย์ * อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ * ภาคใต้ * เอกรินทร์ ต่วนศิริ
dlvr.it
January 12, 2026 at 12:48 PM
รมต.กัมพูชาชวนคนไทยไม่กา ภท. ให้โหวต พท.-ปชน.แทน ‘โรม’ เตือนระวังเป็นแผน ‘ฮุน เซน’ เหตุ
รมต.กัมพูชาชวนคนไทยไม่กา ภท. ให้โหวต พท.-ปชน.แทน ‘โรม’ เตือนระวังเป็นแผน ‘ฮุน เซน’ เหตุ รังสิมันต์ โรม (ซ้าย), แก้ว เรมี (กลาง) และ อนุทิน ชาญวีรกูล (ขวา) admin666 Mon, 2026-01-12 - 19:00 หลังมีข่าว รมต.สำนักนายกฯ ของกัมพูชาโพสต์เตือนอย่าเลือก 'อนุทิน' แล้วให้เลือกพรรคประชาชนหรือพรรคเพื่อไทยแทนเพื่อไม่ให้เกิดสงครามรอบ 3 ส่วนปฏิกิริยาฝั่งไทย 'อนุทิน' ย้อนเป็นฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่กลัวแพ้ราบคาบ ส่วน 'โรม' เตือนเป็นแผนสร้างแนวร่วมมุมกลับของ 'ฮุน เซน' ที่ต้องการให้คนไทยเลือกพรรคการเมืองที่ตัวเองต้องการหนุนจริง แล้วต่อต้านพรรคการเมืองที่ฝ่ายกัมพูชาออกมาประกาศยอมรับแทน เล่าย้อนเคยปล่อยข่าวดิสเครดิต 'พิธา' ตอนเลือกตั้ง 66 มาแล้ว 12 ม.ค.2569 หลังจากที่วันนี้มีรายงานข่าวถึงโพสต์เฟซบุ๊กของ แก้ว เรมี  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา เมื่อ 8 ม.ค.ที่ผ่านมาว่าถ้า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขณะนี้แพ้เลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้จะมีโอกาสเกิดสงครามน้อย พร้อมชักชวนคนไทยให้ช่วยลงคะแนนเสียงให้กับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดสงครามครั้งที่ 3  รังสิมันต์ โรม อดีต สส.จากพรรคประชาชน ออกมาตอบโต้ว่า พฤติกรรมของ รมว.สำนักนายกฯ กัมพูชาคือการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยอย่างโจ่งแจ้ง และโดยเทียบกับกรณีที่เครือข่ายของฮุน เซน เคยปล่อยข่าวช่วงเลือกตั้งปี 2566 ว่าหากพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะมีการส่งแรงงานกัมพูชากลับประเทศ เพื่อทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนไทยที่มีต่อพรรคก้าวไกลในขณะนั้น รังสิมันต์เรียกพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชาว่าเป็น “ลูกไม้การเมืองราคาถูก” โดยพยายามสร้าง “แนวร่วมมุมกลับ” ให้กับฝ่ายของฮุน เซน ในไทย เพราะฮุน เซน ย่อมรู้ดีว่า หากออกมาสนับสนุนพรรคการเมืองใดโดยตรง ประชาชนชาวไทยจำนวนมากที่ไม่ยอมรับและต่อต้านระบอบฮุน เซน จะถอนการสนับสนุนจากพรรคการเมืองนั้นทันที และหันไปสนับสนุนกลุ่มการเมืองอื่น ซึ่งฝ่ายฮุน เซน คำนวณแล้วว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเครือข่ายของตนเอง อดีต สส.พรรคประชาชน อธิบายว่า ฮุน เซน หวาดกลัวพรรคประชาชนอย่างมากเพราะเกรงกลัวหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลจะทำให้คนรุ่นใหม่ในกัมพูชาเห็นความหวังที่จะเปลี่นแปลงทางการเมืองและออกมาต่อต้านรัฐบาลฮุน เซนที่มีอำนาจทางการเมืองในกัมพูชามายาวนาน  “นอกจากนั้น ระบอบฮุน เซน ยังต้องพึ่งพาเงินสีเทา โดยเฉพาะเงินจากขบวนการสแกมเมอร์ หนึ่งในคีย์แมนสำคัญของการฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ คือ เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ที่ปรึกษาของฮุน เซน ซึ่งพรรคประชาชนมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ และได้เรียกร้องมาโดยตลอดให้รัฐบาลอนุทินดำเนินการออกหมายจับ ขอหมายแดงจากอินเตอร์โพล ตลอดจนยึดทรัพย์และขยายผลเพื่อจัดการเครือข่าย “กัมพูชาเทา–ไทยเทา” ให้สิ้นซาก แต่จนถึงวันนี้ รัฐบาลอนุทินยังไม่ดำเนินการใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม” รังสิมันต์ระบุ รังสิมันต์ขอให้ประชาชนไทยและทุกฝ่ายไม่นำประเด็นที่ รมว.สำนักนายกฯ ของกัมพูชาโพสตมาใช้ทำลายความเชื่อมั่นที่มีต่อพรรคประชาชน เพราะจะเป็นไปตามแผนของฝ่ายกัมพูชา  นอกจากนั้น  อดีต สส.ของพรรคประชาชนยังได้แสดงความผิดหวังที่อนุทินนำถ้อยคำของฝ่ายกัมพูชามาใช้เรียกคะแนนนิยมให้ตนเอง ทั้งที่ควรประณามการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยในฐานะผู้นำรัฐบาล แม้จะเป็นเรื่องร้ายแรงและไม่อาจยอมรับได้  “ท่านกลับใช้จังหวะนี้เพื่อหวังผลทางการเลือกตั้ง คำถามคือ การกระทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่ครับ หน้าที่ของท่านนายกคือปกป้องประเทศ แต่ท่านกลับไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง ดันไปยืมคำของศัตรูมาหาคะแนน ท่านทำแบบนี้ไปเพื่อใครครับ” รังสิมันต์ระบุ  'อนุทิน' เย้ยกัมพูชา "กลัวแพ้ราบคาบ" ทั้งนี้อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้ถูกพาดพิงได้ตอบประเด็นนี้ไว้ด้วยเช่นกันระหว่างไปออกรายการ Thailand Vision 2035 ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ในช่วงที่สรยุทธ สุทัศนะจินดา ทำหน้าที่พิธีกรถามถึงประเด็นที่พรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาว่าใช้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองและเขาได้ตอบโต้สิ่งที่ รมว.ของกัมพูชาโพสต์ถึง อนุทินกล่าวว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่รักษาอธิปไตยและแผ่นดินไว้อย่างสุดความสามารถ ที่ รมว.ของประเทศคู่กรณีบอกว่าอย่าเลือกอนุทินให้ไปเลือกคนอื่น อันนี้เขาเห็นว่าเขาไม่ต้องการให้ตนมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมีโอกาสที่กัมพูชาจะแพ้ราบคาบเอาเปรียบประเทศไทยไม่ได้และไม่สามารถคุกคามอธิปไตยของประเทศไทยได้ ดังนั้นต้องอย่าทำให้เขาสมใจ เขายังได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้สถานการณ์ที่ชายแดนเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง  นอกจากนั้นอนุทินยังได้กล่าวถึงมาตรการที่ชายแดนว่าจะยังไม่เปิดด่านจนกว่าจะเกิด “บูรณภาพแห่งดินแดน” ที่ชายแดนคือการไม่มีศัตรูหรือ “คนที่อยู่นอกอธิปไตยของไทย” กล้าเข้ามารุกรานหรือทำให้ไทยเสียอธิปไตย เมื่อเกิดเสถียรภาพที่ชายแดนแล้วจึงค่อยไปหารือฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต รมว.กัมพูชาโพสต์ว่าอะไร? แก้ว เรมี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา โพสต์ทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 8 ม.ค.2569 ถึงการการเมืองการเลือกตั้งของไทยที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยเขาได้อ้างถึงความคิดเห็นที่แสดงออกว่าหากอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรีรักษาการณ์จากพรรคภูมิใจไทยแพ้เลือกตั้งอาจนำไปสู่การปะทะระหว่างไทยและกัมพูชาอีกเป็นครั้งที่ 3 แต่เขากลับมีความคิดเห็นไปในทางตรงกันข้าม “ถ้าอนุทินแพ้เลือกตั้ง โอกาสที่จะเกิดสงครามมีต่ำมาก เพราะที่ผ่านมากองทัพไทยสามารถเปิดปฏิบัติการรุกรานกัมพูชาได้ ก็เพราะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลไทยที่นำโดยอนุทิน”   รมว.สำนักนายกฯ กัมพูชาระบุว่า กองทัพไทยจะไม่สามารถทำสงครามได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเมืองหากอนุทินสูญเสียอำนาจ และสงครามไม่อาจเกิดขึ้นได้หากอนุทินแพ้เลือกตั้ง แก้ว เชื่อว่ามีพรรคการเมือง 2 พรรคที่จะไม่ “เล่นเกมสงคราม” เหมือนกับพรรคอื่นๆ คือพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทย  เพราะไม่นิยมทำสงคราม เห็นความสำคัญของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าการทำสงคราม แม้ว่าในทางนโยบายของทั้ง 2 พรรคจะยังเปิดช่องให้ความร่วมมือกับกองทัพไทยก็ตาม และเขาขอให้ประชาชนไทยลงคะแนนเสียงให้กับสองพรรคนี้เพื่อสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวเขตแดนของทั้ง 2 ประเทศ * ข่าว * การเมือง * กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา * รังสิมันต์ โรม * อนุทิน ชาญวีรกูล * แก้ว เรมี * ฮุน เซน
dlvr.it
January 12, 2026 at 12:43 PM
ศาลรับฟ้องคดี ‘เบน สมิธ’ ฟ้อง ‘สส.โรม’ อภิปรายหมิ่นประมาทฯ พันสแกมเมอร์
ศาลรับฟ้องคดี ‘เบน สมิธ’ ฟ้อง ‘สส.โรม’ อภิปรายหมิ่นประมาทฯ พันสแกมเมอร์ ภาพ รังสิมันต์ โรม(ซ้าย) และ เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (ขวา) admin666 Mon, 2026-01-12 - 16:12 ศาลอาญารับคดี เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) ฟ้อง สส.โรม ข้อหาหมิ่นประมาทฯ จากการอภิปรายพาดพิงถึงในการอภิปรายไม่ไว้ว่าเบน สมิธ เกี่ยวพันกับขบวนการหลอกลวงและการฟอกเงิน ศาลเห็นว่าคดีมีมูลตามฐานความผิด ศาลนัดอีกครั้ง 9 โมงเช้า 23 ก.พ.69 12 ม.ค.2569 สำนักข่าวหลายแห่งเช่นมติชนออนไลน์และกรุงเทพธุรกิจรายงานตรงกันว่า ศาลอาญา รัชดาฯ มีคำสั่งรับฟ้องในคดีที่เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลให้ดำเนินคดีกับ รังสิมันต์ โรม อดีต สส.พรรคประชาชน ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากการอภิปรายในรัฐสภาวาระคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 เนื่องจากศาลเห็นว่าคดีมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328  เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ‘โรม’ อ้างข้อมูลจากสื่อนอก แฉที่ปรึกษา ‘ฮุน เซน’ ตัวการใหญ่เครือข่ายสแกมเมอร์ พาดพิง ‘อดีตนายกฯ-ธรรมนัส’ จี้ นายกฯ เร่งจัดการ * 'เบน สมิธ' ส่งทนายแจ้งเอาผิด 'ทอม ไรท์' ฟ้องแพ่ง 'สฤณี' โพสต์ใส่ร้ายทำให้เสียหาย รายงานระบุว่าเหตุที่ศาลรับฟ้องเพราะเห็นว่าเมื่อบุคคลทั่วไปได้เห็นข้อความการอภิปรายของรังสิมันต์ที่มีการเผยแพร่ตามช่องทางต่างๆ อาจเข้าใจได้ว่าเบน สมิธ มีพฤติกรรมที่ใช้อุบายหลอกลวงผู้อื่นเพื่อสินทรัพย์และมีการโอน รับโอนเปลี่ยนสภาพสินทรัพย์ตามฐานความผิดฐานฟอกเงิน และประกอบธุรกิจผิดกฎหมายได้ เป็นการกล่าวใส่ความต่อเบน สมิธ ด้วยถ้อยคำที่เป็นความผิดทางอาญาละเมิดสิทธิทางแพ่งบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาที่จะมีโอกาสชี้แจง ศาลยังเห็นอีกว่า การที่ อดีต สส.พรรคประชาชนแถลงว่าการกระทำของตนได้รับยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษ ตามกฎหมายจะต้องเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต แต่การอภิปรายเกิดขึ้นในวาระการแถลงนโยบายของรัฐบาล แม้รังสิมันต์จะมีสิทธิซักถามเนื้อหานโยบายแต่การกระทำเป็นการใส่ความเบน สมิธโดยไม่ปรากฏหลักฐานและยังไม่ได้รับการพิสูจน์ความผิดว่าได้ร่วมกันฟอกเงินและประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ศาลจึงเห็นว่ามีมูลความผิดตามกฎหมายให้รับฟ้อง ศาลได้นัดพร้อมคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายเป็นวันที่ 23 ก.พ.2569 ทั้งนี้ในการอภิปรายของรังสิมันต์เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 นั้นเขาได้กล่าวพาดพิงถึง เบน สมิธ ว่ามีความเกี่ยวพันกับบุคลต่างๆ ทั้งการเป็นหุ้นส่วนกับยิม เลียก ซึ่งเป็นประธานบริษัท BIC Group ในกัมพูชาที่มีธนาคารในเครือเกี่ยวพันกับการฟอกเงิน และยังอ้างว่าเบน สมิธมีความสนิทกับ ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า ด้วย อย่างไรก็ตามในการอภิปรายครั้งนั้นรังสิมันต์กล่าวถึงในฐานะปัญหาขบวนการสแกมเมอร์ก่อนที่เขาจะนำเสนอแนวทางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว นอกจากรังสิมันต์แล้ว ที่ผ่านมา เบน สมิธ ได้ให้ทนายความแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำเหร่ ให้ดำเนินคดีทอม ไรท์ (Tom Wright) นักข่าวสืบสวนสอบสวนชาวอเมริกัน เจ้าของเพจ Whale Hunting ในข้อหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เนื่องจากทอมเขียนรายงานถึงเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงทางออนไลน์และการฟอกเงินระหว่างประเทศซึ่งปรากฏทั้งชื่อนักการเมืองไทย กัมพูชา และปรากฏชื่อของเบน สมิธร่วมอยู่ด้วย  รวมถึงยังให้ทีมทนายความฟ้องสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการด้านการเงินด้วยข้อเดียวกันเนื่องจากมีการเผยแพร่ข้อความของทอมทางโซเชียลมีเดียด้วย * ข่าว * การเมือง * อาชญากรรม * ฟอกเงิน * สแกมเมอร์ * เบน สมิธ * เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ * รังสิมันต์ โรม * ฟ้องปิดปาก * หมิ่นประมาท * ศาลอาญา รัชดา
dlvr.it
January 12, 2026 at 9:21 AM
พรรคประชาชนจัดงานเปิดตัวทีมบริหารประชาชน กับ 12 ภารกิจ "Lean and Clean Thailand ปฏิรูปงบประมาณ กระจายอำนาจ - ฟื้นชีวิตเสือตัวที่ 5 พาอุตสาหกรรมไทย ไปแข่งกับโลก" ชี้ในอดีตตั้งรัฐบาลตามโควตาจำนวน สส.หารเก้าอี้ รมต. ไม่สามารถแก้ปัญหาที่รุมเร้าประเทศได้
January 12, 2026 at 4:07 AM
สัมภาษณ์ ‘สิริพรรณ’ : เลือกตั้ง’69 การเมืองสามเส้า ใต้ 'การล้อมกรอบ' ของชนชั้นนำ
สัมภาษณ์ ‘สิริพรรณ’ : เลือกตั้ง’69 การเมืองสามเส้า ใต้ 'การล้อมกรอบ' ของชนชั้นนำ ทีมข่าวการเมือง  Pazzle Sun, 2026-01-11 - 23:26 ประชาไทชวน ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์การเลือกตั้ง 2569 และที่สำคัญกว่าคือ ระบบการเมืองที่จะเป็นหลังจากนั้น (สัมภาษณ์เมื่อ 20 ธ.ค.2568) สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้  * การเมืองสามเส้า * ปัจจัยในการตัดสินใจของผู้เลือกตั้ง * ภูมิใจไทยเติบโตก้าวกระโดดจาก 5 ปัจจัย * ภูมิใจไทย ‘พาร์ทเนอร์’ ชนชั้นนำ * พลังอนุรักษนิยม ‘ล้อมกรอบ’ พรรคการเมือง * แดง-ส้มได้ ‘ใบอนุญาต’ ตั้งรัฐบาล เป็นไปได้? * สารพัดอาวุธทำพลังก้าวหน้าอ่อนแอ รวมถึง ‘ทะเลาะกันเอง’ * สาเหตุรอยแตกร้าวลึก ส้ม-แดง * ‘คนยังไม่ตัดสินใจ’ 30% กับทฤษฎี cognitive models of voting behavior * รัฐธรรมนูญ60 ต้องแก้ ถ้าแก้ทั้งฉบับไม่ได้ เริ่มแก้ทีละเรื่อง * เหตุผล(อีกอย่าง) ปชน. ‘โหวตอนุทิน’ * ยังต้องหวังกับ ‘เลือกตั้ง’ แม้ยังไม่เปลี่ยนแปลงได้ดังใจ หากเราดูบทวิเคราะห์ในสื่อต่างๆ นักวิเคราะห์หลายคนชี้ไปในทำนองที่ว่า การแข่งขันรอบนี้จะเป็นแมตช์ระหว่าง ‘บ้านใหญ่’ (ภูมิใจไทย) กับ ‘หน้าใหม่’ (ประชาชน) สิริพรรณเห็นว่า จะเป็น ‘สามเส้า’ ที่คะแนนไม่ได้ทิ้งห่างกันแบบนำโด่ง  การเมือง 3 เส้า  “พรรคใหญ่ 3 พรรคก็คือ พรรคประชาชน ภูมิใจไทย เพื่อไทย หลายคนอาจมองว่าเพื่อไทยเป็นแค่พรรคตัวแปร คนที่มองแบบนั้นมองมาจากกรอบความคิดที่ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการต่อสู้ระหว่าง  ‘พรรคบ้านใหญ่’ ก็คือพรรคภูมิใจไทย กับ ‘พรรคหน้าใหม่’ ก็คือพรรคประชาชน บางกูรูบอกคอยดูสิ ครั้งหน้าจะเป็นการสิ้นสุดของบ้านใหญ่เลยทีเดียว” สิริพรรณ อ้างอิงถึงข้อวิเคราะห์ที่หลายคนพูดว่า ศึกการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นการสู้กันระหว่าง ส้ม-น้ำเงิน ว่าน่าจับตาดูว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ พรรคประชาชนยังจะได้ สส.หน้าใหม่จำนวนมากเช่นเดียวกับปี 2566 ไหม พรรคภูมิใจไทยที่กำลัง ‘เนื้อหอม’ เป็นแหล่งรวม ‘บ้านใหญ่’ มี สส.ย้ายเข้าพรรคราว 65 คน จะชนะการเลือกตั้งกี่มากน้อย  กรอบการมองเช่นนี้ ไม่ให้น้ำหนัก ‘พรรคเพื่อไทย’ ที่เคยเป็นพรรคอันดับหนึ่งหลายสมัย เพราะคิดว่าคะแนนจะหดหายไปมาก ขณะที่สิริพรรณเห็นว่า เป็นไปได้มากที่พรรคเพื่อไทยจะคะแนนลดลง แต่ไม่ลดถึงขนาดไม่เป็นพรรคตัวแปรเลย ลักษณะการเมืองจะกลายเป็น ‘สามเส้า’ ที่ทั้ง 3 พรรคไม่ได้มีคะแนนห่างโดดจากกันมากนัก  กระนั้นก็ตาม สิริพรรณยังนำเสนอการมองอีกกรอบความคิดหนึ่งนอกเหนือ บ้านใหม่ VS บ้านใหญ่ นั่นคือ การแบ่งปัจจัยที่ประชาชนใช้ในการตัดสินใจเป็น 2 ด้านหลัก คือ 1.เศรษฐกิจปากท้อง 2.ความหวังของระบบการเมืองหลังเลือกตั้ง  ปัจจัยเศรษฐกิจเข้าใจได้แบบตรงไปตรงมา ทุกพรรคต่างพยายามตอบโจทย์นี้กันขมีขมันตามจุดเน้นของตน ส่วนปัจจัยของความคาดหวังที่มีต่อระบบการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า แบ่งเป็น 3 ทางเลือก * ต้องการเหมือนเดิม รักษาสถานภาพเดิม ไม่ต้องการเปลี่ยน * ต้องการเปลี่ยนโครงสร้าง * ไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่ค่อยเป็นค่อยไป “ยังมองเห็นว่าเป็นการเมืองสามเส้า แล้วยังไงก็ต้องจับมือกัน น้ำเงิน-ส้ม คุณเท้งออกมาบอกแล้วว่ามันจะไม่เกิดขึ้น หมายความว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยชนะ ส้มจะไม่ไปจับด้วย แต่คุณเท้งไม่ได้บอกว่าถ้าส้มชนะ จะไม่จับกุมภูมิใจไทย เราอาจต้องตีความอย่างนี้”  ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ‘ภูมิใจไทย’ เติบโตก้าวกระโดดจาก 5 ปัจจัย  อย่างไรก็ตาม การเติบโตของพรรคภูมิใจไทยนั้นน่าสนใจยิ่ง มีปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่าง ทั้งแบบที่สะสมมาและแบบ ‘ส้มหล่น’  “นักวิชาการบางท่านอาจไม่ให้ค่าภูมิใจไทยเท่าไหร่นัก มองเป็นพรรคอุปถัมภ์ท้องถิ่น แต่โดยส่วนตัวมองว่าภูมิใจไทยถึงแม้จะเป็นพรรคที่เน้นอุปถัมภ์แล้วก็มีพื้นที่เหนียวแน่นอยู่ในอีสานใต้ก็จริง แต่ความต่างของภูมิใจไทยตั้งแต่ก่อนขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาล ต่างไปจากอุปถัมภ์ของพรรคอื่น คือ พรรคอื่นที่ใช้บ้านใหญ่ ใช้เครือข่ายอุปถัมภ์ เขาจะปล่อยให้บ้านใหญ่ดำเนินการของตัวเอง สมมติบ้านใหญ่ภายใต้พรรคเพื่อไทยก็สามารถย้ายพรรคไปอยู่พรรคอื่นได้ เพราะไม่ได้ขึ้นตรงกับพรรค แต่อุปถัมภ์ของภูมิใจไทยต่างไปคือขึ้นต่อพรรคโดยตรง เป็นแนวดิ่งที่แม้แต่รัฐมนตรีของพรรคจะต้องดำเนินนโยบายภายใต้โครงสร้างโดยตรงของพรรค”  “แล้วพรรคมีกลไกของพรรคเองคือ สิ่งที่เรียกว่า political machine หรือจักรกลทางการเมืองที่ขึ้นตรงกับพรรค อย่างเช่น อสม. กำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งคนเหล่านี้จะมีความจงรักภักดีกับพรรคภูมิใจไทยเพราะในสมัยที่คุณอนุทินเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขก็ได้สร้างรีวอร์ดให้กับ อสม. ด้วยการขึ้นเงินเดือน เป็นมหาดไทยก็ต่ออายุให้กำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ได้ตลอดชีวิต ดังนั้นเวลาเราพูดถึงภูมิใจไทยมันจึงเป็นอุปถัมภ์บ้านใหญ่ที่ต่างไปจากของพรรคการเมืองอื่น”  นี่คือความเห็นของสิริพรรณ ต่อปัจจัยแรก ว่าด้วย ‘อุปถัมภ์สไตล์ภูมิใจไทยและจักรกลทางการเมือง’ ที่เป็นต้นทุนของพรรค  อย่างไรก็ตาม นอกจากจากอธิบายความต่างของ ‘บ้านใหญ่ภูมิใจไทย’ แล้ว ในส่วนของนิยาม ‘บ้านใหญ่’ ทั่วๆ ไปนั้น อาจารย์รัฐศาสตร์จากรั้วจามจุรี ได้อธิบายเพิ่มเติมสวนกระแส ‘ยี้’ ของสังคมทั่วไปไว้ด้วยว่า เราไม่ควรดูถูกประชาชนที่เลือก สส.จากบ้านใหญ่ เพราะในแง่หนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นิยามบ้านใหญ่นั้นรวมไปถึง สส.ที่ทำงานพื้นที่อย่างดี เป็น สส.มาหลายสมัย และอาจส่งต่อชัยชนะไปสู่รุ่นถัดมา แต่กระนั้น หากรุ่นใหม่ไม่ทำงานพื้นที่ก็ยากที่จะรักสถานะไว้ได้  ปัจจัยที่สองคือ สายสัมพันธ์อันดีกับ ‘กลไกข้าราชการระดับสูง’ ในหน่วยงานที่ได้เข้าไปบริหาร   “ก่อนหน้านี้ถ้าเราสังเกต เราจะไม่ค่อยเห็นข้าราชการระดับสูงอย่างเช่นระดับปลัด อธิบดี มายืนเป็นวอลเปเปอร์ให้กับนักการเมือง สมมติคุณอภิสิทธิ์ยืน เขาก็จะมีแก๊งไอติมของเขาที่เป็นนักการเมือง แต่ถ้าเป็นรัฐมนตรีภูมิใจไทย คนที่ยืนข้างหลังคือข้าราชการ นี่คือความต่างกันของภูมิใจไทยที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลไกระบบราชการด้วย”  ปัจจัยที่สามคือ ดึงเทคโนแครตเสริมภาพลักษณ์ เมื่อ ‘ส้มหล่น’ พรรคประชาชนโหวตให้ได้จัดตั้งรัฐบาลโดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล แม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแต่ก็ทำให้มีโควตารัฐมนตรี ‘ฟรี’ 7-8 ที่นั่ง และพรรคภูมิใจก็ไม่รีรอที่จะดึงรัฐมนตรีคนนอกที่น่าสนใจเข้ามาร่วมบริหาร “ภูมิใจไทยฉลาดมาก แยบยลมาก ที่ไปดึงเทคโนแครต ไปดึงนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมาอยู่ภายใต้องคาพยพของพรรค แล้วก็ได้เสียงตอบรับที่ดีจากสังคมด้วยโดยเฉพาะคนชั้นกลาง”  ปัจจัยที่ 4 สิริพรรณกล่าวถึงสิ่งที่ปรากฏชัด คือ การไหลเข้าของ สส.จากพรรคต่างๆ  “ทีนี้ถามว่าภูมิใจไทยหลังจากนี้จะโตขึ้นไหม น่าจะต้องประเมินจากประเด็นแรกคือ ภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ในช่วงของการเลือกตั้งเขาดูแลพื้นที่ดี อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้น สส.เก่าของภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กลับมาเยอะ และครั้งนี้มี สส.เก่าย้ายมาเรียกว่าเป็น  mass migration หรือการอพยพครั้งใหญ่เลย ประมาณ 65 คน ดังนั้นถ้ารวมกับ สส.ที่มีอยู่ 68 รวมแล้วก็ราว 130 แล้ว ถ้าได้จริงสัก 70% ก็อยู่ที่ประมาณ 100 บวกลบ แล้วยังมีพื้นที่ที่น่าจะได้มาเพิ่มเช่นพื้นที่ชายแดน เพราะเพื่อไทยอาจจะเสียคะแนนตอนคุณอุ๊งอิ๊งโทรศัพท์กับท่านฮุนเซน” “อีกสิ่งคือเราจะเห็นคุณอนุทินพยายามอย่างมาก ณ วันนี้ที่เราคุยกันยังไม่ได้มีเสียงตอบรับจากคุณศุภจี หรือคุณเอกนิติ หรือท่านทูตสีหศักดิ์ แต่ชัดเจนว่าคุณอนุทินรู้ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เคยได้คะแนนนิยมจากคนชั้นกลาง บัญชีรายชื่อครั้งที่แล้วก็ 3% กว่า ได้มาแค่ 3 ที่นั่ง แต่ครั้งนี้รู้ว่าเทคโนแครต นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จช่วยได้ก็จะดึงตรงนี้มา” ปัจจัยที่ 5 ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาที่ได้เป็นรัฐบาล นับเป็นการอนุญาตให้ภูมิใจไทยได้ใช้พื้นที่ของสื่อเพื่อสื่อสารกับประชาชน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เริ่มจืดจางลง ไม่ค่อยมีใครให้ค่า เรียกได้ว่า เป็น ‘การชุบชีวิตใหม่’ ให้กับพรรคขนาดกลางพรรคนี้ และในฐานะรัฐบาลยังได้โอกาสในการทำนโยบายหลายอย่าง เช่น คนละครึ่งพลัส “อันนี้ต้องต้องยอมรับว่ามันทำให้ภูมิใจไทยกลับมามีความสำคัญ หลายคนถึงมองว่าอาจจะเป็นพรรคอันดับต้นได้ด้วยซ้ำไป จากที่ไม่เคยได้บัญชีรายชื่อหรือชนะในระดับประเทศมากพอเพราะไม่เคยมีนโยบายที่แข็งแรงจริงๆ แต่ตอนนี้ภูมิใจไทยอยู่ในสปอตไลท์ของคนทั้งประเทศด้วย จุดที่คุณอนุทินก็คงนึกไม่ถึงว่ามันมาขัดจังหวะก็คือน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่ก็จะเห็นได้ว่าพอน้ำท่วมหาดใหญ่ปุ๊บ ประเด็นสงครามกับเกิดขึ้นมาทันที ช่างเป็นความบังเอิญที่เหมาะเจาะ” สิริพรรณประเมินว่า ด้วยปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ คะแนน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยหลังการเลือกตั้ง อาจเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ได้เพียง 3% กว่า เป็น 5% หรือด้วยกระแสชาตินิยมหนุนนำประกอบกับคนละครึ่งพลัส อาจไปได้ถึง 8%  “เราไปบวกกับของเดิมที่มี 69 ที่นั่ง สส.ส่วนที่ย้ายเข้าพรรคมาอีก 65 ที่นั่ง และคะแนนที่อาจจะไปตีกินเพื่อไทยอ่าบางพื้นที่ได้อีก ก็คิดว่าเพดานของภูมิใจไทยอยู่ที่ 140 ไม่มากไปกว่านั้น ในบรรดาสามพรรคคือ ภูมิใจไทย ประชาชน เพื่อไทย ค่อนข้างคิดว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคที่จะได้คะแนนเพิ่มขึ้นแน่ๆ พรรคอื่นอาจจะเพิ่มหรืออาจจะลด เพื่อไทยมีแนวโน้มจะลดมากกว่าเพิ่ม พรรคประชาชนอาจจะเพิ่มหรืออาจจะลด แต่อย่างที่บอกว่า ณ วันนี้ให้พยากรณ์มันก็คือเดา” สิริพรรณระบุว่า เหตุสำคัญเพราะยังมีคนไม่ตัดสินใจอีกเป็นจำนวนมาก  ภูมิใจไทย ‘พาร์ทเนอร์’ ชนชั้นนำ-ฝ่ายก้าวหน้าโดน ‘ล้อมกรอบ’  ปัจจัยที่ทำให้การเลือกตั้ง 2569 น่าตื่นเต้นขึ้นเพราะต่างไปจากสองครั้งก่อน คือ  สว.หมดอำนาจโหวต (ขัดขวาง) นายกฯ แล้ว การโหวตเลือกนายกฯ จะอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเท่านั้น  แต่แม้อำนาจ สว.ส่วนนี้พ้นไปแล้ว ดูเหมือนผู้คนก็ยังไม่อาจส่งเสียงเฮได้เต็มที่ เพราะสิริพรรณชี้ว่า บรรยากาศของการเลือกตั้งปี 2569 คือ บรรยากาศของการล้อมกรอบพรรคการเมือง  “ชนชั้นนำไทย ซึ่งต้องบอกว่าไม่ใช่เฉพาะทหาร แต่ประกอบไปด้วยพลังอนุรักษนิยม กลุ่มทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มทุนผูกขาดที่ได้สัมปทานจากรัฐ ที่ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงทรัพยากร แล้วก็องค์กรอิสระ  ระบบราชการชั้นสูง รวมถึงพรรคการเมืองที่ถูกดูดให้ต้องเข้าร่วม เขาอนุญาตให้คุณเป็นรัฐบาลได้ แต่คุณจะแหลมออกไปนอกลู่ไม่ได้ ถ้าดึงคุณเข้าร่วม คุณก็ต้องเล่นอยู่ในพื้นที่ที่อนุญาตให้เล่น”  อาจารย์รัฐศาสตร์บอกว่า สภาพการณ์เช่นนี้เรียกในภาษาวิชาการว่า containment system หรือระบบที่ล้อมกรอบพรรคการเมือง โดยเครื่องมือที่ใช้ได้แก่ การยุบพรรค การฟ้องคดีอาญา การจับติดคุก การตัดสิทธิทางการเมือง และยังรวมถึงการตั้งพรรคมาเป็นมาเป็นคู่แข่งทางการเมืองด้วย  “องคาพยพของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ปี 62 ก็คือพลังประชารัฐ ปี 66 ก็ยังเป็นพลังประชารัฐกับรวมไทยสร้างชาติ เขาแยกกัน ดังนั้น พอหลัง 66 เพื่อไทยข้ามขั้วไปจับมือกับจัดตั้งรัฐบาลก็ถือว่าเป็นเหมือนกับทางผ่านที่อนุญาตให้ลงมาบริหารประเทศชั่วคราว แต่ถ้าเกิดคุณทำอะไรที่ขัดกับผลประโยชน์หรือออกนอกลู่ที่ขีดเส้นไว้ให้ก็จะถูกจัดการ” “ดังนั้นในการเลือกตั้งปี 69 นี้ เขามีพรรคที่เขาอยากให้เป็นและเชื่อว่าจะอยู่ในกรอบได้ชัดเจนก็คือภูมิใจไทย ซึ่งภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวมองว่ามันต่างกัน กรณีเพื่อไทยถูกดึงมาให้มาเป็นผู้เล่นแทนชั่วคราว เป็นหนังหน้าไฟ แต่ภูมิใจไทยเชื่อว่าเป็นพาร์ทเนอร์ เป็นหุ้นส่วนขององคาพยพนี้”  เมื่อถามถึงเหตุผลในการมองพรรคเพื่อไทยว่าไม่ได้ ‘กลายเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำ’ จากการข้ามขั้วตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา อาจารย์ตอบว่า เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำจริง เพื่อไทยก็คงได้จัดตั้งรัฐบาลต่อ ทักษิณ ชินวัตร คงไม่ติดคุก เศรษฐา ทวีสิน ก็คงยังเป็นนายกฯ อยู่ และไม่ต้องใช้แพทองธาร ชินวัตร เมื่อถามว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ‘ถูกยึดใบอนุญาตคืน’  อาจารย์รัฐศาตร์ จุฬาฯ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า คงต้องมองกลับไปดูตั้งแต่รัฐบาลคุณเศรษฐา จุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะเป็นเรื่องของการโยกย้ายภายในกรมตำรวจ  ‘การริบใบอนุญาต’ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมายาวนาน แต่ดูเหมือนพรรคการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ไม่ว่าจะโดนยุบกี่ครั้ง ก็ยัง ‘สู้ต่อ’  “การริบใบอนุญาตมันพิสูจน์แล้วสองด้าน ด้านหนึ่งมันเป็นต้นทุนของพรรคการเมืองจริงๆ ไม่สามารถบอกว่า “ยักไหล่แล้วไปต่อ” มันทำให้บุคลากรของพรรคหายไป การจัดองค์กรของพรรคหายไป ศักยภาพของพรรคในการต่อสู้ในพื้นที่การเมืองลดลง แต่ขณะเดียวกันมันไม่สามารถกำจัดพรรคออกไปจากสนามแข่งขันได้อย่างถาวร ตราบใดถ้าพรรคยังมีเจตจำนงที่จะสู้ต่อ เพราะว่าเขายังครอบครองฐานเสียงที่ประชาชนยังเป็นแฟนพันธุ์แท้อยู่”  “อยากจะบอกว่าทั้งสองพรรค เพื่อไทยกับก้าวไกล (ประชาชน) คือพรรคที่อยากจะใช้คำว่า ‘พรรคฝ่ายต้องการการเปลี่ยนแปลง’ หรือต้องการปฏิรูปทั้งคู่ มันไม่ควรจะมีใครจดลิขสิทธิ์ว่าพอใช้คำนี้แล้วพรรคอื่นจะใช้ไม่ได้ มันคือเป็นพรรคฝ่ายก้าวหน้าทั้งคู่ เพียงแต่ว่าความต่างอาจจะอยู่ที่พรรคนึงต้องการเปลี่ยนแปลงเร็ว อีกพรรคนึงอาจจะยอมที่จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง แล้วครั้งที่แล้วยอมร่วมมือกับชนชั้นนำเดิมที่จะเปลี่ยนแปลงไปในจังหวะของตัวเอง”  “พลังคะแนนเสียงตรงนี้ ถ้าเรามองจากผลเลือกตั้ง มันไม่ได้หายไปอย่างสิ้นเชิงจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เพียงแต่ ณ จุดนี้เป็นสิ่งท้าทายว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพลังตรงนี้จะผุกร่อนลงไปไหม จากปัจจัยข้อพิพาทชายแดนไทยกัมพูชาและกระแสชาตินิยม ที่อาจจะทำให้พลังก้าวหน้าที่เคยมีอยู่ประมาณ 16-18 ล้านมันหายไปหรือเปล่า” แดง-ส้มได้ ‘ใบอนุญาต’ ตั้งรัฐบาล เป็นไปได้?  “คำถามคือแดงกับส้มจะได้รับอนุญาตไหม สมมติได้รับอนุญาตพรรคใดพรรคนึงให้จัดตั้งรัฐบาลได้ คุณก็ต้องอยู่ในกรอบที่เขากำหนดไว้ เพราะคุณไม่ได้เป็นพาร์ทเนอร์หรือหุ้นส่วน” “ถ้าเกิดคุณได้คะแนนเสียงมากพอในการเลือกตั้ง เขาก็ไม่อยากหัก เขาก็อนุญาตให้คุณมาวิ่งในลู่แต่ลู่นี้ถูกขีดเส้นเอาไว้ ถ้าคุณออกนอกลู่ก็จะมีวิธีจัดการเหมือนที่จัดการกับคุณเศรษฐา หรือคุณอุ๊งอิ๊ง หรือจัดการกับพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล ดังนั้น คำตอบคือเป็นไปได้ แต่มันจะเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น” สิริพรรณย้ำถึงเป้าหมายของพลังอนุรักษนิยมที่ ‘ล้อมกรอบ’ พรรคการเมืองให้ไม่อาจแหลมคมเกินไป และมันยังมีเป้าหมายที่สำคัญยิ่งอีกประการคือ การทำให้พลังฝ่ายค้านทะเลาะกันเอง  “ภาพรวมคืออะไร คือการทำให้พรรคการเมืองไม่ได้เป็นที่หวังที่พึ่งไม่ได้ ลดความเป็นแรงบันดาลใจของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง”  “แล้วหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า โจทย์ใหญ่ก็คือคำถามว่าการเลือกตั้งยังเป็นเครื่องมือของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ใช้ได้ผลอยู่หรือไม่ พร้อมกันนี้สิ่งที่พรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมทำคือการดึงเทคโนแครต ดึงกลุ่มทุนที่ดูได้รับการยอมรับเข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างของการแข่งขันทางการเมือง ทั้งหมดนี้คือความพยายามที่จะทำให้พลังของพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนประชาชนมากกว่ามันอ่อนแรงลง และทำสำเร็จด้วย” “นี่คือสิ่งเกิดขึ้น เราจะรู้เท่าทันหรือเปล่า ไม่แน่ใจ รู้เท่าทันแล้วเราจะแก้เกมนี้อย่างไร แต่มันเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของของการเลือกตั้งครั้งหน้า”   สิริพรรณย้ำว่า การผนึกกำลังของ ‘ฝ่ายค้าน’ ไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกัน แต่เมื่อถึงจุดสำคัญต้องร่วมมือกันได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนสถานการณ์จะกลายเป็น ต่างคนต่างสู้แล้วทะเลาะกันเอง  เมื่อถามถึงตัวแบบการต่อสู้ในต่างประเทศที่อาจให้บทเรียนสำคัญ อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์กล่าวว่า ไม่เห็นที่เหมือนกันเป๊ะ แต่ส่วนที่คล้ายกันคือหลายประเทศในโลกตอนนี้เผชิญความถดถอยของประชาธิปไตย ซึ่งถูกอธิบายด้วย 2 ทฤษฎี อันแรกคือนักการเมืองที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบขยายอำนาจมากเกินไป ทำให้พลังประชาธิปไตยถูกใช้เกินขอบเขต เช่นกรณีดูเตอร์เต หรือโดนัลด์ทรัมป์ ซึ่งกรณีไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น อันที่สองคือกลุ่มที่เรียกว่าเป็นอำนาจนิยม ผู้นำมาจากการเลือกตั้งก็จริงแต่การแข่งขันเอียงตั้งแต่แรก ไม่เป็นธรรม ส่วนนี้จะคล้ายกับสถานการณ์ตอนการเลือกตั้งปี 2562  โดยรวมแล้ว กรณีของไทยต่างจากประเทศอื่น เพราะชนชั้นนำที่อยากจะอยู่ในอำนาจไม่ใช่คนเดียว ไม่ใช่ระบอบประยุทธ์ แต่เป็นองคาพยพหรือเครือข่ายของชนชั้นนำที่เขาได้ประโยชน์ร่วมกันและไม่ต้องการให้มีการจัดระเบียบอำนาจโครงสร้างของสังคมใหม่ที่มันไปกระทบกระเทือนกับผลประโยชน์ที่เขาเคยได้อยู่  “พลังฝ่ายค้าน จริงๆ ผ่านการเลือกตั้งก็ชนะมาทุกครั้ง ทีนี้จะทำยังไงที่จะทำให้พลังที่ผ่านการเลือกตั้งมันอ่อนแอลงเขาถึงจะอยู่ได้นาน ดังนั้นสิ่งที่เขาทำก็คือต้องมีพรรคของเขาเอง ก่อนหน้านี้ก็เป็นพรรคอุ้มบุญมาอย่างประชาธิปัตย์ หรือช่วงเปลี่ยนผ่านก็เอาเพื่อไทยเข้ามา แต่เขาคิดแล้วว่าทำแบบนี้ไม่เสถียรสถาวร เขาก็เอาพรรคการเมืองมาคิดร่วมกันเลยคือพรรคภูมิใจไทย เป็น partnership แต่จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่ที่การเลือกตั้งครั้งหน้า ขณะเดียวกันพรรคอีก 2 พรรคซึ่งคิดว่าเป็นตัวแปรและปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ กล้าธรรมกับประชาธิปัตย์ ทั้งคู่โน้มเอียงไปทางทางอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว ดังนั้น หลายคนถึงมองว่าโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลสูงกว่า” “จริงๆ แล้วทางออกของการจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทย อยู่ตรงการที่พลังของฝ่ายค้านเป็นเอกภาพ ถ้าเราไปดูประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย อันนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญอันที่หนึ่ง แล้วก็ต้องมีผู้นำทางการเมืองที่มีความต้องการแรงกล้าแรงกล้า จริงใจที่จะเปลี่ยน แล้วมันก็เปลี่ยนผ่านการมีรัฐธรรมนูญนี่แหละ แต่เราอาจมีอีโก้ที่แรงกว่า แล้วก็ไม่ยอมที่จะมาประสานความร่วมมือกัน”  สาเหตุรอยแตกร้าวลึก ส้ม-แดง สิ่งที่นักวิชาการนำเสนอดูจะเป็น ‘อุดมคติ’ และตรงข้ามกับสภาพความเป็นจริง แต่อาจารย์รัฐศาสตร์ยืนยันว่า หากไปดูการเมืองโลก พรรคที่มีจุดยืนอุดมการณ์ความเชื่อใกล้กันก็มักจะร่วมมือกัน และเป็นธรรมชาติเช่นนั้น แต่หากให้ประเมินความขัดแย้งระหว่าง ส้ม-แดง สิริพรรณมองเห็นปัจจัย 2 อย่างคือ 1. แย่งฐานเสียงเดียวกัน 2.โซเชียลมีเดียและผู้นำทางความคิด  ประเด็นแรกว่าด้วยความที่ใกล้กันในพื้นที่เลือกตั้ง หรืออาจกล่าวได้ว่าแย่งฐานเสียงกันเอง มีตัวอย่างในหลายพื้นที่ว่าถ้ามีการส่ง สส.ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ‘สามเส้า’ อีกพรรคอีกฝั่งหนึ่งอนุรักษนิยมก็จะได้ไปดังนั้นการแข่งขันกันเองจึงป็นสาเหตุเบื้องต้น ประเด็นที่สองคือ ทั้งสองพรรคนี้มีกลุ่มอาจเรียกว่า ปัญญาชนหรือผู้นำทางความคิดที่แหลมคมมาก และใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือเป็นหลัก เมื่อเกิดการวิวาทะสนทนากันผ่านโซเชียลมีเดียก็ลุกลามบานปลาย สิริพรรณเห็นว่า มันเป็นเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมต่อการถกอภิปรายเพราะทำให้เกิดความเข้าใจผิดง่าย จึงเกิดความขัดแย้งในระดับที่เรียกว่า ‘นางแบก’ กับ ‘ด้อมส้ม’ ขึ้นมา ประกอบกับการหยิบใช้ ‘วาทกรรม’ ด้อยค่ากันเองทำให้ความขัดแย้งแผ่กระจายเป็นความความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน “วาทกรรมมันทำให้ลดทอนความเป็นไปได้ที่จะประสานกัน คือมันไปสร้างรอยปริของความขัดแย้งที่รุนแรงและร้าวลึก ความรู้สึกคนที่เคยเป็นเพื่อนหรือคู่รักกัน พอทะเลาะและแยกทางกัน ถ้าไม่ใช้เหตุผลมันเกลียดกันได้มากกว่าคนที่เคยเป็นศัตรู” “ถ้ามองการเมืองไทยหลังจากนี้ ที่กังวลที่สุดก็คือ มันไม่มีพื้นที่ของความไว้วางใจที่จะทำงานร่วมกันระหว่างน้ำเงินแดงและส้ม มันหดแคบลงมา ดังนั้นไม่ว่าพรรคไหนจะชนะ พรรคไหนจะได้จัดตั้งรัฐบาลระบบการเมืองต่อจากนี้มันจะตั้งอยู่บนรากฐานที่สั่นคลอน”  สิริพรรณยังชี้ด้วยว่า ในหมู่ประชาชน ความไว้วางใจที่มีต่อพรรคการเมืองก็ลดลงด้วย เพราะทุกพรรคต่างมี ‘บาดแผล’ เช่น กรณีพรรคเพื่อไทยข้ามขั้ว พรรคประชาชนโหวตอนุทิน ทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่าตัวตนของพรรคยังเหลือหลงเหลืออยู่แค่ไหน เลือกไปครั้งหน้าจะเป็นตัวแทนของของการตัดสินใจของเราได้อย่างแท้จริงไหม  ‘คนยังไม่ตัดสินใจ’ ใคร่ครวญมากขึ้น ส่วนที่น่าสนใจยิ่งสำหรับการเลือกตั้งรอบนี้คือการตีความ ‘กลุ่มคนยังไม่ตัดสินใจ’ สิริพรรณชี้ชวนให้ดูผลโพลที่สำรวจเมื่อช่วงปลายปี 2568 ว่า มี ‘คนยังไม่ตัดสินใจ’ สูงถึง 30-40% แล้วเชื่อมโยงไปถึงทฤษฎีจิตวิทยาสังคมว่าด้วย ‘cognitive models of voting behavior’ หรือคือกระบวนการประมวลความคิดผ่านการตีความข้อมูลต่างๆ  ด้วยเหตุที่พรรคการเมืองโดนล้อมกรอบ มีเครื่องมือมากมายที่เสมือน ‘มีด’ จี้คอ ทำให้นโยบายต่างๆ ต้องลดทอนลงมา  “เราเห็นการทำให้จุดยืนนุ่มนวลขึ้น เรื่อง 112 อาจจะไม่ได้ถูกพูดในการเลือกตั้งครั้งหน้า เรื่องยกเลิกเกณฑ์ทหารก็จะทอนลงมาให้เหลือสมัครใจ แม้แต่ประเด็นเรื่องข้อพิพาทชายแดนเขมรก็จะถูกพูดด้วยท่วงทำนองที่รองรับความเห็นของทั้งสองฝ่าย คำถามหลักเลยก็คือว่าแล้วครั้งหน้าคนจะตัดสินใจเลือกด้วยเหตุผลอะไร” อาจารย์รัฐศาสตร์ ย้ำอีกครั้งว่ามี 2 ปัจจัยหลัก ปัญหาปากท้องเป็นประเด็นสำคัญ และดูเหมือนทุกพรรคการเมืองก็จะมีนโยบายที่ใกล้เคียงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอีกปัจจัยคือ จุดยืนทางการเมืองหรืออุดมการณ์ การเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 66 จะเน้นตรงนี้ เห็นได้ชัดจากแคมเปญ ‘มีลุง ไม่มีเรา’ ที่มีอิทธิพลสูงมาก แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ประเด็นจุดยืนทางการเมืองจะ ‘เบลอลง’ เพราะไม่ว่าพรรคไหนต่างก็มีจุดอ่อนให้วิพากษ์  “ถ้าเราดูโพลทั้งหลาย เราจะเห็นว่ามีกลุ่มคนที่เลือกไว้แล้ว อยากจะเรียกมันว่า เลือกด้วยความรักและความผูกพันดั้งเดิม affection voting แต่ครั้งนี้เราเห็นว่ามีกลุ่มที่ยังไม่ได้เลือกสูงมาก 30-40% ถ้ามองในแง่ดี คิดว่าสังคมไทยกำลังใช้สติกับใช้ความคิด มีความรอบคอบในการตัดสินใจมากขึ้น” “จริงๆ ก็เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคอยู่แล้ว อาจจะเคยชอบประชาชน เคยชอบเพื่อไทย เคยชอบภูมิใจไทย แต่เขาเห็นว่าเขายังคิดไม่มากพอ ต้องการคิดอีก กลุ่มตรงนี้แหละเป็นกลุ่มที่ใช้คำว่า cognitive theory เขาต้องการมีกระบวนการคิดมากไปกว่าการตัดสินใจโดยความผูกพันหรือ by default คือไม่ต้องคิดอะไรก็เลือก แต่กลุ่มตรงนี้คือ cognitive model กับ congruence คือเลือกพรรคที่สอดคล้องมากที่สุด หรือมีระยะห่างน้อยที่สุดกับความเชื่อของตัวเอง”  “ดังนั้น มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของบ้านใหญ่กับคนหน้าใหม่ แต่เขาจะเลือกเพราะว่าผู้สมัครคนนั้นหรือพรรคการเมืองนั้น มีความใกล้เคียงกับอัตลักษณ์ ตัวตนและความชอบของเขามากที่สุด ความยากของมันก็คือว่าพรรคจะต้องเข้าไปอยู่ในใจของคน วันนี้เรายังไม่เห็นพรรคใดเข้าไปนั่งอยู่ในใจประชาชนได้มากขนาดที่จะสามารถพยากรณ์ได้ว่าพรรคไหนจะชนะ”  รัฐธรรมนูญ 60 ต้องแก้ ถ้าแก้ทั้งฉบับไม่ได้ เริ่มแก้ทีละเรื่อง  การล้อมกรอบพรรคการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีรัฐธรรมนูญ 2560 และการเริ่มต้นขยับเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ผ่านคำถามประชามติที่มาพร้อมการเลือกตั้งที่จะถึง ท่ามกลางอุปสรรคขัดขวางมากมาย ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคำถาม “สมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร  “ต้องบอกเลยว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุด เป็นกุญแจสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งการรักษาระเบียบและโครงสร้างอำนาจของชนชั้นนำชุดนี้ ดังนั้นเขาไม่ต้องการให้แก้ เพราะสามารถจัดการกับรัฐบาลที่ไม่ชอบได้ถึงแม้จะได้รับใบอนุญาตมาแล้วโดยที่ไม่ต้องทำรัฐประหาร” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ย้ำว่า รัฐธรรมนูญนี้มีลักษณะ rule by referee หรือการใช้องค์กรอิสระและกรรมการในองค์กรอิสระทั้งหลายเป็นอาวุธ สำหรับชนชั้นนำอนุรักษ์ย่อมไม่อยากให้มีแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าจำเป็นต้องแก้ เราก็ไม่รู้เลยว่ามันจะออกมาหน้าตาอย่างไร  “ตอนที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 ถูกคว่ำไปโดย สว.บวกกับการโหวตของพรรคภูมิใจไทย พอร่างนี้ตกไปยังรู้สึกสบายใจกว่า ในแง่ว่ากระบวนการแก้ที่เราไม่สามารถกำกับทิศทางและเนื้อหาได้จะอันตรายกว่านี้ ถามว่าเราจำเป็นต้องแก้ไหม จำเป็นต้องแก้ แต่กระบวนการแก้ควรต้องเป็นกระบวนการที่สุกงอมมากพอ สุกงอมก็คือประชาชนในสังคมมีความเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะแก้ จึงเสนอมาตลอดว่าถ้ายังแก้ทั้งฉบับไม่ได้ ก็แก้รายมาตราไปก่อน แต่คนก็จะเถียงอีกว่าแก้รายมาตราก็ยังต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ก็จริงอยู่ แต่ถ้าเราแก้รายประเด็นแล้วมีความสุกงอมมากพอ เราก็ค่อยๆ ผลักมันได้ มันไม่ง่ายแน่นอน” สิริพรรณ ยกตัวอย่างการแก้ไขเรื่องอำนาจ สว.ในการเลือกองค์กรอิสระอาจเป็นประเด็นที่ยากเกินไปในสถานการณ์ปัจจุบัน การแก้เรื่องที่มาองค์กรอิสระก็เช่นกันทั้งยังต้องทำประชามติด้วย แต่เรื่องที่เห็นว่าน่าจะพอมีทางเป็นไปได้คือ เรื่องว่าทำไมเราจะต้องมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คนโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสส.ด้วย  “ในระบบรัฐสภาทั่วไปในโลกนี้ สส.คนใดก็ตามที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้ เราจะไม่มีทางถึงทางตันเลย สอยคุณเศรษฐา สอยคุณแพรทองธาร ก็ไม่จำเป็นจะต้องเหลือแค่คุณประยุทธ์ คุณประวิตร คุณอนุทิน คุณพีรพันธ์ แต่ใครก็ได้ที่สภาผู้แทนราษฎรเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรี การที่ให้มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คนเป็นการสร้างทางตันทางการเมือง และที่สำคัญคือมันลดทอนความรับผิดชอบทางการเมืองของนายกมนตรีด้วย เพราะนายมนตรีไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” “นี่คือตัวอย่างที่แก้ได้ แล้วทุกพรรคก็จะได้ประโยชน์ สมควรจะแก้ ถ้าเราแก้แบบนี้แล้วเราทำความเข้าใจถ้าสังคมกดดัน สว.มากพอ เราอาจจะได้เห็นว่ามันสร้างโมเมนตัมหรือพลวัตรที่จะไปผลักดันประเด็นอื่นๆปัญหาของการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือเรายังไม่เคยเทสต์ สว.อย่างจริงจังกับการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา” นอกจากนี้สิริพรรณยังหยิบยกประเด็นน่าแก้ไขที่พูดถึงบ่อยครั้งแล้ว นั่นคือ แก้มาตรา 90 ของรัฐธรรมนูญเรื่องบัตรเลือกตั้งที่ตอนนี้สส.บัญชีรายชื่อและ สส.เขตเป็นคนละเบอร์กันจนสร้างความสับสนให้ผู้ลงคะแนน  “พรรคการเมืองไปยึดกับการที่บอกว่ารัฐธรรมนูญมาจากเป็นผลผลิตของต้นไม้พิษ ไม่มีทางที่จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีได้ แต่อันนี้ต้องบอกว่ามันขัดกับข้อเท็จจริง อย่างอินโดนีเซีย ทุกวันนี้ก็ยังใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยนายพลซูกาโน่ตั้งแต่ปี 1945 เป็นผู้นำแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จเลย เขาก็ยังใช้อยู่ แล้วเขาก็แก้รายมาตรา 4 ครั้ง ทุกวันนี้รัฐธรรมนูญอินโดนีเซียเหลือเนื้อหาเดิมแค่ 11% เท่านั้น” เหตุผล(อีกอย่าง)ของการ ‘โหวตอนุทิน’  เมื่อถามว่า เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญในการคลี่คลาย ‘การล้อมกรอบพรรคการเมือง’ และด้วยเหตุนี้พรรคประชาชนจึงเลือกโหวตอนุทินเป็นนายกฯ แต่ท้ายที่สุดดีลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ล้มเหลวไม่เป็นดังหวัง คำถามคือ ทำไมพรรคประชาชนจึงเสี่ยงเดินเส้นทางนี้ นักวิชาการจากรั้วจามจุรีระบุว่า เหตุผลที่แกนนำพรรคพูดคือ ความต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งตามกรอบที่วิเคราะห์มานั้นเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะเป็นอาวุธของพลังอนุรักษนิยม “ในแง่นี้ก็เข้าใจได้ แต่คำถามใหญ่หลังจากนั้นก็คือ ถ้าต้องการแก้รัฐธรรมนูญโดยใช้ความสมเหตุสมผลของการตัดสินใจ มันไม่ใช่แค่เปิดช่องให้แก้เท่านั้น แต่ต้องไปในทิศทางที่พรรคกำกับได้ ก็คือคุณจะต้องเข้าไปร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีเพื่อในการประชุมอย่างเช่นการเคาะคำถามประชามติ การกำหนดจังหวะของการโหวตแต่ละรอบของสภา พรรคจะต้องมีโอกาสเข้าไปกำกับด้วย การที่พรรคประชาชนปฏิเสธที่จะไปร่วมรัฐบาลมันเลยเหมือนกับการเขียน ‘เช็คเปล่า’ ให้กับคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่โดยส่วนตัวยังไม่สามารถอธิบายความสมเหตุสมผลของการตัดสินใจครั้งนี้ได้”  “ดังนั้นถ้ามองลึกไปกว่านั้นซึ่งอันนี้อาจจะผิด ต้องขออนุญาตออกตัวไว้เลย คิดว่าอาจเป็นไปได้ที่พรรคมีเป้าหมายอื่นด้วย อย่างเช่นโอกาสที่จะได้จัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ซึ่งยังไม่มีใครบอกได้เพราะโอกาสที่ว่าย่อมต้องมาจากคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่มาจากผลการเลือกตั้งก่อน แต่ว่าคิดว่าเป้าหมายหลักเรื่องนี้มันไม่สามารถถูกเขียนในเอ็มโอเอได้ ถ้ามองแบบนี้อาจจะสมเหตุสมผลมากกว่า”  ยังต้องหวังกับ ‘เลือกตั้ง’ แม้ยังไม่เปลี่ยนแปลงได้ดังใจ เมื่อถามว่า ตามกรอบวิเคราะห์ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด คิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีความหวังอยู่หรือไม่ สิริพรรณยอมรับว่า จุดนี้เป็นจุดที่รู้สึกมีความหวังน้อยกับการเลือกตั้ง เพราะไม่คิดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เรากำลังอยู่ในเกมทางการเมืองที่มีคนเขียนบทมีคนกำกับไว้แล้ว  “คนจำนวนนึงมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความหวัง เพราะคิดว่าคนหน้าใหม่จะเอาชนะบ้านใหญ่ได้ แต่ประเด็นนี้ขอพูด ซึ่งอาจจะโดนทัวร์ลงก็ได้ คือเวลาที่เรามองบ้านใหญ่ ‘บ้านใหญ่’ เป็นคำนาม ไม่ได้เป็นกิริยา มันเป็นผลผลิตของการดูแลพื้นที่ เขาเป็นบ้านใหญ่เพราะเขาชนะเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้งและอาจจะส่งต่อชัยชนะไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่ถ้ารุ่นถัดมาไม่ทำงานพื้นที่ก็ไม่ชนะเลือกตั้งเหมือนกัน ในแง่นี้ต้องทำความเข้าใจสังคมไทยว่าเราอาจจะยังไม่ได้ก้าวพ้นไอ้คำว่า ‘บ้านใหญ่’ ไปอย่างสิ้นเชิง แต่อย่าไปดูถูกเขา อย่าไปดูถูกประชาชนที่เลือกเสียทั้งหมด” “และถึงที่สุดเราไม่ควรสิ้นหวัง แต่เราควรเข้าใจว่าอันนี้คือพลวัตของการเปลี่ยนแปลงที่ถูกกำหนดโดยด้านนึงก็คือผู้กำกับ อีกด้านนึงก็คือโดยธรรมชาติของสังคมเอง สิ่งที่กังวลใจก็คือ อย่าแค่มองว่าเราชอบพรรคการเมืองไหน นโยบายคืออะไร อยากให้มองว่าหลังเลือกตั้งระบอบการเมืองที่เราจะอยู่ด้วยมันจะเป็นแบบไหน ระบอบการเมืองหลังการเลือกตั้งแบบไหนที่เราอยากอยู่มากที่สุด อยู่แบบเดิม อยู่แบบเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อยู่แบบค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีจินตนาการในระบบการเมืองของตัวเองที่ต่างกัน ความอันตรายที่สุดก็คือ กลุ่มอนุรักษนิยมชนชั้นนำอยากจะเห็นว่าการเลือกตั้งไม่ได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงและไม่ได้เป็นความหวัง ดังนั้น ถ้าเราคิดว่าเราสู้กับพลังตรงนี้ เราจะสิ้นหวังกับการเลือกตั้งไม่ได้ ถึงแม้การเลือกตั้งอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เราในทันที แต่การเลือกตั้งก็ยังเป็นเครื่องมือเดียวที่จะทำให้จินตนาการของระบบการเมืองที่เราใฝ่ฝันเกิดขึ้นได้จริง”    * สัมภาษณ์ * การเมือง * สิริพรรณ นกสวน สวัสดี * พรรคเพื่อไทย * พรรคภูมิใจไทย * พรรคประชาชน * เลือกตั้ง 69 * แก้รัฐธรรมนูญ * ชนชั้นนำ * อนุรักษ์นิยม
dlvr.it
January 11, 2026 at 5:18 PM
ปชน. เปิดตัวทีมบริหาร พร้อมประกาศ 12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน
ปชน. เปิดตัวทีมบริหาร พร้อมประกาศ 12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน auser15 Sun, 2026-01-11 - 18:00 พรรคประชาชนจัดงานเปิดตัวทีมบริหารประชาชน กับ 12 ภารกิจ "Lean and Clean Thailand ปฏิรูปงบประมาณ กระจายอำนาจ - ฟื้นชีวิตเสือตัวที่ 5 พาอุตสาหกรรมไทย ไปแข่งกับโลก" ชี้ในอดีตตั้งรัฐบาลตามโควตาจำนวน สส.หารเก้าอี้ รมต. ไม่สามารถแก้ปัญหาที่รุมเร้าประเทศได้ 11 มกราคม 2569 พรรคประชาชนจัดงานเปิดตัวทีมบริหารประชาชน โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ได้ประกาศเปิดตัวทีมบริหาร ชี้ว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ที่นำมาเปิดตัวและแสดงวิสัยทัศน์ และหยิบยกปัญหาต่าง ๆ ของประเทศไทยมาชี้ให้เห็น ทั้งปัญหาสังคม ปัญหาภัยความมั่นคง ทุนเทา ระบบการศึกษาล้าหลังที่รุมเร้า ซึ่งการบริหารประเทศแบบเดิม การตั้งรัฐบาลแบบเดิม ๆ ไม่สามารถทำให้ประเทศได้ นี่จึงเป็นโจทย์ของประชาชนที่ตั้งรัฐบาลประชาชนเพื่อออกแบบและทลายข้อจำกัด โดยตั้งรัฐบาลประชาชนโดยใช้ชาติเป็นที่ตั้งที่หมายถึงประชาชนคนไทย "การจัดการรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ไม่ได้จัดตามภารกิจที่เหมาะสม จัดตั้งคนที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสม แต่จะตามโควตา จำนวน สส.หารแลกรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงยิ่งซ้ำเติมปัญหา ต่างคนต่างกลุ่มผลประโยชน์ของตัวเองดูแลและของตัวเอง มีคนสงสัยเมื่อเข้าไปมีอำนาจคุมงบประมาณ ฝั่งการเมืองมีผลประโยชน์ทับซ้อนเพื่อนำมาใช้ในการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเลือกตั้งหรือไม่ นี่คือปัญหาวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำ รัฐบาลประชาชนจะทำให้ปัญหาเหล่านี้หลุดออกจากวงจร ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป" นายณัฐพงษ์ ประกาศคำมั่นว่า รัฐบาลประชาชน จะสร้างประเทศที่ “ไม่เทา เท่ากัน เท่าทันโลก” และประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน พร้อมชี้แจงโครงสร้างบริหาร ทีมทำเนียบ 4 คน คือ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แคนดิเดต รองนายกฯ ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ นายวีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดต รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ส่วน นายเดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดต รองนายกฯ ด้านคุณภาพชีวิต และ นายศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดต รองนายกฯ ด้านปฏิรูปภาครัฐ นอกจากนี้จะมีทีมกระทรวง ที่แต่ละกระทรวงทำงานเชิงประเด็นตามภารกิจ ย้ำว่า เป็นรัฐบาลที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง การเลือกตั้งครั้งนี้พอกันทีกับโลกที่บอกว่าเลือกใครไปก็เหมือนกันเลือกใครไปก็เหมือนเดิม "การเลือกตั้งครั้งนี้ครั้งนี้จะไม่ใช่แค่ประโยคที่บอกว่า กาก้าวไกลหรือพรรคประชาชนแล้วประเทศไทยก็ไม่เหมือนเดิม แต่กาครั้งนี้ถึงเวลาการตั้งรัฐบาลประชาชน รัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลง ก่อนทิ้งท้ายเชิญชวนให้กาพรรคประชาชน ทั้ง 2 ใบ และการเห็นชอบการทำประชามติรัฐธรรมนูญ" พร้อมประกาศ 12 ภารกิจรัฐบาลประชาชน 1. อุตสาหกรรม: ฟื้นชีวิตเสือตัวที่ 5 พาอุตสาหกรรมไทย ไปแข่งกับโลก 2. เศรษฐกิจ: หยุดหลุมดำเศรษฐกิจ ติดปีก SMEs 3. การต่างประเทศ: การทูตโปรไทย สง่างามบนเวทีโลก 4. การบริหาร: Lean and Clean Thailand ปฏิรูปงบ ประมาณ กระจายอำนาจ 5. คุณภาพชีวิต: คุณภาพชีวิตใหม่ 6. เกษตรและที่ดิน: พลิกโฉมชนบทไทย ปฏิรูปที่ดินครั้ง ใหญ่ เกษตรยุคใหม่ ยั่งยืน 7. โครงการพื้นฐาน: Orange Mega projects 8. ยุติธรรม: คืนความยุติธรรมให้สังคม ปฏิรูปตำรวจ ศาล ราชทัณฑ์ 9. ความมั่นคง: ความมั่นคงยุคใหม่ สร้างกองทัพทันสมัย ปราบภัยสแกมเมอร์ ทุนเทา 10. การศึกษา: การเรียนรู้ไร้รอยต่อ ยกระดับทักษะคน ไทย ให้ทันโลก 11. พลังงาน: รับมือโลกรวน พร้อมปฏิรูปพลังงานไทย 12. แรงงาน: เพิ่มสิทธิแรงงาน ค่าแรงเท่ากันค่าครองชีพ "ศิริกัญญา" ชูปฏิรูปภาครัฐให้ Clean และ Lean โปร่งใส มีประสิทธิภาพ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ที่ถูกวางตัวเป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านปฏิรูปภาครัฐ กล่าวถึงเป้าหมายหลักคือ รัฐโปร่งใสไร้คอรัปชั่นมีเรา รัฐไม่เทา และรัฐที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ล้าสมัย ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาให้บริการ ตอบสนองฉับไว เป็น 2 เรื่องที่แยกกันไม่ได้ คือรัฐที่ต้อง Clean และ Lean ในด้าน Lean ต้องกิโยตินกฎหมาย ยกเลิกใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น เพื่อปิดช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ ถ้ายังทำแบบเดิมอาจจะใช้เวลาอีก 20 ปี จึงเสนอ Operation 18 คือเร่งรัดภารกิจทุกอย่างให้เสร็จสิ้นภายใน 18 เดือน และหากกรณีที่ถูกเรียกรับผลประโยชน์ ภายใน 30 วัน จะต้องได้รับใบอนุญาตทันที หากยังไม่มีคำตอบในเวลาดังกล่าว ถือว่าอนุญาตโดยอัตโนมัติ สำหรับการลงโทษทุจริต ที่บางพรรคโฆษณาว่าต้องลงโทษประหาร แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครรับโทษจริง ปัญหาจึงไม่ใช่โทษไม่แรงพอ แต่เพราะขาดพยานหลักฐานไปดำเนินคดี ยังไม่มีใครเอาจริงกับเรื่องนี้ แต่เราเอาจริง เราต้องปรับแรงจูงใจให้ผู้ที่กำลังสมรู้ร่วมคิดกันโกงให้วงแตกให้ได้ ใครออกมาแฉก่อนอาจจะได้รับพิจารณาลดโทษ หรือถูกกันตัวเป็นพยาน ข้าราชการน้ำดีที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตจะได้รับการคุ้มครองและรางวัล ข้อมูลต่างๆ ทางด้านการจัดซื้อจัดจ้าง กรรมการ ผู้ถือหุ้น และบัญชีทรัพย์สิน ต้องโปร่งใสและเชื่อมโยงเพื่อตรวจสอบได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เพื่อนำมาป้องกันการทุจริตในอนาคต การเปิดประมูลต้องเลิกล็อกมง ด้วยการประมูลแบบเฉพาะเจาะจง หากเราสามารถอุดรูรั่วเหล่านี้จะสามารถประหยัดเงินนำมาพัฒนาประเทศได้พอๆกับการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% "เราอยากให้ข้าราชการทำงานได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องเสียเวลากับกองเอกสาร เหลือแต่งานที่มีคุณค่า คืนข้าราชการให้ได้ทำงานที่มีความหมาย และกลับไปรับใช้ประชาชน" ศิริกัญญา ระบุ “เดชรัต” ชูนโยบายแก้ปัญหาที่ดิน สร้างความมั่นคงให้เกษตรกร นายเดชรัต สุขกำเนิด กล่าวบนเวทีประกาศวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน เปิดตัวทีมบริหารพร้อม 12 ภารกิจรัฐบาลประชาชนในการบริหารประเทศ โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือ “พลิกโฉมชนบทไทย ปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่ เกษตรยุคใหม่ยั่งยืน” นายเดชรัต ระบุว่า ปัญหาของเกษตรกรและประชากรในชนบทที่ต้องเผชิญมีหลากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ภัยพิบัติภัยน้ำแล้งน้ำท่วม ผลผลิตตกต่ำ ราคาสินค้าที่ผันผวน ปีที่ผ่านมามีราคาสินค้าหลายตัวที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ นอกจากนั้นยังต้องเจอปัญหาหนี้สินที่เพิ่มพูนขึ้น เรื้อรัง และไม่สามารถหาทางออกได้ ปัญหารากฐานของภาคการเกษตรและชนบท คือการขาดความมั่นคง ทั้งไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ความผันผวนของสภาพแวดล้อม ภัยพิบัติ หรือภาวะตลาดและราคาที่แปรปรวน ทั้งขาดทางเลือกในการปรับปรุงบำรุงดิน การปรับเปลี่ยนพืชให้เหมาะสม การแปรรูป และการจัดการตลาด ขาดตัวช่วยที่ดีพอที่จะเข้ามาช่วยหาทางออกให้กับปัญหาต่างๆ ได้ เดชรัตกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลประชาชนจึงตั้งใจเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เปลี่ยนการช่วยเหลือแบบให้เปล่าปีละ 50,000-100,000 ล้านบาท มาเป็นการช่วยเหลือแบบมีเป้าหมาย ให้ชนบทมีผลิตภาพมากขึ้น มีความเป็นธรรมมากขึ้น และมีศักดิ์ศรีมากขึ้น โดยพิจารณาความแตกต่างหลากหลายของเกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มก่อน กล่าวคือ 1) เกษตรกรที่สูงวัย มีปัญหาหนี้สิน อยากพักจากการทำเกษตรแล้ว แต่ยังไม่สามารถออกจากภาคเกษตรได้เพราะติดกับดักวงจรหนี้ ทั้งที่หลายคนชำระหนี้มาจนเกินเงินต้นแล้ว แต่ไม่มีเงินไปปิดจบหนี้ รัฐบาลประชาชนจะปิดจบหนี้สำหรับเกษตรกรสูงวัยเกิน 70 ปีทั้งหมด 2) เกษตรกรที่ยังไปได้ แต่ต้องการเน้นที่ตลาดท้องถิ่น ต้องทำให้การผลิตมีความหลากหลาย และรับมือได้กับภาวะโลกรวน รวมทั้งให้ความสำคัญกับผลผลิตสำหรับสุขภาพและโภชนาการ สิ่งที่เกษตรกรกลุ่มนี้ต้องการคือความมั่นคงในที่ดิน และทางเลือกในการส่งสินค้าไปตลาดท้องถิ่น 3) เกษตรกรที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก พวกเขาต้องการการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และมีมาตรฐานที่ทัดเทียมกับนานาชาติ 4) เกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการยกระดับการผลิตและการแปรรูปของตนให้เป็นพรีเมี่ยมได้ จำเป็นต้องเข้าถึงเทคโนโลยี ทุน และตลาด เพื่อให้ก้าวหน้าในเวทีโลกได้ เดชรัตกล่าวต่อไปว่า พรรคประชาชนจึงได้จัดเตรียมทางเลือกเชิงนโยบายที่หลากหลาย ตั้งแต่การสร้างความมั่นคงในที่ดิน จะมีการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ที่ไม่มีข้อพิพาท ปฏิรูปกฎหมายที่ดินและป่าไม้ให้มีความเป็นธรรม ปรับเปลี่ยนลักษณะของเอกสารสิทธิ์ที่มีหลากหลายให้เป็นโฉนดทั้งหมด จะมีกองทุนเร่งรัดการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดิน และส่งเสริมการจัดการป่าอนุรักษ์ให้ชุมชนมีโอกาสจัดการและเป็นเจ้าของป่าอนุรักษ์ ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ของเกษตรกร แต่ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดินเท่านั้น ที่ผ่านมาเกษตรกรขาดตัวช่วยในการปรับปรุงบำรุงดิน เพราะฉะนั้นรัฐบาลประชาชนจะมีตัวช่วยอย่างเป็นลำดับขั้น เริ่มตั้งแต่การไม่เผา 250 บาทต่อไร่ การใช้ปุ๋ยที่ตรงกับค่าดินและความต้องการของพืช 500 บาทต่อไร่ การพักดินเพื่อปลูกพืชบำรุงดิน 1,000 บาทต่อไร่ และการปรับเปลี่ยนพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่การเกษตร 2,000 บาทต่อไร่ ในด้านแหล่งน้ำ รัฐบาลประชาชนจะจัดสรรงบประมาณให้แต่ละลุ่มน้ำสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง มีแผนเฉพาะสำหรับประชาชนในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ ทั้งในระยะสั้นคือการชดเชยที่เป็นธรรม และในระยะยาวคือการลดระยะเวลา ระดับ และพื้นที่น้ำท่วมให้ได้ สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถมีแหล่งน้ำในพื้นที่ของตัวเอง ทั้งการให้เงินสมทบและการลดหนี้ให้ และสุดท้ายคือการส่งเสริมการทำการเกษตรที่มีประสิทธิภาพสูงในเรื่องของการใช้น้ำ รัฐบาลประชาชนจะกำกับดูแลการตลาดให้มีความเป็นธรรม ทราบราคาที่แน่นอน มีกระดานราคาสาธารณะที่ทราบโดยทั่วกันทั้งต้นทาง กลางทาง ไปจนถึงปลายทาง มีใบเสร็จมาตรฐานที่บอกชัดเจนว่าเกษตรกรได้ขายสินค้าไปในคุณภาพ ปริมาณ และราคาใด และเข้าสู่ระบบทันที ถ้ามีการเอาเปรียบราคา จะขึ้นแสดงทันทีและจะมีการลงไปแก้ปัญหาทันที และเมื่อทราบราคาแล้ว จะสามารถประกาศราคาให้เกษตรกรทราบล่วงหน้าได้ 3 เดือน และจะมีกลไกในการดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ไปสู่การแปรรูปและขยายตลาดใหม่ๆ เพื่อให้ราคาเป็นไปตามราคาเป้าหมาย เดชรัตกล่าวต่อไปว่า สุดท้ายเกษตรกรจะได้รับการต่อยอดให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะในเรื่องการให้บริการทางการเกษตร เครื่องจักร ดิน ปุ๋ย และสัตวบาล เป็นผู้ทำการแปรรูป ได้รับคูปองฝึกทักษะ ได้รับคูปองแปรรูปสำหรับทดลองทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และให้ Young Smart Farmer ทุกจังหวัดเข้ามาร่วมขับเคลื่อนการเกษตรและชนบทไปพร้อมๆ กัน ที่มาเรียบเรียงจาก: Thai PBS | สำนักข่าวไทย [1] [2]   * ข่าว * การเมือง * พรรคประชาชน * การเลือกตั้ง * การเลือกตั้ง 2569
dlvr.it
January 11, 2026 at 11:04 AM
VOTE62 ชวนอาสาสมัคร 3 แสนคน จับตาเลือกตั้ง–ประชามติ 8 ก.พ.
VOTE62 ชวนอาสาสมัคร 3 แสนคน จับตาเลือกตั้ง–ประชามติ 8 ก.พ. auser15 Sun, 2026-01-11 - 15:05 VOTE62 จัดเวทีสาธารณะก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีประชามติพร้อมเลือกตั้ง ชี้ปี 66 บัตรเสียเกือบ 3 ล้านใบ ต้องการอาสา 3 แสนคนจับตาทุกหน่วย นักวิชาการย้ำประชาชนออกเสียงถล่มทลายจะเป็นอาวุธผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา VOTE62 แพลตฟอร์มรายงานผลการเลือกตั้งแบบคราวด์ซอร์ส (Crowdsourcing) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง opendream บริษัทที่นำเอาความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาสังคม, iLaw องค์กรที่จับตาด้านกฎหมายและนโยบายของไทย และ Rocket Media Lab องค์กรที่ทำงานด้านข้อมูลเพื่อสื่อสารมวลชน ได้จัดเวทีสาธารณะ “ฝันอะไร หวังได้แค่ไหน กับเลือกตั้งพร้อมประชามติครั้งแรกในประเทศไทย” ขึ้น ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปกรุงเทพฯ โดยนอกจากงานเสวนาแล้ว ยังจำลองคูหาลงคะแนนเลือกตั้งพร้อมประชามติ และกระดานขีดคะแนน ให้ทดลองถ่ายภาพและอัปโหลดเข้าสู่เว็บไซต์ https://vote62.com เพื่อเป็นการซ้อมมือก่อนวันจริงด้วย ภายในงานประกอบด้วยการเสวนา 2 ช่วง โดยการเสวนาในหัวข้อ “การเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศไทย ทำไมมันลำบากขนาดนี้?” ได้ สันติชัย อาภรณ์ศรี, ปฏิพัทธิ์ สุสำเภา, จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา และ อันนา อันนานนท์ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สันติชัย ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง VOTE62 และบรรณาธิการบริหาร Rocket Media Lab ได้ย้ำถึงเหตุผลที่แคมเปญจับตาเลือกตั้ง 69 ต้องการอาสาสมัครเพื่อช่วยตรวจสอบการนับคะแนนมากถึงสามแสนคน ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งในปี 2562 และ 2566 “ปี 2566 มีบัตรเสียเกือบสามล้านใบ ถ้าเรามีอาสาสมัครไปโต้แย้ง บัตรเสียอาจจะกลายมาเป็นบัตรดีได้อีกหลายล้านใบ และปีนี้การกาบัตรไม่ได้มีแค่พรรคการเมืองกับ สส. เขต แต่มีประชามติด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องการอาสาสมัครเพิ่ม” สันติชัยกล่าว ในมุมมองของสันติชัย การมีอาสาสมัครครบทุกหน่วยจะช่วยให้ภาคประชาชนมีหลักฐานที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการจัดการการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรมได้ อีกหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้ง VOTE62 อย่างปฏิพัทธ์ได้ยกตัวอย่างถึงกรณีที่ต้องมีการจับตาการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมา มีทั้งกรณีที่บัตรเลือกตั้งเหลือมากเกินความเป็นจริง การรวมคะแนนขาด วิธีการนับคะแนนที่ไม่ตรงกัน และการรวมจำนวนบัตรดีที่น้อยกว่าความเป็นจริง ปฏิพัทธ์ย้ำถึงความจำเป็นในการมีอาสาสมัครมาช่วยจับตาว่า “เราไม่ได้ไม่ไว้ใจ กกต. เพราะคิดเอาเอง ความผิดพลาดที่เจออาจจะมาจากความเหนื่อยล้าของคนทำงาน หรือเจตนาของผู้จัดการการเลือกตั้งก็ได้ เลยอยากชวนทุกคนให้ไปช่วยจับตา แล้วก็เอาข้อมูลนี้ไปคุยกับเขาทีหลังว่ามีปัญหาแบบนี้แล้วจะจัดการอย่างไรบ้าง” ด้านจุฑารัตน์ที่มีประสบการณ์เป็นอาสาสมัคร VOTE62 ตั้งแต่ครั้งแรก แบ่งปันประสบกรณ์ที่เธอเห็นความเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง 2562 ที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจการทำงานของอาสาสมัคร ต่างจากปี 2566 ที่มีความเข้าใจมากขึ้น และหลายหน่วยมองว่า อาสาธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของพวกเขาให้ถูกต้อง ป้องกันความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจได้ ส่วนอันนาเป็นตัวแทนของ First-time Voter ที่ติดตามข้อมูลข่าวสารออนไลน์มาโดยตลอด ความกังวลของเธอในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ การใช้เทคโนโลยี AI ในการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่จริงและไม่ผ่านการกลั่นกรอง นอกจากนี้ เธอยังชวนให้คนรุ่นใหม่มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญจับตาเลือกตั้ง 69 ด้วย “คุณอาจเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เห็นผลคะแนน ถ้าเราอยากเห็นอะไรใหม่ๆ อยากเห็น กกต. ใหม่” อีกช่วงของงานเป็นการเสวนาในหัวข้อ “เห็นชอบประชามติ แล้วสังคมไทยจะได้อะไร: ความหวังในรัฐธรรมนูญ 2540-2569” โดยได้ รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ฐปณีย์ เอียดศรีไชย จาก The Reporters, พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน และ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ที่เริ่มตั้งแต่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี 2540 กระทั่งถึงสถานการณ์ปัจจุบันและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลังการลงประชามติพร้อมการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของประเทศไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในเวทีมีการเปรียบเทียบระหว่างบรรยากาศของการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมืองในช่วงรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มีการรณรงค์ธงเขียวเป็นภาพจำ โดย รศ.ดร.กนกรัตน์ ได้เล่าถึงบรรยากาศช่วงนั้นว่า “ทุกคนดูมีส่วนร่วมในขบวนการการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเราคิดว่าชัยชนะของประชาชนคือพฤษภาทมิฬ 2535 ปี 2540 มันคือกระบวนการหลังจากนั้นที่เราทำให้ชัยชนะนั้นเป็นรูปเป็นร่าง และเป็นรัฐธรรมนูญจริงๆ กระบวนการการมีส่วนร่วมเกิดในทุกระดับและในทุกพื้นที่ เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าประชาธิปไตยเป็นไปได้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและเกิดขึ้นจริง” ฐปณีย์ได้พูดถึงปรากฏการณ์ของสื่อไทย เปรียบเทียบระหว่างยุคธงเขียวและปัจจุบันนี้ที่แม้ว่าในอดีตจะยังไม่มีสื่อโซเชียลมีเดีย แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตัวทางการเมืองได้ทั่วประเทศว่า พอมาปี 2543 เมื่อมาเป็นสื่อมวลชน เห็นเลยว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 มีผลทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงได้จริง เห็นได้ชัดว่าการที่ประชาชนตื่นตัวกับการสนับสนุนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่มีความสำคัญอย่างไร เมื่อได้รัฐธรรมนูญใหม่มาก็กลายเป็นความหวังของสังคม การทำงานของนักข่าวในยุคนั้นยังแตกต่างจากยุคนี้ตรงที่มีการมอบหมายให้รับผิดชอบประเด็นเรื่องประชามติโดยเฉพาะ ต่างจากในปัจจุบันที่ฐปณีย์กล่าวว่า “ครั้งนี้เราเห็นสื่อน้อยมากที่ทำข่าวเรื่องประชามติ ตอนนี้ทุกสื่อโฟกัสไปที่การเลือกตั้ง พรรคการเมือง และการหาเสียง เราแทบไม่ได้เห็นการมอบหมายนักข่าวว่าให้ตามเรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ทุกสำนักข่าวควรต้องมีแบบนั้น ถึงจะมีข่าวเรื่องนี้โดยเฉพาะ” ด้านพริษฐ์ได้พูดถึงกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เป็นวาระที่ไม่ได้ผูกอยู่กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรืออุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่ง โดยอธิบายว่า “ไม่ว่าคุณจะถามคนที่อยู่ฝั่งอนุรักษนิยม สังคมนิยม หรือเสรีนิยมว่า สังคมที่เขาอยากเห็นเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าเป้าหมายของการทำให้ทุกคนมี 1 สิทธิ์ 1 เสียง มีระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มีบ้านเมืองที่ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันน่าจะเป็นเป้าหมายที่เราเห็นตรงกัน วาระในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงน่าจะเป็นการผนึกกำลังของคนทุกเฉดสีของการเมือง เพื่อมาคุยกันว่า เราจะสร้างระบบการเมืองที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนได้ดีกว่านี้ได้อย่างไร” นอกจากนี้ พริษฐ์ยังได้พูดในมุมมองของนักการเมืองที่เคยทำงานในสภาฯ ว่า การที่ประชาชนร่วมกันออกเสียงอย่างท่วมท้นว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นับเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่จะใช้ในการโน้มน้าว สส. หรือ สว.ในประเด็นนี้ “ยิ่งประชาชนแสดงพลังมากเท่าไหร่ในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ ผมคิดว่ามันจะเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้มากขึ้น อย่าเพิ่งหมดหวัง ไม่ว่าจะเลือกพรรคไหน กาเห็นชอบเถอะครับเพื่อระบบการเมืองที่ดีขึ้น” หลายคนสังเกตว่าภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งและการลงประชามติครั้งนี้ คือ ความเหนื่อยล้าหรือเบิร์นเอาต์ทางการเมืองจากความผันผวนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จึงนำมาสู่การตั้งคำถามว่า หากต้องการขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลง คนที่ทำงานในเรื่องนี้โดยตรงมีวิธีรับมือกับภาวะนี้อย่างไร ยิ่งชีพได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า “ผมยังไม่ได้คิดเผื่อไปถึงประชามติครั้งที่ 2 และ 3 เพราะครั้งนี้มันสำคัญมาก จนเราก็คิดว่าใส่ทั้งหมดตรงนี้ ให้มันผ่านไปก่อน ถ้าวันนี้ชนะ สมมติว่าผลประชามติเห็นชอบถล่มทลาย สัก 80% ของผู้มาใช้สิทธิ์ ผมว่าใจมันจะฟู แรงที่เหนื่อยตอนไปวิ่ง ตอนไปไล่ติดสติกเกอร์รณรงค์มันจะหายไป แล้วมันจะเป็นพลังบวกส่งไปถึงประชามติครั้งที่ 2 และ 3 ว่า มันเคยทำได้มาแล้ว มันต้องทำได้อีก” รศ.ดร.กนกรัตน์ได้ทิ้งท้ายถึงคนที่อาจกำลังอยู่ในภาวะเบิร์นเอาต์ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโลกที่ใดที่หล่นลงมาจากฟ้า ขอฝากพรปีใหม่หกประการ หนึ่ง ไม่หยุดเรียกร้องสิ่งที่เราอยากได้ สอง ไม่หยุดมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมที่มีผลต่อชีวิต สาม ไม่หยุดตรวจสอบ สี่ ไม่หยุดเรียนรู้เพราะนักการเมืองไม่มีวันรู้ว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วขนาดไหนเท่ากับที่เรารู้ ห้า ไม่หยุดสร้างสรรค์ทางเลือก หก ไม่หยุดฝันว่าโลกนี้เปลี่ยนแปลงได้ และการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมันเปลี่ยนมาแล้วตลอดเวลา”   * ข่าว * การเมือง * Vote62 * การเลือกตั้ง * การเลือกตั้ง 2569 * ประชามติ
dlvr.it
January 11, 2026 at 8:09 AM
US Interventionism & American Exceptionalism | หมายเหตุประเพทไทย EP.609 [Live]
US Interventionism & American Exceptionalism | หมายเหตุประเพทไทย EP.609 [Live] user8 Sun, 2026-01-11 - 14:55 หมายเหตุประเพทไทย (Live) สัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนคุยสองแนวคิดใหญ่ใช้อ่าน “บทบาทสหรัฐอเมริกา” ในเวทีโลก ผ่านเหตุการณ์ร่วมสมัยอย่างกรณีบุกจับนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซูเอล่า ไปจนถึงกรณีสหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศที่ถูกมองว่าขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ ช่วงแรกว่าด้วย US Interventionism หรือประวัติศาสตร์อันยาวนานของการแทรกแซงโดยสหรัฐฯ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่ลากยาวมากว่าสองศตวรรษในอเมริกาใต้ อเมริกากลาง และแคริบเบียน ทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การใช้กำลังทหารแบบเปิดเผย การรุกราน การยึดครอง และปฏิบัติการลับที่หลายครั้งพัวพันกับการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมชวนอ่าน “กรณีเวเนซูเอลา” ในฐานะความเป็นไปได้ของการหวนกลับมาของ “จักรวรรดินิยมแบบโจ่งแจ้ง” และการขยายการปรากฏตัวทางทหาร โดยโยงถึงหลักการมอนโร (Monroe Doctrine) ที่ถูกอ้างซ้ำในภูมิภาค ถัดมาชวนทำความเข้าใจ American Exceptionalism หรือความเชื่อเรื่อง “ลักษณะพิเศษของอเมริกา” ว่าถูกใช้เป็นฐานคิดให้ความชอบธรรมกับนโยบายต่างประเทศและการแทรกแซงอย่างไร ตั้งแต่ภาพตัวเองว่าเป็น “จักรวรรดิแห่งเสรีภาพ” “นครสว่างบนเนินเขา” ไปจนถึงข้อถกเถียงเรื่อง “มายาคติ” (เช่นในงาน The Myth of American Exceptionalism ของ Stephen M. Walt) ที่ชวนตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ถูกกำหนดโดย “คุณธรรม” หรือโดย “อำนาจเชิงเปรียบเทียบ” และธรรมชาติการแข่งขันของการเมืองระหว่างประเทศกันแน่ ปิดท้ายด้วยกรอบคิดของ Michael Hardt และ Antonio Negri ที่ชี้ว่า exceptionalism มีอย่างน้อย “สองความหมาย” ที่ขัดแย้งกัน หนึ่งคือความพิเศษเชิงคุณธรรมแบบสาธารณรัฐ และอีกเรื่องคือความพิเศษในฐานะ “ข้อยกเว้น” ที่อ้างสิทธิไม่ผูกพันกฎหมาย/บรรทัดฐานระหว่างประเทศ พร้อมชวนดูว่า “ความสับสน” ระหว่างสองความหมายนี้ทำงานอย่างไรในวาทกรรมการเมืองร่วมสมัยของสหรัฐอเมริกา   * ข่าว * ต่างประเทศ * หมายเหตุประเพทไทย * ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ * สหรัฐอเมริกา * เวเนซุเอลา * ละตินอเมริกา * US Interventionism * Michael Hardt * Antonio Negri * Stephen M. Walt * หนังสือ
dlvr.it
January 11, 2026 at 8:09 AM
'ประเวศ วะสี' ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 93 ปี
'ประเวศ วะสี' ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 93 ปี auser15 Sun, 2026-01-11 - 14:16 ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสและเจ้าของรางวัลแมกไซไซ ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 93 ปี 11 มกราคม 2569 Thai PBS รายงานว่า ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 93 ปี โดย นพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อเวลา 23.33 น.ของวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา แจ้งข่าวว่า หมอประเวศ วะสี หรือ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เสียชีวิตอย่างสงบแล้ว โดยช่วงหนึ่งของโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “เมื่อตะกี้นี้ ได้รับแจ้งจากมิตรในพระนครว่าท่านอาจารย์ประเวศจากพวกเราไปแล้ว รอบนี้อาจารย์ขอไม่ไปโรงพยาบาลแล้ว … พอแล้ว จำได้ที่เคยฟังอาจารย์คุยกันกับ อ.เสนาะ ถึงเรื่องการป่วยไข้ในวาระสุดท้าย ท่านบอกกันว่า กลัวแต่จะเป็นเช่นมะม่วงตกลงมาค้างอยู่บนหลังคาไม่ได้ถึงพื้น” สำหรับ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี เป็นแพทย์ชาวไทย นักวิชาการด้านสาธารณสุข และนักวิชาการเกี่ยวกับการศึกษา ผู้สนับสนุนงานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิต ผู้ค้นพบกลไกทางพันธุศาสตร์ในโรคทาลัสซีเมีย ผู้ผลักดันแพทย์ชนบท ผู้ริเริ่มจัดตั้งองค์กรอิสระที่กำกับกระทรวงสาธารณสุข เช่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ,สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข , สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล , สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ราษฎรอาวุโส ประวัติ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี เกิดเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2475 ที่บนฝั่งลำน้ำแควน้อย ต.เกาะสำโรง อ.เมืองจ.กาญจนบุรี เป็นบุตรคนที่ 4 ของนายคลาย และนางกิม วะสี ศึกษาชั้นมูลฐานในวัยเยาว์ที่โรงเรียนวัดเหนือ ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนประชาบาล ต.เกาะสำโรง ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนวิสุทธรังษี จนถึง พ.ศ.2490 ได้เข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปี พ.ศ.2492 สามารถสอบเข้าเรียนต่อชั้นเตรียมแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2498 ได้รับปริญญาตรีแพทยศาสตร์เกียรตินิยม และได้รับรางวัลเหรียญทองในฐานะที่ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ตลอดหลักสูตร จากนั้นในปี พ.ศ. 2503 สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ สหรัฐอเมริกาและปีถัดมา สำเร็จการศึกษาจากภาควิชามนุษยพันธุศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร ชีวิตส่วนตัว ประเวศสมรสกับแพทย์หญิงจันทพงษ์ วะสี มีบุตร 2 คน หลังจากสำเร็จการศึกษาที่สหราชอาณาจักรแล้ว นพ.ประเวศ วะสี ได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้านที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเลื่อนตำแหน่งตามลำดับจากอาจารย์โท เป็นอาจารย์เอก และอาจารย์ชั้นพิเศษ จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในปี พ.ศ.2519 ในการวิจัย นพ.ประเวศได้รับทุนวิจัยจากกระทรวงสาธรณสุข และของคณะกรรมการการแพทย์จีน ในการวิจัยธรรมชาติของเลือดเกี่ยวกับความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงเนื่องจากกรรมพันธุ์ ที่ก่อให้เกิดโรคโลหิตจางทาลัสซีเมีย และพบวิธีการป้องกันรักษา โดยผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป จึงได้รับเชิญไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยหลายแห่งเกือบทุกทวีปทั่วโลก บทความทางวิชาการของท่านได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศมากกว่า 150 เรื่อง และท่านยังแต่งตำราวิชาโลหิตและคู่มือโลหิตวิทยา รวมถึงได้รับทุนวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ด้านการบริหาร นพ.ประเวศ ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในหลายหน่วยงาน อาทิ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาและวางแผน มหาวิทยาลัยมหิดล , หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล , ประธานสถาบันวิจัยสาธารณสุขไทย , ประธานมูลนิธิไทย , คณะกรรมการอำนวยการโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติ (National Steering Committee) กระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ นพ.ประเวศ วะสี เข้ามามีบทบาททางการเมืองภายหลังการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ.2553 ยุติลง โดยเข้ามาทำหน้าที่ประธานคณะสมัชชาปฏิรูปประเทศ ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ จำนวน 27 คน เพื่อรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็น และนำไปสู่นโยบายในการปฏิรูปประเทศไทย รางวัลเกียรติคุณ 2498 ได้รับรางวัลเหรียญทองในฐานะที่ได้คะแนนเป็นที่ 1 ตลอดหลักสูตร 2500 รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์ และต่อมาทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ไปศึกษาต่อต่างประเทศ 2512 ได้รับรางวัลพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ในฐานะครูแพทย์ที่ดีเป็นคนแรกของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 2524 ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการรัฐ 2526 รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2526 2528 ได้รับเลือกเป็นบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาการแพทย์ ได้รับเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา 2531 ได้รับเลือกเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2533 รับเหรียญเชิดชูเกียรติ Tobacco and Health ของ WHO 2541 การมอบเหรียญ Comenius ประเวศ วะสี ได้รับเหรียญ Comenius และประกาศนียบัตรจากยูเนสโก ในฐานะที่ประเทศไทยนำการศึกษามาเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้เกิดการพัฒนามนุษย์ เชื่อมโยงการศึกษาให้เข้ากับภาคอื่นของสังคม และประเทศไทยมีการสนับสนุนการพัฒนาสถานภาพครู 2548 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประเภทวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาวิชาแพทยศาสตร์ * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ประเวศ วะสี * ข่าวมรณกรรม
dlvr.it
January 11, 2026 at 7:19 AM
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 ม.ค. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 ม.ค. 2569 auser15 Sun, 2026-01-11 - 11:17 'เวิร์คเวนเจอร์' เปิดโผ 50 บริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ปี 2569 'เอสซีจี' อันดับ 1 ตามมาด้วย 'ปตท. – กูเกิล' 'เวิร์คเวนเจอร์' ผู้นำด้านที่ปรึกษาการสร้างแบรนด์นายจ้างครบวงจร และผู้จัดทำผลสำรวจ Top 50 Companies in Thailand เผยผลสำรวจ “Top 50 Companies in Thailand 2026” พบปีนี้คนรุ่นใหม่เทคะแนนโหวตให้กับ “เอสซีจี” ยักษ์ใหญ่ของไทยที่ดำเนินธุรกิจหลักในกลุ่มซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เคมิคอลส์ และแพคเกจจิ้ง เป็นบริษัทในฝันที่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด ตามมาด้วย“ปตท.” บริษัทชั้นนำด้านพลังงานและปิโตรเคมีครบวงจรของไทย ครองอันดับ 2 และ “กูเกิล” บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี ครองอันดับ 3 ‘เย็นส์ โพลด์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด เปิดเผยว่า การสำรวจ Top50 Companies in Thailand หรือ 50 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด เป็นการสำรวจเดียวในประเทศไทยที่ไม่ได้ตัดสินโดยกรรมการ แต่ตัดสินโดยคนทำงานตัวจริง และเป็นการสำรวจที่มีคนร่วมโหวตมากที่สุดในประเทศ ซึ่งเวิร์คเวนเจอร์ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 โดยปีนี้ได้รวบรวมความคิดเห็นจากคนทำงานจำนวน 12,167 คน อายุระหว่าง 22-35 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำการสำรวจระหว่างเดือน ตุลาคม - ธันวาคม 2568 ทั้งจากช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ด้วยคำถามปลายเปิดที่ให้อิสระทางความคิด โดยไม่ผ่านการชี้นำใด ๆ ว่า ‘บริษัทที่คุณอยากร่วมงานด้วยที่สุดคือใคร และเพราะอะไร นอกจาก เอสซีจี ปตท. กูเกิล ที่ได้รับโหวตเป็นอันดับ 1-3 ตามลำดับแล้ว ยังมีบริษัทชั้นนำอีก 47 แห่ง ได้รับโหวตให้เป็นบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ ดังนี้ อันดับ 4-10 ได้แก่ ไลน์ อโกด้า เอสซีบีเอกซ์ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี บางจาก ไทยเบฟ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ตามลำดับ อันดับ 11-20 ได้แก่ ช้อปปี้ ธนาคารกสิกรไทย ยูนิลีเวอร์ แสนสิริ ติ๊กต็อก เน็ตฟลิกซ์ กลุ่มเซ็นทรัล เครือเจริญโภคภัณฑ์ โคตรคูล เดอะมอลล์ กรุ๊ป ตามลำดับ อันดับ 21-30 ได้แก่ ลาซาด้า ไทยออยล์ เอสซี แอสเสท โอสถสภา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สหพัฒนพิบูล เอไอเอส เมต้า ทรู คอร์ปอเรชั่น มิตรผล ตามลำดับ อันดับ 31-40 ได้แก่ ซันโทรี่ พีแอนด์จี ลอรีอัล บิทคับ เดอะสแตนดาร์ด เทสลา ธนาคารกรุงไทย พีทีจีเอ็นเนอยี เอคเซนเชอร์ อายิโนะโมะโต๊ะ ตามลำดับ อันดับ 41-50 ได้แก่ บุญรอดบริวเวอรี่ เอฟดับบลิวดี ยูนิชาร์ม กฟผ. ตลาดหลักทรัพย์ ลากลาส ฮอนด้า บีทีเอส กรุ๊ป เอพีไทยแลนด์ ยูนิโคล่ ตามลำดับ ที่มา: Spring News, 10/1/2569 อนุ กมธ.ด้านระบบสุขภาพปฐมภูมิ สว. เตรียมลงพื้นที่ติดตามระบบสุขภาพปฐมภูมิ-แก้ปัญหาขาดบุคลากร นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านระบบสุขภาพปฐมภูมิ ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา ได้พิจารณาความคืบหน้าการดําเนินงานด้านระบบสุขภาพปฐมภูมิ ภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 โดยได้กําหนดกรอบการดําเนินงาน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบายและแผน ด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ด้านการขึ้นทะเบียนและรับรองคุณภาพมาตรฐานของหน่วยบริการปฐมภูมิ ด้านการจัดบริการ สุขภาพปฐมภูมิ และด้านอัตรากําลังในระบบสุขภาพปฐมภูมิ นอกจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการ ยังได้กําหนดหลักเกณฑ์คัดเลือกพื้นที่ศึกษาดูงานจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดนราธิวาส เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมทุกหน่วยบริการที่อยู่ภายใต้สังกัดหลัก 3 แห่ง คือ กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงการพิจารณาเลือกทั้งหน่วยบริการที่ถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยบริการที่ยังไม่ถ่ายโอน ตลอดจนการเปรียบเทียบพื้นที่ที่มีความพร้อมต่างกัน อาทิ เขตสุขภาพที่ 7 ที่มีความพร้อมสูงสุด และเขตสุขภาพที่ 4 ที่มีความพร้อมค่อนข้างน้อย ทั้งนี้ ภายหลังจากเสร็จสิ้นการลงพื้นที่ศึกษาดูงาน คณะอนุกรรมาธิการ จะดําเนินการจัดประชุม พร้อมทั้งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกําลังคนมาให้ข้อมูล เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากร และจัดทํารายงานสรุปผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ ซึ่งจะประกอบด้วย ข้อค้นพบ ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะ จากนั้นนําเสนอรายงานสรุปผลการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เพื่อพิจารณาขับเคลื่อนเชิงนโยบายและดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 10/1/2569 เสนอแนวคิดปรับระบบค่าแรงและสิทธิแรงงาน รองรับโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงข้อเสนอด้านแรงงานของพรรคว่า แรงงานเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และควรได้รับผลตอบแทนและการคุ้มครองที่เหมาะสมกับบทบาทดังกล่าว โดยเห็นว่าที่ผ่านมาอัตราค่าแรงของแรงงานไทยยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและระดับรายได้ของประเทศ ขณะเดียวกันรูปแบบการจ้างงานใหม่ ๆ ในปัจจุบันยังขาดระบบคุ้มครองที่ชัดเจน โฆษกพรรคประชาชน ระบุว่า ข้อเสนอสำคัญประการหนึ่ง คือการปรับค่าแรงขั้นต่ำให้สะท้อนค่าครองชีพที่แท้จริง เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางรายได้ของแรงงานและเสริมกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ควบคู่กับการปรับสูตรค่าแรงให้สามารถปรับเพิ่มโดยอัตโนมัติในแต่ละปี โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อ ผลิตภาพแรงงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้แรงงานและผู้ประกอบการสามารถวางแผนได้ล่วงหน้า ในด้านชั่วโมงการทำงานและสวัสดิการแรงงาน นายพริษฐ์ ระบุว่า พรรคเสนอให้กำหนดมาตรฐานการทำงานที่สอดคล้องกับหลักสากล โดยการทำงานเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ควรได้รับค่าล่วงเวลา พร้อมเสนอเพิ่มสิทธิการลาเพื่อดูแลบุคคลใกล้ชิดไม่เกิน 15 วันต่อปี รวมถึงสนับสนุนให้สถานประกอบการจัดให้มีสถานที่และอุปกรณ์สำหรับการให้นมบุตร เพื่อเอื้อต่อแรงงานหญิง ขณะเดียวกัน โฆษกพรรคประชาชน ยังกล่าวถึงการส่งเสริมกลไกการรวมตัวของแรงงานว่า ควรมีการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองตามมาตรฐานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ โดยเสนอขยายสิทธิการจัดตั้งสหภาพแรงงานให้ครอบคลุมแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงเปิดโอกาสให้แรงงานในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่ต่างผู้ว่าจ้างสามารถรวมตัวกันได้ เพื่อสร้างความสมดุลในการเจรจากับนายจ้าง สำหรับแรงงานในรูปแบบใหม่ เช่น แรงงานแพลตฟอร์ม นายพริษฐ์ ระบุว่า ควรมีระบบคุ้มครองเฉพาะด้าน อาทิ การจัดให้มีประกันภัยที่เหมาะสม ความรับผิดร่วมของบริษัทแพลตฟอร์มในกรณีเกิดอุบัติเหตุ และการเปิดโอกาสให้แรงงานเข้าถึงกองทุนสวัสดิการที่รัฐและภาคเอกชนร่วมสมทบ นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเสนอให้มีการจัดสรรคูปองฝึกอบรม เพื่อให้แรงงานสามารถเลือกพัฒนาทักษะตามความต้องการของตนเอง รวมถึงการปรับปรุงระบบประกันสังคมให้มีความโปร่งใส โดยคณะกรรมการควรมีความยึดโยงกับผู้ประกันตน มีความเป็นอิสระ และเปิดเผยข้อมูลด้านการบริหาร การจัดซื้อจัดจ้าง และการลงทุนอย่างชัดเจน ทั้งนี้ โฆษกพรรคประชาชน ระบุว่า ข้อเสนอทั้งหมดเป็นการสะท้อนมุมมองเชิงนโยบายต่อการพัฒนาระบบแรงงานของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 8/1/2568 เปิดร่างแรก “โรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” ปั้น “ชิปเมดอินไทยแลนด์ 2050” สร้างบุคลากรทักษะสูงในประเทศ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้พิจารณาให้ความเห็นต่อ “ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยได้ว่าจ้างบริษัท Roland Berger ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการฯ ที่ประกอบด้วยทีมงานจากบีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ ในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึก การจัดประชุมหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานทั้งของโลกและของประเทศไทย การประเมินความสามารถในการแข่งขัน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง มาตรการสนับสนุนของประเทศต่าง ๆ ความพร้อมของระบบนิเวศและโอกาสในการดึงดูดการลงทุนของไทย เพื่อนำมาสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะต่าง ๆ มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม ตลอดจนการกำหนดกลไกการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ โดยร่างยุทธศาสตร์ที่นำเสนอบอร์ดในครั้งนี้ ได้ผ่านการประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ในการศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ถึงแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่าประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้โดยควรเน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์ ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงโดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์” (Made-in-Thailand Chips) โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค โดยในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย ควบคู่กับการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลัก (Local Champion) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงเสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย 2) ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทาง 3) ด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา 4) โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ 5) สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เป็นต้น ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้มีความชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ และสามารถต่อยอดกับอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็งอยู่ในปัจจุบัน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในเวทีโลกในระยะยาว และช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสำคัญอื่นในประเทศได้ด้วย นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่า การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีบทบาทและมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion ได้ในอนาคต อีกประเด็นสำคัญซึ่งที่ประชุมได้เน้นย้ำ คือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำ ระบบจัดการของเสีย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน อีกทั้งควรปรับยุทธศาสตร์ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว “อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว การที่บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ ได้พิจารณาและให้ความเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การวางโรดแมปที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการออกแบบและผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค และสามารถบรรลุเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ อย่างที่ตั้งใจไว้” นายนฤตม์ กล่าว ทั้งนี้ ในช่วงปี 2561–พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวน 1,748 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19 ของเงินลงทุนทั้งสิ้น นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT) การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วน การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์โทรคมนาคม รวมทั้งการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เช่น บริษัท Infineon ผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของเยอรมนี บริษัท Analog Devices, Microchip Technology และ Lumentum จากสหรัฐอเมริกา บริษัท NXP Semiconductor จากเนเธอร์แลนด์ บริษัท Sony, Toshiba และ Rohm จากญี่ปุ่น และบริษัท Fiti ในเครือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน เป็นต้น ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 8/1/2568 นักวิชาการเตือนปี 2569 เศรษฐกิจชะลอตัว แนะประชาชนกอดงานประจำไว้ให้แน่น ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายสูงประชาชนควรระมัดระวังในเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นพิเศษ ควรกอดหรือรักษางานที่ตัวเองทำอยู่เอาไว้ให้แน่น ซึ่งก็ตรงกับที่หลายฝ่ายออกมาให้คำแนะนำ และถึงแม้ว่างานที่ทำอยู่จะมีรายได้น้อยก็ไม่เป็นไร เนื่องจากหากหลุดออกมาจากระบบงานในตอนนี้ โอกาสที่จะหางานใหม่ค่อนข้างยาก ขณะเดียวกันควรมองหาวิธีการหารายได้เสริม และการบริหารกระแสเงินสด นอกจากนี้ ประชาชนอาจจะต้องกลับมาตั้งคำถามว่ายังมีทรัพย์อะไรที่ยังเป็นภาระอยู่บ้าง เช่น บ้าน คอนโด ฯลฯ ที่ไม่สามารถสร้างรายได้แต่กลับเพิ่มภาระให้กับตนเอง อาจต้องตัดใจขายออกไปเพื่อรักษากระแสเงินสดของตนแอง พร้อมกับปรับตัวและเพิ่มทักษะแรงงาน (Upskill) ให้กับตัวเอง อาทิ การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือทักษะใดๆ ก็ตามที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับตนเองได้ และสามารถใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อนำมาหารายได้เสริมอีกที “การ Upskilling อาจไม่ได้หมายถึงทักษะเทคโนโลยี หรือ AI เสมอไป แต่ยังหมายรวมถึงทักษะอะไรตามที่สามารถใช้ทำมาหากินได้ เช่น การทำอาหาร ทักษะเชิงช่าง ฯลฯ ที่เราสามารถเปลี่ยนจากการซื้อ หรือจ้าง มาเป็นการทำได้ด้วยตัวเองผ่านการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ฟรีต่างๆ จากยูทูป หรือคอร์สออนไลน์ที่สอนฟรี ลองซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเอง ลองซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในที่พักอาศัยด้วยตัวเอง ด้วยเหตุผลสำคัญคือการลดค่าใช้จ่ายตัวเอง และเมื่อทำไปจนเกิดความชำนาญ ก็สามารถนำทักษะเหล่านั้นเปลี่ยนไปเป็นการรับจ้าง หรือขายอาหารเป็นแหล่งรายได้เสริม นอกเหนือจากงานประจำของเราต่อไปในอนาคต” ศ.วิทวัส กล่าว สำหรับคำแนะนำต่อผู้ประกอบการนั้น ปี 2569 ถูกขนานนามว่าเป็น "ปีม้าไฟ" ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวและเติบโตต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ประมาณ 1.5 - 2.0% จึงมีสิ่งที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องระมัดระวังและควรเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น ได้แก่ มรสุมการค้าจากนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งมิติของสงคราม มิติมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาเนื่องจากสภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) ในประเทศ มากไปกว่านั้น คือความผันผวนของค่าเงินบาทจากสภาวะเงินบาทแข็งค่า อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ของผู้ส่งออก โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจทำให้การส่งออกติดลบได้ถึง 1-2% ลองจินตนาการภาพว่าหากค่าเงินบาทในปี 2569 มีความผันผวนรุนแรงเช่นเดียวกับราคาทองคำในปี 2568 ผู้ส่งออกจะอยู่ได้อย่างไร สิ่งที่ผู้ส่งออกควรทำคือการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้จะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนที่จะบั่นทอนกำไรของผู้ส่งออกให้ลดน้อยลงไปอีก แต่เพื่อความไม่ประมาทต่อสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ วิธีดังกล่าวคือการป้องกันความเสี่ยงที่ควรทำ นอกจากนี้ คือการใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ โดยแนะนำให้ติดตามและใช้ประโยชน์ รวมถึงมาตรการแต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสำหรับสินค้า Made in Thailand และอาจต้องแสวงหาความร่วมมือใน Supply Chain ผ่านการใช้โมเดล "พี่ช่วยน้อง" หรือการสร้างคลัสเตอร์ร่วมกับธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มอำนาจต่อรอง เช่น โมเดลคลัสเตอร์โคพรีเมียม “ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ทุกความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วหาวิธีการเพื่อที่จะป้องกันความเสี่ยง สำหรับผู้ประกอบการในปีหน้า การรักษาสภาพคล่องน่าจะมีความสำคัญมากกว่ากำไร พอมันโดนวิกฤติกันมาหลายเด้ง ส่วนตัวคิดว่าปีนี้และปีหน้าจะมีผู้ประกอบการบางรายที่อยู่ไม่ได้แล้วล้มหายตายจากไป ทีนี้รายที่ยังยืนอยู่และปรับตัวเองได้ ทั้งจากการยอมตัดใจขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI มาใช้เพื่อเพิ่มกำไรและลดต้นทุนการดำเนินการ จนทำให้ยังมีกระแสเงินสดเข้ามา สุดท้ายจะมีโอกาสกลับมาเติบโตอีกรอบนึงตามรอบเศรษฐกิจ” ศ.วิทวัส กล่าว ที่มา: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 7/1/2569 ก.แรงงาน เปิดบ้านต้อนรับวันเด็ก 2569 ชวน “เด็กไทย โตไปต้องมีงานทำ” พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต โดยกล่าวว่า “เด็กและเยาวชนคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของชาติ การให้โอกาสทางการศึกษา การเรียนรู้ทักษะในทุกด้าน และการสร้างประสบการณ์ที่หลากหลาย จะช่วยให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมเผชิญโลกด้วยความมั่นใจ และสามารถสร้างสรรค์อนาคตของตนเองและสังคมได้อย่างยั่งยืน” ซึ่งในปีนี้ กระทรวงแรงงานร่วมกับสมาคมแม่บ้านกระทรวงแรงงาน และสถานประกอบการภาคเอกชน จัดกิจกรรม ฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ของกระทรวงแรงงาน ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคมนี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ บริเวณโถงชั้นล่าง อาคารกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เด็กไทย โตไปต้องมีงานทำ” โดยมุ่งเน้นให้เด็ก ๆ และเยาวชนได้สนุกสนานสร้างสรรค์ พร้อมเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์โลกอาชีพและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สู่การพัฒนาความรู้ความสามารถ เติบโต และพร้อมก้าวเข้าสู่สังคมแห่งการทำงานในอนาคต ผ่านบูธกิจกรรมส่งเสริมความรู้ จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานและสถานประกอบการภาคเอกชนที่เข้าร่วมมากมาย ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า งานวันเด็กในปีนี้กระทรวงแรงงานได้เตรียมของขวัญให้กับเด็ก ๆ ที่มาร่วมงาน เพื่อสร้างความสุขและแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ พร้อมปลูกฝังให้มีความกล้าแสดงออก รู้รักชาติ มีความสามัคคีปรองดอง พร้อมตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสังคม และประชาคมโลก มีการพัฒนาที่รอบด้านให้เป็นพลเมืองคุณภาพที่มีจิตสำนึกและพร้อมเติบโตในโลกยุคใหม่ ดังคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล มอบไว้ว่า “ รักชาติไทย ใส่ใจโลก“ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน ที่ได้บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานและสถานประกอบการภาคเอกชน ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า สำหรับงานวันเด็กแห่งชาติที่กระทรวงแรงงานในปีนี้ เด็กๆ จะได้พบกับกิจกรรมการแสดงบนเวทีในพิธีเปิด การแสดงความสามารถเวทีคนเก่งและการมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กๆ พร้อมทั้งร่วมเล่นเกมกับบูธกิจกรรมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน พร้อมแจกของรางวัลมากมาย อาทิ กิจกรรมวอร์คเรลลี่ ตามล่าอักษรปริศนา โยนห่วงจับไดโนเสาร์ เกมจับคู่  เกมเสริมทักษะความรู้ด้านความปลอดภัย กิจกรรมสร้างความบันเทิง เรียนรู้ เล่น เต้นสนุก และอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีบูธจัดแสดงหุ่นยนต์โชว์ความสามารถให้เด็กๆ ได้ลองสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต หรือ AI รวมถึงบูธจากสถานประกอบการภาคเอกชน อาทิ บริการตรวจสุขภาพ วัดความดันฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และบริการตรวจและทำฟันฟรี อีกทั้งภายในงานยังมี ซุ้มบริการอาหารว่าง อาหารกลางวัน และเครื่องดื่มฟรีตลอดงาน ซึ่งน้องๆ ที่มาร่วมงานนอกจากจะได้รางวัลติดมือกลับบ้านแล้ว แต่ละกิจกรรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกแห่งอาชีพอย่างสร้างสรรค์ การประลองทักษะฝีมือของตนเอง ตลอดจนความรู้ด้านการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงาน กระทรวงแรงงาน จึงขอเชิญชวนพี่น้องแรงงาน นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชนทั่วไป พาบุตรหลานของท่านมาร่วมงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคมนี้ ที่บริเวณโถงชั้นล่าง อาคารกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพฯ โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป โดยเด็กที่มาร่วมงานจะได้รับชุดของขวัญวันเด็ก ณ จุดลงทะเบียนด้วย ที่มา: NBT Connext, 7/1/2569 มธ. รุกสร้างความร่วมมือนานาชาติ หนุน ‘แผนพลิกเปลี่ยนระบบสร้างกำลังคน’ พร้อมก้าวสู่ Hub สังคมศาสตร์ของโลก “การเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริง” คือหมุดหมายสำคัญของการดำเนินงานตลอดวาระการเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ของ ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ ที่ต้องการปฏิรูประบบการสร้างกำลังคนของไทยที่ “ทำงานได้จริง” เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ประเทศ เนื่องจากเล็งเห็นว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยเฉพาะการขาดกำลังคนเพื่อจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เห็นได้จากนโยบายของบางประเทศ เช่น จีนที่มีการเปิดตัววีซ่าทำงานประเภทใหม่เพื่อดึงดูดบุคลากรต่างชาติที่มีศักยภาพสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาทำงานในประเทศ ขณะเดียวกันอัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน อย่างที่ไทยอัตราว่างงานในระบบประกันสังคมในไตรมาส 2/2568 ที่แตะ 2.1% ซึ่งสูงสุดในรอบ 2 ปี รวมถึงปัจจัยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aged Society) และอัตราการเกิดที่น้อยลง ก็กำลังส่งปฏิกิริยาให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น เพื่อการณ์นั้น นับตั้งแต่เข้าสู่ตำแหน่งมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลาราว 1 ปี 7 เดือน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ จึงมีการเดินหน้าทำความร่วมมือผ่านบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับองค์กรชั้นนำทั้งรัฐและเอกชนจำนวนมาก เพื่อดำเนินการด้านสหกิจศึกษา อาทิ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) แต่นอกจากการแสวงหาความร่วมมือภายในประเทศแล้ว การขยายความสัมพันธ์กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศก็เป็นอีกสิ่งที่ทำควบคู่ไปเช่นกัน เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ ทลายพรมแดนในการพัฒนาองค์ความรู้และนำพามหาวิทยาลัยสู่ความสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) ซึ่งจะช่วยหนุนเสริมเป้าหมายการพลิกเปลี่ยนระบบผลิตกำลังคนของประเทศ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และองค์ความรู้ ตลอดจนการสร้างหลักสูตรปริญญาคู่ (Dual Degree) กับสถาบันพันธมิตรในภูมิภาคและระดับโลกเพิ่มมากขึ้น สำหรับในปี 2568 นี้ ทาง ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า มีการเดินทางไปในหลากหลายประเทศ เพื่อหารือถึงความร่วมมือด้านการศึกษา อย่างประเทศญี่ปุ่นก็มีการไปเยือนถึง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ University of Hyoko, Hokkaido University และ Rakuno Gakuen University โดย 2 มหาวิทยาลัยหลัง เป็นพันธมิตรในความร่วมมือ และการจัดงานประชุมวิชาการ One Health Lecture Series 2025 ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยต่างก็ต้องการจะมาเยี่ยม มธ. เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาต่อ “University of Hyoko พูดชัดเลยว่าเขาต้องการเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น และสนใจเรื่องการให้โควตาเด็กมัธยม ซึ่งพอบอกว่าทาง มธ. เองก็มีโรงเรียนระดับมัธยมเช่นกัน เขาก็สนใจจะมาเยี่ยมที่โรงเรียน และต้องการให้เด็กจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย พร้อมกับให้ทุนการศึกษาด้วย หรือจากการพูดคุยกันทางอธิการบดีของ Hokkaido University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านเกษตร และวิทยาศาสตร์สุขภาพก็มีความสนใจที่จะมาเยี่ยมที่ มธ. ในปี 2569 เช่นกัน” อธิการบดี มธ. กล่าวเสริม นอกจากนี้ จะมีที่ไปเยือนที่จีน ซึ่งได้รับเชิญจาก Gong Qihuang, President of Peking University เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและนานาชาติในงาน Beijing Forum 2025 ก็ได้มีการทำความร่วมมือแบบทวิภาคี และเตรียมที่จะหารือความร่วมมือในด้านต่างๆ ต่อ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมไปถึงอีกประเทศที่น่าสนใจ และมีการไปเยือนเพื่อขยายความสัมพันธ์ก็คือ อุซเบกิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรประมาณ 35 ล้านคน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ทองคำ ฯลฯ โดยได้ไปยัง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ Tashkent State University of Law, samarkand state University และ National University of Uzbekistan ซึ่งมหาวิทยาลัยหลังสุดนี้ได้มีการทำ MOU กันด้านการศึกษา เช่น แลกเปลี่ยนอาจารย์ และนักศึกษา ก่อนจะขยายไปยังด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต “การขยายความสัมพันธ์ไปยังอุซเบกิสถาน ไม่ใช่แค่การช่วยให้ยกระดับองค์ความรู้ และดึงนักศึกษาต่างชาติมาเรียนในประเทศ แต่จะเป็นประตูที่เปิดโอกาสให้เกิดการขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียกลางด้วย และจะช่วยให้สามารถดำเนินการได้อีกหลายเรื่อง” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ระบุ สำหรับปัจจุบัน มธ. มีการ MOU กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศทั้งหมด 171 ฉบับ (ที่ยังมีการดำเนินการอยู่) แบ่งเป็น ภูมิภาคยุโรป 55 ฉบับ เอเชีย 135 ฉบับ โอเชียเนีย 10 ฉบับ แอฟริกา 1 ฉบับ ละติน-อเมริกา 3 ฉบับ และอเมริกาเหนือ 18 ฉบับ ขณะที่ปี 2569 ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ เผยว่า จะเน้นไปที่ 2 ประเทศหลักเพื่อขยายความสัมพันธ์ ได้แก่ จีน และอินโดนีเซีย โดยสำหรับจีน เนื่องจากมหาวิทยาลัยในจีนมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว และถือเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างมากในด้าน AI ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และเพิ่มสัดส่วนของนักศึกษาจีนในไทย ส่วนอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรเยอะ ซึ่ง มธ. ก็เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพอันดับต้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงน่าจะเป็นอีกจุดหมายปลายทางให้นักศึกษาจากอินโดนีเซียมาเรียนต่อได้ “การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักศึกษาต่างประเทศจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศนั้นๆ ไม่ใช่ตึก อาคาร ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือกองกำลัง ฉะนั้นหากไทยสามารถเปิด และกลายเป็นจุดหมายด้านการเรียนรู้ของนานาชาติได้ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางปัญญาของประเทศ ซึ่งจะเป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่ช่วยเปิดโอกาสไปยังด้านอื่นๆ ได้ด้วย” อธิการบดี มธ. ชี้ให้เห็นความสำคัญ สิ่งเหล่านี้ ยังช่วยเสริมอีกเป้าหมายในเรื่องการก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาระดับภูมิภาค รวมถึงการเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ในระดับนานาชาติ กล่าวคือ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทั่วโลกต้องนึกถึงในฐานะที่พึ่งทางปัญญาด้านสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรืออื่นๆ อย่างไรก็ตาม ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ เน้นย้ำว่า กระนั้น ไม่ใช่ว่าด้านอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ ฯลฯ จะไม่สนใจ หรือไม่โดดเด่น เพียงแต่ต้องการปักธงให้ได้ว่า มธ. จะเป็นผู้นำด้านสังคมศาสตร์ในระดับนานาชาติ ในช่วงเวลานี้ก่อน ที่มา: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 5/1/2569 ผลสำรวจคาดการณ์ว่าในปี 2026 พนักงานในประเทศไทยจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนโดยเฉลี่ย 5.2% ซึ่งสูงขึ้นจากปี 2025 ตามรายงานผลการสำรวจค่าตอบแทนรวม (Total Remuneration Survey) ประจำปี 2025 จาก Mercer บริษัทที่ปรึกษาด้านการทำงานและอุตสาหกรรมการลงทุนระดับโลก เปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับ "อัตราเงินเดือนปี 2026" ที่น่าสนใจไว้ว่า ค่าเฉลี่ยเงินเดือนของพนักงานในประเทศไทยในปีนี้ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นที่ 5.2% ซึ่งขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 5% ในปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาและดึงดูดทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากบริษัทไทยกว่า 815 แห่ง ครอบคลุมกว่า 5,400 ตำแหน่งงาน พบว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีความท้าทาย แต่บริษัทถึง 99.6% ยังคงมีแผนปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2026 โดยมี 3 สายงานที่พบว่ามีอัตราขึ้นเงินเดือนสูงสุด ได้แก่ อันดับ 1 สายงานด้าน "พลังงาน" ครองแชมป์อัตราขึ้นเงินเดือนสูงสุด 6.0% อันดับ 2 สายงานด้าน "สินค้าอุปโภคบริโภค" ขึ้นเงินเดือน 5.7% อันดับ 3 สายงานด้าน "ยานยนต์" ขึ้นเงินเดือน 5.5% สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจัยขับเคลื่อนการขึ้นเงินเดือนไม่ได้มาจากเพียงภาวะเงินเฟ้อ แต่เกิดจาก "การแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง" และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ Merit-based Compensation หรือการจ่ายตามผลงานอย่างชัดเจน องค์กรในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงแค่ใครทำงานหนักกว่า แต่เน้นไปที่ใครสร้างผลลัพธ์ได้ทรงประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อต้นทุนมากที่สุด ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 5/1/2569 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
January 11, 2026 at 4:19 AM
สงครามรัสเซีย-ยูเครน เริ่มกลายเป็น 'สงครามพร่ากำลัง' โดรนมีบทบาทมากขึ้น
สงครามรัสเซีย-ยูเครน เริ่มกลายเป็น 'สงครามพร่ากำลัง' โดรนมีบทบาทมากขึ้น auser15 Sun, 2026-01-11 - 10:42 มีการวิเคราะห์สงครามยูเครนช่วงปีที่ผ่านมาว่าเริ่มเข้าสู่ลักษณะแบบ "สงครามพร่ากำลัง" หรือ War of Attrition อย่างเต็มรูปแบบ ไม่มีฝ่ายใดที่สร้างความคืบหน้าทางยุทธศาสตร์ได้อย่างเด็ดขาด ฝ่ายรัสเซียถึงแม้จะมีความได้เปรียบและมีการเคลื่อนกำลังแนวหน้า แต่ก็ยังคงรุกคืบได้ช้าและต้องอาศัยทรัพยากรมาก สงครามจึงกลายเป็นการใช้หน่วยทหารขนาดเล็กโจมตีและแทรกซึมมากกว่าจะใช้กำลังจู่โจมขนาดใหญ่ อาคารที่พักอาศัยในเมืองอัฟดิยิฟกา (แคว้นโดเนตสก์ ประเทศยูเครน) หลังถูกจรวดรัสเซียโจมตี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2023 | ภาพจาก: Donetsk Regional Military Civil Administration (CC BY 4.0) ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา สงครามยูเครนได้เปลี่ยนไปเป็นรูปแบบ "สงครามพร่ากำลัง" หรือ War of Attrition ที่ไม่มีฝ่ายใดที่สร้างความคืบหน้าทางยุทธศาสตร์ได้อย่างเด็ดขาด แม้ว่ารัสเซียจะพยายามรุปคืบยูเครนมากขึ้น โดยที่ถึงแม้ว่ารัสเซียจะสามารถเคลื่อนกำลังในแนวหน้าได้มากกว่าปี 2023 หรือ 2024 แต่ความคืบหน้าของรัสเซียก็ยังคงจำกัด และแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงทั้งทางด้านทรัพยากรวัตถุและกำลังพล ขณะเดียวกัน ปี 2025 ก็เป็นปีที่รัสเซียมีข้อได้เปรียบมากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาได้รับสิ่งต่างๆ จากข้อเสนอสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง อีกทั้งรัฐบาลรัสเซียก็นำเสนอว่าชัยชนะของรัสเซียเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แถลงในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2025 ว่า กองกำลังของยูเครนจะต้องออกจากพื้นที่ที่พวกเขายึดครองอยู่เสียก่อนถึงจะมีการยุติการสู้รบ ไม่เช่นนั้นทางรัสเซียก็จะใช้กำลัง แต่สภาพความเป็นจริงในสงครามมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น มีการวิเคราะห์จาก ไมเคิล คอฟแมน นักวิเคราะห์ด้านการทหารระบุว่า ในปี 2025 นั้นรัสเซียสร้างความคืบหน้าในสงครามได้ไม่มากนัก รวมถึงมีความสูญเสียจำนวนมาก และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่อ้างไว้ได้ สงครามในตอนนี้เริ่มแตกต่างจากสงครามรูปแบบเดิมที่ใช้กองทหารประจำการ แต่เริ่มกลายเป็นการใช้หน่วยแทรกซึมขนาดเล็ก เสบียงที่มาจากเงินทุนของอาสาสมัคร และ การวางกำลังเทคโนโลยีราคาถูกทีละมากๆ ปูตินกล่าวอ้างว่ากองทัพรัสเซียสามารถยึดพื้นที่ของยูเครนมาได้เกือบ 5,000 ตร.กม. ในปี 2025 มีการยึดพื้นที่ได้หลายแห่งจริง แต่ก็มีความชะงักงันเกิดขึ้นกับแนวหน้าของกองทัพ โดยที่กองทัพแนวหน้าเคลื่อนพลคืบหน้าได้น้อยมาก นอกจากนี้ยังเป็นความคืบหน้าแบบที่ไม่สม่ำเสมอ บางแห่งก็เคลื่อนกำลังพลคืบหน้าได้หลายสิบกม. แต่บางแห่งก็เคลื่อนพลคืบหน้าไปได้แค่หลายร้อยเมตร มีการประเมินตัวเลขโดยสถาบันเพื่อการศึกษาสงครามจากสหรัฐฯ ระบุว่าในปี 2025 รัสเซียสามารถยึดพื้นที่จากยูเครนได้มากกว่า 5,600 ตร.กม. คิดเป็นราว 0.94% ของประเทศยูเครน ซึ่งทั้งยูเครนและนักวิเคราะห์อิสระก็ยืนยันตัวเลขเท่ากัน พื้นที่ๆ รัสเซียยึดได้จากยูเครนในปี 2025 มีมากกว่าที่พวกเขาทำได้ในปี 2023-2024 รวมกัน แต่ก็ยังน้อยกว่าในช่วงต้นปี 2022 ที่พวกเขายึดพื้นที่ยูเครนมาได้ 60,000 ตร.กม. นักวิเคราะห์ด้านการทหารอีกรายหนึ่งคือ พาเวล อัคเซนอฟ มองว่า ถึงแม้รัสเซียจะเคลื่อนพลคืบหน้าได้ในปี 2025 แต่ก็ยังไม่สามารถได้รับชัยชนะมาได้อย่างเด็ดขาด อัคเซนอฟมองว่า การที่ในปี 2022 รัสเซียไม่สามารถเอาชนะยูเครนได้อย่างรวดเร็วนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนทำให้สงครามยูเครนเริ่มกลายมาเป็น "สงครามพร่ากำลัง" มากขึ้นเรื่อยๆ และที่รัสเซียเปลี่ยนแปลงยุุทธวิธีในแนวหน้าแทบจะทั้งหมดนั้น เป็นกลวิธีเพื่อให้มีการรุกคืบไปต่อได้มากกว่าจะเป็นกลยุทธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายหลักที่รัสเซียต้องการจริงๆ เรื่องนี้ทำให้เกิด "พื้นที่สีเทา" ระหว่างรัสเซียกับยูเครนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ ไม่แน่ใจว่าฝ่ายใดยึดครองอยู่กันแน่ การยุทธแบบหน่วยทหารขนาดเล็ก และ ความได้เปรียบในสงครามโดรน กองทัพรัสเซียในปี 2025 ได้อาศัยวิธีการโจมตีด้วยหน่วยทหารขนาดเล็กแทนการอาศัยกองกำลังยานเกราะขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการกำจัดจุดอ่อนของหน่วยยานเกราะเหล่านี้ โดยเปลี่ยนมาใช้วิธีการเน้นแทรกซึมเข้าไปในที่มั่นของยูเครน แล้วก็สั่งสมกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่ๆ สำคัญ จนสามารถยึดพื้นที่ได้มากขึ้นโดยอาศัยเวลา อีกสาเหตุหนึ่งเพราะการโจมตีแบบใช้กำลังขนาดใหญ่นั้นมีการสูญเสียเพิ่มมากขึ้นได้ง่ายในสภาพที่เต็มไปด้วยการสอดส่องและการโจมตีด้วยกำลังโดรน นักวิเคราะห์จากองค์กรคลังสมองแอตแลนติกเคาน์ซิลระบุว่า ในแง่ของสงครามโดรนนั้น รัสเซียดูเป็นฝ่ายได้เปรียบมาตั้งแต่ปลายปี 2024 และในช่วงปี 2025 พวกเขาก็เริ่มได้เปรียบตรงจุดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่รัสเซียเน้นการวางกำลังโดรนไฟเบอร์ออปติกที่นำทางโดยสายเคเบิลซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถถูกก่อกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ระบบแบบนี้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้รัสเซียสามารถขับไล่กองทัพยูเครนออกจากภูมิภาคเคิร์สก์ได้เมื่อต้นปี 2025 โดยการใช้โดรนเหล่านี้เน้นโจมตีรถขนอาวุธกับการก่อกวนทำให้เส้นทางลำเลียงกำลังของยูเครนชะงัก หลังจากนั้นรัสเซียก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันนี้ในที่อื่นๆ ตลอดทั้งปี มีการเน้นโจมตีเส้นทางส่งกำลังบำรุงกับการโจมตีทีมโดรนของยูเครน ทำให้ทีมโดรนรัสเซียปฏิบัติการใกล้กับแนวหน้าได้ นอกจากนี้หน่วยโดรนของรัสเซียที่ชื่อรูบิคอนยังมีการสอนการใช้โดรนแบบจับคู่ผู้รู้กับผู้เรียน ที่เรียกว่า "รูบิคอนโมเดล" คือการที่หน่วยโดรนรูบิคอนใช้ประสบการณ์ของตัวเองสอนผู้มาใหม่จนเกิดเป็นสายพานการพัฒนาผู้บังคับโดรนคนใหม่ออกมาเรื่อยๆ อัคเซนอฟ บอกว่าสิ่งที่ทำให้รัสเซียรุกคืบได้สำเร็จในปี 2025 ไม่ใช่แค่โดรนแต่อย่างเดียว แต่ยังมาจากปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่นระเบิดโจมตีทางอากาศแบบนำวิถี การใช้ปืนใหญ่ และการใช้ขีปนาวุธแม่นยำด้วย โดยมีการใช้ระเบิดโจมตีทางอากาศแบบนำวิถีโจมตีฐานที่มั่นในแนวป้องกันของยูเครน ปัญหาด้านการส่งกำลังบำรุง แต่ถึงแม้ว่ารัสเซียจะมีการใช้ทหารรับจ้างที่ได้มาใหม่ และมีการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการนำเข้าอาวุธจากจีนและอิหร่าน แต่นักวิเคราะห์ก็มองว่ากระทรวงกลาโหม รัสเซียยังคงล้มเหลวในการตั้งระบบการส่งกำลังบำรุงแบบที่มีศูนย์กลางและพึ่งพาได้ รัสเซียได้อาศัยกลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มบล็อกเกอร์สนับสนุนสงคราม และภาคส่วนเอกชนในการระดมทุนทั้งจากทหารและพลเรือนในการซื้อโดรน อุปกรณ์สื่อสาร ชุดเกราะ ยานยนต์ และแม้กระทั่งของใช้พื้นฐานอย่างยางรถ มีการใช้ยานยนต์พลเรือนมาดัดแปลงเพื่อใช้ในสงครามซึ่งมักจะถูกทำลายภายในไม่กี่วัน แล้วก็มีการนำยานยนต์ดัดแปลงเหล่านี้มาใช้กับการส่งกำลังบำรุงและลำเลียงพล ถึงแม้ว่าวิธีการสนับสนุนทางเศรษฐกิจนอกรูปแบบในช่วงสงครามเช่นนี้จะช่วยให้รัสเซียดำเนินปฏิบัติการต่อไปได้ แต่มันก็มีลักษณะโกลาหลและไม่สม่ำเสมอ แต่ละหน่วยรบได้รับกำลังบำรุงไม่เท่ากัน บ้างก็ได้รับโดรนและยุทโธปกรณ์มากพอ แต่บางหน่วยก็แทบจะไม่ได้รับกำลังบำรุงเลย อัคเซนอฟ บอกว่า ที่เกิดปัญหานี้เพราะสิ่งที่รัสเซียวางแผนเอาไว้ก่อนสงครามไม่ได้นำมาใช้ได้จริง เนื่องจากสภาพความเป็นจริงคือการสู้รบลากออกไปยาวนานจนกลายเป็นสงครามพร่ากำลังที่มีความเชื่องช้า ไม่ได้จบเร็วแบบที่คิดไว้ รัสเซียจึงมีปัญหาในการสร้างกำลังมาสู้รบได้มากพอ แต่รัสเซียก็รุกคืบได้โดยอาศัยสงครามโดรนและอาวุธหนักระยะไกล อีกปัญหาหนึ่งที่รัสเซียเผชิญคือความไม่คงเส้นคงวาของรายงานปฏิบัติการจากแนวหน้า ผู้บัญชาการในแนวหน้ามักจะรายงานว่าพวกเขาสามารถยึดพื้นที่ได้ก่อนที่การสู้จะจบลงจริงๆ เพื่อเป็นการ "สร้างเครดิตให้ตัวเอง" จนทำให้มีการส่งทหารไปพลีชีพมากขึ้นเพื่อให้เกิดการยึดพื้นที่ได้จริง หรือมีบางกรณีที่ไม่สามารถยึดพื้นที่ๆ พวกเขาอ้างได้ เช่น เคยมีนายทหารอาวุโสอ้างว่าสามารถยึด เมืองคูเปียนส์ ของยูเครนได้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน แต่พอถึงเดือนธันวาคมก็ยังคงยึดไม่ได้จริง แต่นายทหารดังกล่าวก็ได้รับรางวัลจากการอ้างว่ายึดได้ไปเรียบร้อยแล้ว มีนายทหารยูเครนบอกว่าหลังจากนั้นยูเครนก็สามารถโจมตีโต้กลับยึดคูเปียนส์กลับมาได้ส่วนหนึ่ง อัคเซนอฟ บอกว่าการอ้างแบบผิดๆ ในการรายงานสถานการณ์แนวรบเกิดขึ้นทั้งฝ่ายรัสเซียและฝ่ายยูเครน แต่ฝ่ายรัสเซียมักจะมีการรายงานความสำเร็จเกินจริงมากกว่า เรื่องนี้ยังส่งผลเสียให้เมืองที่ถูกรายงานว่าสามารถยึดได้แล้วนั้นจะได้รับกำลังเสริมน้อยกว่าทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตีโต้กลับครั้งใหม่ได้ง่าย ยังคงมองไม่เห็นทางที่จะชนะขาด นักวิเคราะห์โดยรวมๆ แล้วมองว่าในปี 2025 รัสเซียหันไปใช้กำลังการโจมตีระยะใกล้ด้วยอาวุธหนัก หรือไม่เช่นนั้นก็อาศัยโดรนหรือระบบไร้คนขับเป็นปฏิบัติการแบบหน่วยรบขนาดเล็ก ในขณะเดียวกันยูเครนก็มีสมรรถภาพในการป้องกันลดลงเพราะขาดกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ผลก็คือรัสเซียรุกคืบในแนวหน้าได้บ้าง แต่อัคเซนอฟก็บอกว่าตราบใดที่ไม่สามารถสร้างความคืบหน้าที่เด็ดขาดได้ พลวัติในสงครามก็จะยังคงเหมือนเดิม อัคเซนอฟมองว่ารัสเซียคงจะไม่เปลี่ยนมาทำการรุกคืบแบบที่เด็ดขาดเพราะนั่นต้องใช้กำลังทหารจำนวนมากในการฝ่าแนวป้องกันแนวหน้าของยูเครน ซึ่งรัสเซียในตอนนี้มีกำลังไม่มากพอที่จะทำเช่นนี้ไม่ว่าจะในแนวหน้าส่วนไหนก็ตาม สำหรับการที่ยูเครนจะสามารถต่อกรกับการโจมตีด้วยโดรนของรัสเซียได้นั้บ เดวิด คิริเชนโก ผู้ช่วยนักวิจัยจากองค์กร เฮนรี แจ็กสัน โซไซตี ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิพลเมืองและประชาธิปไตย เสนอแนะว่า ยูเครนจะต้องใช้วิธีการสอนใช้โดรนแบบเดียวกับรัสเซียที่เรียกว่า "รูบิคอนโมเดล" อีกทั้งยังต้องให้ทรัพยากรหน่วยโดรนของยูเครนมากพอในการที่พวกเขาจะไล่ล่าผู้ปฏิบัติการโดรนของรัสเซียได้ เรื่องน่ากังวลสำหรับยุโรป ก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยถูกโดยดูหมิ่นว่าอาศัยยุทธศาสตร์การรบแบบ "คลื่นมนุษย์" ที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการบุกยูเครน แต่การที่รัสเซียสามารถใช้กำลังโดรนสร้างความคืบหน้าได้ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวกับสถานการณ์ รวมถึงรู้จักทดลองพลิกแพลงในสนามรบอย่างไม่หยุดยั้ง คิริเชนโก กล่าวว่า ความสามารถในการพลิกแพลงของรัสเซียนั้น ควรจะเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่สำหรับเหล่าผู้นำยุโรป เพราะแม้แต่เหตุการณ์ที่โดรนจำนวนเล็กน้อยที่ต้องสงสัยว่ามาจากรัสเซียก็สร้างความระส่ำระส่ายให้กับยุโรปได้แล้ว และถ้าหากสงครามยูเครนยังคงยืดเยื้อต่อไป สมรรถภาพของโดรนรัสเซียก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรียบเรียงจาก How Did Russia’s War Effort Change in 2025?, The Moscow Times, 30-12-2025 Russia has learned from Ukraine and is now winning the drone war, Atlantic Council, 04-12-2025 Russian Army Makes Biggest Territorial Gains in 2025 Since First Year of Full-Scale Invasion, The Moscow Times, 02-01-2026   * รายงานพิเศษ * ต่างประเทศ * รัสเซีย * ยูเครน * สงครามรัสเซีย-ยูเครน
dlvr.it
January 11, 2026 at 3:48 AM
รู้จัก 'Star Flower' การศึกษากับความหวังเพื่อให้เด็กพิการผู้อพยพดูแลตัวเองได้
รู้จัก 'Star Flower' การศึกษากับความหวังเพื่อให้เด็กพิการผู้อพยพดูแลตัวเองได้ ภาพประกอบทั้งหมด โดยคชรักษ์ แก้วสุราช  XmasUser Sat, 2026-01-10 - 18:28 เวลา 5.00 น.ของทุกวัน ภาพประจำสำหรับอาจารย์จากศูนย์การเรียนรู้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ “สตาร์ ฟลาวเวอร์” (Star flower Education Centre - ပန်းခရေကျောင်း) อ.แม่สอด จ.ตาก คือการขับรถ 2 แถวคันใหญ่ ออกไปรับนักเรียน “การรับส่งนักเรียนเราต้องไปรับตั้งแต่หกโมง คือที่อำเภอแม่สอดมันกว้าง เด็กพิการบางคนอยู่ไกลถึงห้วยกะโหลก ตำบลแม่ปะ บางคนอยู่ในตำบลแม่กุ หรืออยู่ที่สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1  “ถ้าเราไม่ไปรับ อาจจะไม่มีนักเรียนสักคนมาเรียนได้เลย เนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเอกสาร ไม่มีเงินหรือมอเตอร์ไซค์ที่จะมารับส่งนักเรียนด้วยตัวเอง” นอธูมวยพอ หรือที่ศูนย์การเรียนมักเรียกว่า ‘ซะยามะพอ’ (คำว่า ‘ซะยามะ’ ภาษาพม่า แปลว่าอาจารย์หรือครูหญิง) ในฐานะของครูใหญ่ศูนย์การเรียนสตาร์ ฟลาวเวอร์ เล่าให้ฟัง หมู่บ้านที่รถวิ่งผ่านมีทั้งไกล และใกล้ บางครอบครัวอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ บางครอบครัวอาศัยอยู่ในที่พักที่นายจ้างจัดไว้ให้ บางคนอาศัยใกล้ทุ่งนา  พอรถรับ-ส่งมาถึงบ้านของนักเรียนยามเช้า ผู้ปกครองก็จะจูงบุตรหลานมาส่งให้กับคุณครูถึงรถ หรือบางกรณีครูก็จะเข้าไปช่วยอุ้มนักเรียนขึ้นมาบนรถรับ-ส่ง นักเรียนบางคนจะใส่ฮู้ด เพื่อป้องกันฝุ่น เพราะว่าถนนบางแห่งยังเป็นทางลูกรัง เวลารถวิ่งผ่าน ฝุ่นสีแดงมักจะตีฝุ้งขึ้นมาเสมอๆ ทำให้หายใจลำบาก  ชมภาพชุด โดยการคลิกลูกศรซ้าย-ขวา ศูนย์การเรียนรู้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติคือสถานศึกษาสำหรับเด็กนักเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติ การสอนในศูนย์การเรียนแต่ละแห่งไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับศักยภาพการสอน และจุดมุ่งหมายของศูนย์การเรียน แต่เราพอจำแนกออกมาได้หลักๆ 3 หลักสูตร ได้แก่  1. หลักสูตรการเรียนพม่า  2. หลักสูตร กศน. (การศึกษานอกระบบ)  3. การติวหลักสูตรการสอบ ‘GED’ (General Educational Development) ซึ่งเป็นการสอบเทียบวุฒิระดับมัธยมฯ (ไฮสคูล) ของสหรัฐฯ  ส่วนเหตุผลหลักๆ พ่อแม่ผู้ปกครองชาวพม่ามักจะพาลูกๆ มาเรียนที่ศูนย์การเรียน เพราะนอกจากจะได้เป็นการเรียนฝึกทักษะความรู้ให้ลูกแล้ว ราคาค่าเทอมสามารถเข้าถึงง่ายระดับผู้ใช้แรงงาน ‘หาเช้ากินค่ำ’ ยังเอื้อมถึง สมัครเข้าเรียนง่ายเหมาะกับวิถีชีวิตของแรงงานข้ามชาติที่อาจจะต้องโยกย้ายถิ่นฐานบ่อย และทำให้แรงงานข้ามชาติมีความสบายใจ ทำงานได้เต็มที่ เพราะไม่ต้องพะวงหลังเรื่องความปลอดภัยของลูกหลาน หากต้องปล่อยไว้ในบ้านหรือชุมชนตามลำพัง  ข้อมูลของศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าว (MECC) ภายใต้ สพป.ตาก เขต 2 บอกเราด้วยว่า ปัจจุบัน จ.ตาก มีจำนวนศูนย์การเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติอย่างน้อย 62 ศูนย์ และมีนักเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เรียนในศูนย์ฯ ทั้งหมด 18,171 คน  อย่างไรก็ดี ภายใน 62 ศูนย์การเรียนฯ มีเพียงศูนย์การเรียนฯ เดียวที่ให้การศึกษาสำหรับเด็กลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เป็นผู้พิการโดยเฉพาะคือ ศูนย์การเรียน "สตาร์ ฟลาวเวอร์"  'สตาร์ ฟลาวเวอร์' เริ่มงานบริการด้านการศึกษาลูกหลานแรงงานข้ามชาติผู้พิการ มาตั้งแต่ปี 2552 เนื่องจากครูรุ่นก่อตั้งมองว่าในอำเภอแม่สอด ยังไม่มีศูนย์การเรียนฯ สำหรับเด็กที่พิการ ประกอบกับศูนย์การเรียนต่างๆ ก็สะท้อนปัญหาในลักษณะเดียวกันว่า ในศูนย์ฯ มีเด็กที่มีความพิการและไม่สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้  "เด็กพิการ" ที่ศูนย์ฯ สตาร์ ฟลาวเวอร์ รับมาเรียน จะเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ที่มีความพิการ หรือความบกพร่องด้านสติปัญญา มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ช้ากว่าเด็กในระดับเดียวกัน  หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือเด็กบางคนภายนอกเหมือนเป็นเด็กปกติทุกอย่าง สามารถพูดได้คล่องแคล่ว อ่านออกเขียนได้ แต่มีพัฒนาการเรียนรู้ที่ช้า คิดช้า หรือทำช้า จนไม่สามารถเรียนรวมกับนักเรียนปกติได้ นักเรียนบางคนมีภาวะความพิการทางด้านสมอง หรือที่เรียกว่า “Cerebral palsy” (CP) มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวลำบาก บางคนเดินไม่ได้ ใช้มือหยิบจับสิ่งของไม่สะดวก หรือบางคนเป็นเด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม  ดังนั้น ศูนย์การเรียนของสตาร์ ฟลาวเวอร์ ก็เข้าไปช่วยฝึก และสอน เด็กๆ ที่มีความพิการต่างๆ เหล่านี้ให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยต้องพึ่งพิงใคร หรือถ้าต้องพึ่งพิงก็ต้องน้อยที่สุดนั่นเอง  รายงานจาก “ประชาไท” ร่วมกับเว็บไซต์ Thisable.me พาไปสำรวจการทำงานการเรียนการสอนเด็กพิการที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติของศูนย์การเรียน “สตาร์ ฟลาวเวอร์” ทัศนคติของผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติต่อเด็กกลุ่มนี้ รวมถึงจุดมุ่งหมายการสอนของศูนย์การเรียนที่เรียกว่ามีความแตกต่างจากการสอนทั่วไป  ศูนย์การเรียนเด็กพิการแห่งเดียวในแม่สอด  ศูนย์การเรียน "สตาร์ ฟลาวเวอร์" เป็นศูนย์การเรียนขนาดเล็กกะทัดรัด ประเมินด้วยสายตา ประมาณไม่เกิน 2 ห้องเรียน ตั้งอยู่ภายในศูนย์การเรียน "ซาทูเหล่"  ภายในห้องเรียน ประกอบด้วย ห้องเรียนใหญ่ 1 ห้องเรียน ห้องเรียนเดี่ยวขนาดเล็ก 2-3 ห้อง มีห้องพักอาจารย์และห้องครัวเป็นห้องเดียวกัน ไม่ได้ใหญ่นัก และมีห้องน้ำแยกหญิง กับชาย ซึ่งนักเรียนจะได้ฝึกเข้าห้องน้ำด้วยตัวเอง  ข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เปิดเผยว่า ในปี 2566 มีประชากรเด็กโยกย้ายถิ่นฐานในจังหวัดตาก อาจสูงถึง 74,000 ราย แต่ไม่มีการเจาะจงลงไปว่ามีจำนวนเด็กพิการที่เป็นเด็กโยกย้ายถิ่นฐานมีจำนวนทั้งสิ้นกี่ราย  ขณะที่ซะยามะพอ ให้ข้อมูลที่เธอเคยพบเห็นว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว หรือในช่วงปี 2557-2558 อาจมีเด็กผู้พิการอาจจะสูงอยู่เป็นร้อยคนเดียว และปัจจุบันเธอคิดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย  แม้จากการประมาณการณ์ว่าเด็กพิการที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติอาจสูงเป็นร้อยคน แต่ทางศูนย์การเรียนสตาร์ ฟลาวเวอร์ มีข้อจำกัด ทั้งในด้านพื้นที่ เงินทุน และบุคลากร โดยมีอาจารย์ 8 คน เพียงพอที่จะรองรับนักเรียนพิการได้ไม่เกิน 35 คนเท่านั้น ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากในช่วงแรกที่รับเพียง 15 คน และเคยรับจำนวนสูงสุด 28 คน  ส่วนเด็กที่มาศูนย์การเรียนไม่ได้ ซะยามะพอ บอกว่าก็จะมีการไปเยี่ยมเยียนที่บ้าน เพื่อดูแลการใช้ชีวิตว่าเป็นอย่างไร คุยกับผู้ปกครอง รับฟังเรื่องราว ให้คำปรึกษา และให้กำลังใจผู้ปกครองด้วยกัน ซะยามะพอ หรือนอธูมวยพอ  ชีวิตของครอบครัวเด็กพิการข้ามชาติที่ไม่ง่าย ซะยามะพอ กล่าวว่า ด้วยความที่เธอเปิดศูนย์การเรียนสอนสำหรับเด็กที่พิการ ทำให้เธอได้รับฟังเสียงความกลัดกลุ้ม และให้คำปรึกษากับผู้ปกครองของเด็กพิการหลายโอกาส เธอเล่าว่า เด็กพิการก็จะเผชิญปัญหาการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากคนธรรมดา หางานยากกว่าคนอื่นๆ  หรือผู้ปกครองที่มีลูกหลานที่พิการเขาจะเผชิญกับความเครียด เพราะว่าเขาเดินทางมาไทย เพื่อหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว และส่งเงินกลับบ้าน พอมีเด็กที่ไม่สมบูรณ์เขาก็ไม่รู้ว่าจะดูแลยังไง งานหาเช้ากินค่ำก็ไม่ได้รายได้สูงอยู่แล้ว ถ้าเป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสารสำหรับทำงานในประเทศไทย ก็หางานยากขึ้นไปอีก แล้วต้องมาดูแลลูกที่พิการเขาก็รู้สึกสิ้นหวังมากๆ เรื่องนี้สะท้อนผ่านการจ่ายค่าเล่าเรียนของผู้ปกครองที่สตาร์ ฟลาวเวอร์ โดยศูนย์การเรียนฯ จะเก็บค่าเล่าเรียนเดือนละ 700 บาท ซึ่งในจำนวน 35 คน มีเพียง 70% ที่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ ดังนั้น ถ้าประสบปัญหาลักษณะนี้ ทางศูนย์ฯ ก็จะคุยผู้ปกครอง เพราะว่าเด็กต้องการการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เขาก็ไม่อยากให้เด็กยุติการเรียนกลางคัน ดังนั้น ก็จะมีการอะลุ่มอล่วยเรื่องค่าใช้จ่าย ซะยามะพอ กล่าวต่อว่า อีกผลกระทบตามมาก็คือ พอเขามีลูกที่ไม่สมบูรณ์เขาไม่อยากให้ลูกออกมาเจอสังคมเลย กลัวลูกโดนล้อเลียน เวลาอาจารย์ไปเยี่ยมเด็กที่บ้าน บางครอบครัวจะไม่กล้าให้ลูกออกมา เพราะว่าเขาอาย ไม่อยากให้ลูกถูกล้อ นอกจากนี้ ในสังคมของพม่า ซึ่งยึดถือศาสนาพุทธเป็นสรณะ เขาจะมองว่าครอบครัวนี้มีเด็กพิการ เพราะชาติที่แล้วเขาทำอะไรไม่ดีแน่ๆ เลย ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ในชาตินี้  บางครอบครัวเขาก็จะปล่อยลูกไว้ที่บ้านไม่ได้ เพราะว่าลูกพิการ ครั้นจะจ้างคนอื่นๆ มาดูแลลูกก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เขาก็ต้องเอาลูกไปที่ทำงานด้วย แต่คนที่ทำงานเขาจะไม่ชอบ เขารำคาญ เด็กๆ ที่พิการเขาไม่ค่อยอยู่นิ่งๆ บางทีมารบกวนเพื่อนร่วมงาน ทำให้ไม่มีสมาธิทำงาน ซึ่งครอบครัวก็จะเอาเด็กพิการไปทำงานด้วยไม่ได้ หรือถ้าคนอื่นเขาฟ้อง ผู้ปกครองของเด็กพิการก็จะไม่ได้ทำงาน พอไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้  “ความไม่เข้าใจของคนรอบข้างมันก็เลยกลายเป็นความเครียด ความกดดันของผู้ปกครองที่สะสมขึ้นมาเรื่อยๆ ประกอบกับ ถ้าไม่มีศูนย์การเรียนหรือโรงเรียนสำหรับเด็กพิการ ก็ทำให้ผู้ปกครองไม่ทราบว่าเขาจะทำอย่างไร” ซะยามะพอ เล่าให้ฟัง  ซะยามะพอ เสริมว่า พอมีศูนย์การเรียนฯ มันก็ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าไม่ใช่ฉันคนเดียว ครอบครัวอื่นๆ เขาก็ประสบปัญหาแบบเดียวกัน ก็ได้มาคุยแลกเปลี่ยนกัน ที่ศูนย์การเรียนฯ ก็พยายามให้คำปรึกษาและความตระหนักรู้ด้วยว่า เด็กแบบนี้เป็นเหมือนเด็กคนอื่นๆ แค่เขาไม่ได้เป็นแบบปกติ แต่เด็กมีความสามารถ มีโอกาส มีสิทธิที่เด็กคนหนึ่งควรจะได้รับ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราพยายามทำให้ผู้ปกครองเห็นว่า เด็กไม่สมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องน่าอาย  สิทธิการรักษาที่ยังจำกัด เด็กพิการลูกหลานแรงงานข้ามชาติยังประสบปัญหาไม่สามารถซื้อ “หลักประกันสุขภาพ” ทำให้เวลาเจ็บป่วยมักจะต้องไปรักษาที่แม่ตาวคลินิก หรือโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งในกรณีหลังแรงงานข้ามชาติต้องมี “เอกสาร” และราคาค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างสูง ซึ่งแรงงานข้ามชาติมักจ่ายไม่ไหว  ซะยามะพอ กล่าวว่า เหตุที่เป็นแบบนี้เนื่องจากภาพจำว่าเด็กพิการจะต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย และกลายเป็นภาระต้นทุนด้านประกันสุขภาพตามมา แต่ในความเป็นจริงเด็กจะหาแพทย์ในเวลาที่จำเป็น หรือโรคที่ต้องเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลเท่านั้น เธอเลยอยากสื่อสารให้เข้าใจด้วยว่าคนที่พิการไม่ใช่โรค เขาแค่ไม่สมบูรณ์ แต่กลายเป็นว่าคนอื่นมองว่าเป็นเด็กพิการแล้ว ต้องหาหมอบ่อย เธอคิดว่าเป็นไปได้อยากให้เด็กพิการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ เหมือนกับแรงงานข้ามชาติคนอื่นๆ   ทั้งนี้ มีข้อกังวลเพิ่มเติมด้วยว่า บางความพิการมักพ่วงมากับสภาวะภายในของโรคอื่นๆ ด้วย เช่น เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม ก็จะมีปัญหาเรื่องโรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแล หรือต้องดูแลเป็นพิเศษ เด็กก็จะอายุสั้น  'ดูแลตัวเองได้โดยไม่พึ่งพิงใคร' “ซอมูกะป่อเซแหว่” หรือที่ศูนย์การเรียนจะเรียกว่า “ซะยาเซ” (คำว่า “ซะยา” ภาษาพม่าแปลว่า “ครูผู้ชาย”) เล่าให้ฟังว่า วิธีการสอนของสตาร์ ฟลาวเวอร์ เรียกว่ามีการออกแบบเพื่อรองรับการพัฒนาของเด็กพิการ โดยจะแบ่งวิธีเรียนออกเป็น 3 รูปแบบ ประกอบด้วย  * เรียนรวมแบบกลุ่ม ก็ช่วยเสริมทักษะด้านการใช้ชีวิต อย่างการฝึกแปรงฝัน ล้างมือ หรือเสริมสมรรถภาพทางร่างกาย * เรียนแบบตัวต่อตัว เพราะว่าเด็กแต่ละคนมีปัญหาการพัฒนาทางด้านทักษะที่ไม่เท่ากัน เด็กบางคนสามารถเรียนรู้ได้เยอะ เขาก็จะเรียนไปได้เร็วกว่า แต่เด็กบางคนพัฒนาการช้ากว่า ก็ต้องใช้เวลานานในการสอน ดังนั้น การสอนเด็กตัวต่อตัว ก็ช่วยเสริมทักษะให้กับเด็กได้ตรงจุด บางคนอาจจะมีปัญหาด้านการพูด การเรียนตัวต่อตัวครูก็จะเข้าไปช่วยเสริมทักษะในด้านนั้นๆ ให้ดีขึ้น   “ทำไมเราต้องเน้นให้เด็กๆ เรียนตัวต่อตัว เพราะว่าเหมือนขวดน้ำเยอะๆ และเราให้น้ำขวดน้ำที่มีรูกว้าง เขาจะรับน้ำได้เยอะกว่า แต่ขวดเล็กจะได้น้อยกว่า การสอนตัวต่อตัวเหมือนเราเอาขวดทีละขวดเติมน้ำให้” ซะยาเซ อดีตวิศวกรโยธาฯ เล่าให้ฟัง  * การเรียนทางด้านวิชาชีพ เพราะว่าเด็กพิการบางคนอาจจะไม่ได้ไปทำงานข้างนอก แต่ช่วงเวลาที่อยู่ที่บ้าน เขาสามารถทำงานได้ เช่น การจัดดอกไม้ เย็บทอผ้า หรือทำกระเป๋าขาย เป็นต้น บรรยากาศการสอนตัวต่อตัว จินตภาพของคนทั่วไปอาจมองว่าการเรียนจะต้องเป็นการเรียนในระดับชั้นต่างๆ เช่นในหลักสูตรระบบการศึกษาของไทย เด็กเริ่มเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษา ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา แต่เป้าหมายการสอนของ “สตาร์ ฟลาวเวอร์” คือ “เด็กพิการต้องดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร”  “เขาดูแลตัวเองได้ เข้าสังคมได้ ไม่สร้างความวุ่นวายให้แก่คนอื่น และก็ไม่เป็นภาระให้กับครอบครัว ก็เป็นเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เป้าหมายของเราอาจจะไม่ใหญ่โต แต่ว่าอยากให้เด็กเหล่านี้ดูแลตัวเองได้ ครอบครัวก็ภาระเบาลง และเมื่อถึงเป้าหมายที่เราตั้งเป้าไว้แล้ว เป้าหมายที่ 2 คือการเรียน ก็เขาอาจจะสามารถไปเรียนที่โรงเรียนปกติได้ ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน" ซะยาเซ กล่าว ซะยามะ “เนเนโมหาน” ครูสอนร้องเพลง ให้ความเห็นทำนองเดียวกันว่า การสอนเด็กให้พึ่งพาตัวเองได้เป็นเรื่องจำเป็น เพราะพ่อแม่ของเด็กพิการจะไม่ได้อยู่กับพวกเขาตลอดชีวิต ทางศูนย์การเรียนฯ พยายามสอนให้เด็กอยู่ได้ด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด และนอกจากการสอนที่ศูนย์การเรียนแล้ว เราก็มีการคุยกับผู้ปกครองด้วยว่า ควรมีวิธีคุยหรืออบรมดูแลเด็กพิการเหล่านี้อย่างไร เป็นพัฒนาการทั้งในบ้านและโรงเรียนควบคู่กันไป ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตเด็กจะสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง  “สุดท้ายเด็กเหล่านี้จะสามารถสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ด้วยเช่นกัน และก็เวลาครูกินข้าวเสร็จ พอเด็กมีพัฒนาการเขาก็จะแย่งกันชงกาแฟให้ครู และมีความฝันว่าอยากจะแบบเปิดร้านกาแฟ ทำให้เราเห็นว่าเด็กเขามีพัฒนาการ อนาคตถ้ามันได้รับการพัฒนาเรื่อยๆ เด็กเขาก็จะมีอนาคตเป็นของตัวเองได้ ถึงแม้จะเป็นเด็กพิเศษ แต่เขาสามารถหาเงิน รายได้ให้ตัวเองได้” ซะยามะ เนเนโมหาน กล่าว   นอกจากทักษะการดูแลตัวเอง ซึ่งศูนย์การเรียน "สตาร์ ฟลาวเวอร์" จะมีการสอนให้เป็นประจำทุกวันพุธ ทางศูนย์ฯ ยังฝึกให้เด็กได้ตัดสินใจด้วยตัวเองด้วย ยกตัวอย่างจากการสังเกต เวลาที่เด็กต้องการเข้าห้องน้ำ อาจารย์มักจะถามนักเรียนก่อนเสมอว่า อยากเล่นอยู่ที่เดิม หรืออยากไปเข้าห้องน้ำ เด็กจะหยุดคิดสักครู่หนึ่ง และก็จะบอกความต้องการ บางกรณีเด็กบางคนจะทานเฉพาะข้าวขาว ไม่ทานกับข้าวอย่างอื่นเลย ทำให้มีข้อกังวลว่าเด็กอาจจะมีปัญหาทางด้านสุขภาพขาดโภชนาการ อาจารย์จะค่อยๆ ปรับให้เด็กทานอาหารที่หลากหลายขึ้น สมมติว่ามีอาหารมาให้ ถ้าเด็กไม่ยอมทาน อาจารย์จะเริ่มจากการเปลี่ยนสีของจานให้สดใส ถ้าเปลี่ยนสีของจานแล้วเด็กยังไม่ยอมทาน อาจารย์จะเอาอาหารที่เด็กชอบกลับมาให้ทาน และวันหลังค่อยลองปรับเมนูใหม่  ซะยามะ เนเนโมหาน เล่าว่า ที่ศูนย์การเรียนฯ จะไม่ได้ใช้ไม้ตี หรือทำโทษเด็ก แต่ใช้วิธีการสื่อสารย้ำบ่อยๆ หรืออาจจะเป็นการใช้เสียงที่หนักแน่นขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เขาคิด และเขาก็จะมีพัฒนาการในการจดจำเรื่องต่างๆ  "ครูเชื่อว่าเด็กตัดสินใจเองได้ และเราพยายามสอนให้เด็กตัดสินใจเอง" ครูสอนดนตรี กล่าว  ซะยามะพอ กล่าวด้วยความดีใจว่า ปี 2567-2568 มีเด็ก 2 คนที่ไปเรียนในศูนย์การเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติปกติ และก็ที่นี่เราปูพื้นฐานก็คือภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ และวิชาคณิตศาสตร์ และพอออกไปเรียนที่ศูนย์การเรียนฯ ปกติ เขาก็จะได้เรียนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม  อีกกรณีที่ซะยามะพอ ภูมิใจมากก็คือ ครูผู้ช่วยที่ศูนย์การเรียนสตาร์ฟลาวเวอร์ ปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นนักเรียนของศูนย์ฯ มาก่อน โดยเธอสามารถทำงานและเรียนรู้หน้าที่ได้เหมือนครูเลย แต่จริงๆ เด็กคนดังกล่าวเขาอยากทำงานรับจ้างซ่อมรถยนต์ และจักรยาน แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดทางด้านเอกสาร และการสื่อสารที่ไม่สามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้ ทำให้เป็นเรื่องยากที่เขาจะหางานทำ เด็กพิการก็คือ 'มนุษย์คนหนึ่ง' เมื่อสอบถามกับอาจารย์พอ ว่าเคยเจอความเห็นทำนองว่า ทำไมถึงต้องดูแลหรือให้การศึกษาหรือดูแลเด็กพิการ อาจารย์พอ เผยว่า "อันนี้พูดได้เต็มปากคือเป็นมนุษย์ จะเป็นเด็กที่สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ เขาควรได้รับสิทธิอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับ ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ ก็ควรได้อยู่เหมือนมนุษย์คนหนึ่ง จะต้องได้เรียนรู้และก็ได้กินอาหารที่ดี การเติบโต มีสิทธิที่เขาควรได้รับ ถ้าพูดถึงก็คือเราต้องดูแล ทำไมเด็กเหล่านี้สำคัญ ทำไมเราต้องให้โอกาสก็คือ เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง"  ส่วนเหตุผลที่ใช้ชื่อว่า สตาร์ ฟลาวเวอร์ หรือหากแปลเป็นภาษาไทย ก็คือ “ดอกไม้แห่งดวงดาว” ? ซะยามะพอ เล่าให้ฟังว่า เดิมชื่อนี้มาจากครูใหญ่คนแรก เธอชื่อว่า "ยูซะนะเตง" โดยพวกเขาเปรียบเด็กพิการทุกคนว่าเป็นดอกไม้ (Flower) ที่สวยงาม และดวงดาว เปรียบเสมือนข้อความที่ว่า เด็กๆ ทุกคนสามารถเปล่งประกายได้เหมือนดวงดาว นั่นเอง * รายงานพิเศษ * การศึกษา * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * พม่า * แม่สอด * ตาก * Star Flower Centre * เด็กพิการ * แรงงานข้ามชาติ
dlvr.it
January 10, 2026 at 12:15 PM
ไต้หวันประกาศขยายสวัสดิการการรักษาเชื้อเอชไอวีให้ครอบคลุมชาวต่างชาติ
ไต้หวันประกาศขยายสวัสดิการการรักษาเชื้อเอชไอวีให้ครอบคลุมชาวต่างชาติ auser15 Sat, 2026-01-10 - 11:01 ไต้หวันประกาศแผนการขยายสิทธิเข้าถึงการรักษาเอชไอวีให้กับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวร จากสถิติของไต้หวันพบว่ามีชาวต่างชาติ 615 รายที่มีเชื้อเอชไอวี โดยในจำนวนนี้มี 343 รายที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของระบบประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว โดยที่ไต้หวันประเมินว่ามีกรณีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ประมาณ 850 รายในปี 2025 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003 และลดลงจากปี 2024 ราว 11-12% ส่วนหนึ่งเนื่องจากโครงการยาป้องกันการติดเชื้อที่เรียกว่ายา PrEP แฟ้มภาพประชาไท ศูนย์ควบคุมโรคไต้หวัน (CDC) มีแผนการขยายสิทธิการเข้าถึงการรักษาเอชไอวีแก่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไต้หวันในปี 2026 นี้ โดยที่ หลัวยี่จุน ผู้อำนวยการใหญ่ของ CDC ไต้หวันได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2025 มีเนื้อหาว่า ทางการไต้หวันกำลังมีการแก้ไขข้อกำหนดเรื่องการช่วยเหลือทางการเงินและจะมีการขยายสวัสดิการการรักษาให้กับชาวต่างชาติผู้มีที่อยู่ในไต้หวัน โดยเน้นชาวต่างชาติที่เป็นผู้มีที่อยู่ถาวร กับ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี อย่างไรก็ตามทางการไต้หวันยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดไปมากกว่านี้และระบุว่า "ยังไม่ได้ประเมินตัวเลขที่แน่ชัด" ว่าการขยายสิทธินี้จะส่งผลถึงผู้คนมากน้อยแค่ไหน โครงการของไต้หวันที่มีอยู่ในตอนนี้ คือการช่วยเหลือค่ายาให้กับคนไข้เอชไอวีที่รับยาสองปีแรก หลังจากหักในส่วนที่ออกให้โดยระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของไต้หวันแล้ว จากการสำรวจเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2025 มีการประเมินว่าในปี 2025 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นชาวไต้หวันรวม 36,494 ราย และเป็นชาวต่างชาติที่อยู่ในไต้หวันรวม 615 ราย ในกลุ่มชาวต่างชาติจำนวนนี้มีออยู่ 343 รายที่ได้รับสวัสดิการจากระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของไต้หวันแล้ว ส่วนคนอื่นๆ ยังรับยามาไม่ถึงสองปีจึงยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากระบบประกันสุขภาพ ขณะที่บางคนก็ได้รับการช่วยเหลือทางการเงินในรูปแบบอื่นๆ ในปัจจุบัน คนไข้เอชไอวีในไต้หวันจะได้รับการบำบัดด้วยยาต้านไวรัสแบบออกฤทธิ์สูงที่เรียกว่า "ค็อกเทล เทอราพี" คือการนำยาต้านไวรัสอย่างน้อย 2-3 ชนิดมาผสมกัน ทำให้ค่าใช้จ่ายยาต้านไว้รัสในแต่ละเดือนนั้นมักจะอยู่ในระดับสูงสุดที่ 13,200 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 13,200 บาท) หลัวกล่าวอีกว่าจะมีการเพิ่มโควตาสำหรับโครงการยาป้องกันเชื้อเอชไอวี หรือยา PrEP จาก 8,000 รายในปี 2025 เป็น 9,500 รายในปี 2026 โดยที่โครงการนี้เป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี จะมีการเปิดรับทั้งชาวไต้หวันและชาวต่างชาติที่มีคู่ครองเป็นชาวไต้หวัน ผู้ที่จะได้รับโควต้านี้จะต้องผ่านเกณฑ์การวินิจฉัยและการตรวจจากแพทย์ก่อน หลัวเปิดเผยว่าโครงการ PrEP มีส่วนในการทำให้ไต้หวันมีกรณีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง โดยในปี 2025 ที่ผ่านมามีการประเมินว่าไต้หวันมีผู้ติดเชื่อรายใหม่ราว 850 ราย ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003 และลดลงจากปี 2024 ราว 11-12% เรียบเรียงจาก Taiwan to expand publicly funded HIV treatment to foreign residents, Taipei Times, 29-12-2025 Taiwan to expand publicly funded HIV treatment for foreign residents, Focus Taiwan, 29-12-2025   * ข่าว * ต่างประเทศ * ไต้หวัน * เอชไอวี * เอดส์
dlvr.it
January 10, 2026 at 4:05 AM
Rocket Media Lab: ความเห็นเด็กไทยต่อการเมืองและการเลือกตั้ง
Rocket Media Lab: ความเห็นเด็กไทยต่อการเมืองและการเลือกตั้ง auser15 Sat, 2026-01-10 - 10:01 Rocket Media Lab ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) จึงได้จัดทำแบบสอบถามสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งของกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) และ ปวช. ขึ้นไป พบความน่าสนใจหลากหลายประการ เช่น เยาวชนไทยติดตามข่าวการเมืองจากแพลฟตอร์ม TikTok มากที่สุด เยาวชนไทยไม่เชื่อมั่นในองค์กรอิสระอย่าง กกต. มากที่สุด และยังไม่มีพรรคการเมืองไหนที่เยาวชนไทยชอบเป็นพิเศษ ไปจนถึงประเด็นอย่างเยาวชนไทยส่วนใหญ่ "ไม่เห็นด้วย" ให้ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหลือ 16 ปี ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งตรงกับเสาร์ที่ 2 ของทุกปี ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) และเครือข่ายเยาวชน Feel Good เพื่อสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งของกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) และ ปวช. ระหว่าง 4-27 ธ.ค. 2568 ผลการสำรวจมีดังนี้ จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 515 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 306 คน หรือคิดเป็น 59.42% เพศชาย 158 คน หรือคิดเป็น 30.68% ตามด้วย LGBTQ+ 34 คน หรือคิดเป็น 6.60% และไม่ต้องการระบุ 17 คน คิดเป็น 3.30% โดยผู้ตอบมีอายุระหว่าง 15-20 ปี จาก 49 จังหวัดทั่วประเทศ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 364 คน คิดเป็น 70.68% ตามมาด้วยภาคกลาง จำนวน 77 คน คิดเป็น 14.95% ภาคเหนือ จำนวน 42 คน คิดเป็น 8.16% ภาคใต้ จำนวน 21 คน คิดเป็น 4.08% ภาคตะวันออก จำนวน 9 คน คิดเป็น 1.75% และภาคตะวันตก จำนวน 2 คน คิดเป็น 0.39% เด็กไทยสนใจการเมืองมากแค่ไหน รู้ศัพท์การเลือกตั้งคำไหนบ้าง? เมื่อสอบถามระดับความอินกับการเมืองโดยให้คะแนนเต็ม 5 (สนใจติดตามสม่ำเสมอ) พบว่านักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง คือระดับ 3 จำนวน 191 คน คิดเป็น 37.09% รองลงมาคือระดับ 2 จำนวน 130 คน คิดเป็น 25.24% ตามด้วยระดับ 4 จำนวน 85 คน คิดเป็น 16.50% ระดับ 1 จำนวน 81 คน คิดเป็น 15.73% และระดับ 5 มีจำนวนน้อยที่สุดคือ 28 คน คิดเป็น 5.44% ในส่วนของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์ทางการเลือกตั้ง พบว่าคำที่นักเรียนเกินกว่าครึ่งรู้ความหมาย ได้แก่ * สมาชิกวุฒิสภา มีผู้รู้ความหมายมากที่สุด จำนวน 433 คน คิดเป็น 84.08% * สส. เขต จำนวน 414 คน คิดเป็น 80.39% * เผด็จการรัฐสภา จำนวน 398 คน คิดเป็น 77.28% * รัฐบาลเสียงข้างน้อย จำนวน 390 คน คิดเป็น 75.73% * ประชามติ จำนวน 305 คน คิดเป็น 59.22% * บ้านใหญ่ จำนวน 272 คน คิดเป็น 52.82% * รัฐบาลผสม จำนวน 268 คน คิดเป็น 52.04% อย่างไรก็ตาม มีคำศัพท์เทคนิคหรือคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ความหมาย คือ Gerrymandering ซึ่งเป็นการแบ่งเขตเลือกตั้งที่สร้างความได้เปรียบให้ผ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมีผู้ไม่รู้มากถึง 408 คน คิดเป็น 79.22% รองลงมาคือ ปาร์ตี้ลิสต์ มีผู้ไม่รู้จำนวน 323 คน คิดเป็น 62.72% และ แลนด์สไลด์ มีผู้ไม่รู้จำนวน 307 คน คิดเป็น 59.61% มองการเมืองมีผลต่อชีวิต และ TikTok คือช่องทางรับข่าวเบอร์ 1 เมื่อสอบถามว่า การเมืองระดับประเทศส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด โดยให้คะแนนเต็ม 5 (มากที่สุด) พบว่านักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง หรือระดับ 3 จำนวน 180 คน คิดเป็น 34.95% รองลงมาคือระดับ 4 จำนวน 121 คน คิดเป็น 23.50% และระดับ 5 จำนวน 104 คน คิดเป็น 20.19% ส่วนกลุ่มที่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบน้อยมีจำนวนไม่มาก คือระดับ 2 จำนวน 65 คน คิดเป็น 12.62% และระดับ 1 จำนวน 45 คน คิดเป็น 8.74% ช่องทางติดตามข่าวการเมืองมากที่สุด * TikTok (41.36%) * Facebook (17.86%) * โทรทัศน์ (13.98%) * X (Twitter) (10.68%) * ไม่ติดตาม (7.38%) * อื่นๆ (YouTube, Instagram, เว็บไซต์ข่าว ต่ำกว่า 3%) สำหรับช่องทางในการติดตามข่าวสารการเมือง พบว่าแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok ครองแชมป์อันดับหนึ่ง มีผู้ตอบสูงถึง 213 คน คิดเป็น 41.36% โดยเมื่อเจาะลึกช่วงอายุพบว่าเป็นช่องทางหลักของกลุ่มอายุ 16 ปีมากที่สุดถึงจำนวน 85 คน รองลงมาคือ Facebook จำนวน 92 คน คิดเป็น 17.86% ซึ่งผู้ตอบจำนวนมาก คือกลุ่มอายุ 18 ปี จำนวน 32 คน อันดับสามคือโทรทัศน์ จำนวน 72 คน คิดเป็น 13.98% และ X (Twitter) จำนวน 55 คน คิดเป็น 10.68% นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ไม่ติดตามข่าวการเมืองเลย จำนวน 38 คน คิดเป็น 7.38% ซึ่งกระจายตัวอยู่ในกลุ่มอายุ 15 และ 16 ปีเป็นส่วนใหญ่ ส่วนช่องทางอื่นๆ เช่น YouTube Instagram และเว็บไซต์ข่าว มีสัดส่วนน้อยกว่า 3% เช็กก่อนแชร์ไหม? * ตรวจสอบบ้าง (54.56%) * ตรวจสอบทุกครั้ง (34.76%) * ไม่เคยเลย (10.68%) ในประเด็นเรื่องการตรวจสอบข่าวปลอมก่อนส่งต่อ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะตรวจสอบบ้าง จำนวน 281 คน คิดเป็น 54.56% กลุ่มที่ตอบว่าไม่เคยตรวจสอบเลย มีจำนวน 55 คน คิดเป็น 10.68% เมื่อคิดสัดส่วนเป็นกลุ่มอายุ จะพบว่า กลุ่มที่ตรวจสอบทุกครั้ง มากที่สุดคือกลุ่มอายุ 19 ปี โดยคิดเป็น 66.67% ของผู้ตอบในช่วงอายุ 19 ปี ขณะที่กลุ่มอายุที่ตอบว่า ไม่เคยตรวจสอบเลย มากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 15 ปี คิดเป็น 15.12% ของกลุ่มอายุ 15 ปี เด็กไทยติดตามข่าวจากสื่อหลักมากกว่าตัวบุคคล ติดตามข่าวการเมืองจากใคร? * สื่อ/ข่าว (32.62%) * ไม่มี/ไม่ตอบ (31.84%) * อื่นๆ (9.51%) * บุคคล (7.96%) * ทั่วไป/ฟีด/แพลตฟอร์ม (7.38%) เมื่อถามถึงแหล่งข่าวที่นักเรียนเลือกติดตาม โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่าส่วนใหญ่ยังคงรับข่าวสารผ่านสื่อหลักหรือสำนักข่าวต่างๆ เช่น ไทยรัฐ ช่อง 3 The Standard หรือ Workpoint มากกว่าการติดตามจากตัวบุคคล โดยกลุ่มที่ติดตามจากสื่อและข่าวมีจำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62% รองลงมาคือกลุ่มที่ไม่ได้ระบุแหล่งข้อมูลหรือไม่ได้ติดตาม จำนวน 164 คน คิดเป็น 31.84% สำหรับกลุ่มที่ติดตามข่าวจากตัวบุคคล เช่น สรยุทธ สุทัศนะจินดา หรือนักการเมืองโดยตรง มีจำนวน 41 คน คิดเป็น 7.96% ในขณะที่การติดตามผ่านอินฟลูเอนเซอร์หรือเพจวิเคราะห์ข่าวอย่าง อีจัน หรือ Drama-addict มีจำนวน 33 คน คิดเป็น 6.41% และที่น่าสนใจคือการรับข่าวสารจากคนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ หรือครู มีสัดส่วนน้อยที่สุด เพียง 22 คน คิดเป็น 4.27% ติดตามนักการเมือง/พรรคการเมืองไหนในโซเชียล? * ไม่ติดตาม/ไม่มี/ไม่ทราบ (55.73%) * พรรคประชาชน/ส้ม/ก้าวไกล (25.83%) * อื่นๆ (5.05%) * อนุทิน/ภูมิใจไทย (4.08%) เมื่อถามถึงการติดตามนักการเมืองหรือพรรคการเมืองบนโซเชียลมีเดีย โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่านักเรียนเกินครึ่งระบุว่าไม่ได้ติดตามโซเชียลมีเดียของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ จำนวน 287 คน คิดเป็น 55.73% แต่ในกลุ่มที่ติดตามนั้น พบว่าพรรคประชาชน เช่น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, รังสิมันต์ โรม หรือ ไอซ์ รักชนก ได้รับความสนใจมากที่สุด จำนวน 133 คน คิดเป็น 25.83% รองลงมาคือกลุ่มอื่นๆ จำนวน 26 คน คิดเป็น 5.05% ตามด้วยอนุทิน ชาญวีรกูล หรือพรรคภูมิใจไทย จำนวน 21 คน คิดเป็น 4.08% และพรรคเพื่อไทย เช่น แพทองธาร หรือเศรษฐา จำนวน 10 คน คิดเป็น 1.94% ส่วนชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีผู้ติดตามเท่ากันที่จำนวน 3 คน คิดเป็น 0.58% รู้จัก สส. เขตตัวเองไหม? * ไม่ทราบ (50.87%) * ทราบทั้งชื่อและพรรค (20.39%) * ทราบพรรค (17.86%) * ทราบชื่อ (10.87%) เมื่อถามว่า รู้จัก สส. ในเขตของตนเองหรือไม่ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า สส. ในเขตคือใคร โดยมีผู้ที่ไม่ทราบเลยจำนวน 262 คน คิดเป็น 50.87% สำหรับกลุ่มที่ทราบข้อมูล มีเพียงจำนวน 105 คน คิดเป็น 20.39% ที่รู้ทั้งชื่อจริงและพรรคสังกัด ส่วนคนที่รู้เฉพาะพรรคแต่ไม่รู้ชื่อมีจำนวน 92 คน คิดเป็น 17.86% และคนที่รู้แต่ชื่อไม่รู้พรรคมีจำนวน 56 คน คิดเป็น 10.87% เด็กส่วนใหญ่อยากให้ รร. หนุนการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางการเมืองได้อย่างอิสระ ช่องทางในโรงเรียนที่ส่งผลต่อความรับรู้เรื่องการเมือง * วิชาเรียน/หลักสูตร (32.62%) * กิจกรรมนักเรียน/การเลือกตั้งในโรงเรียน (31.26%) * ครู (20.19%) * ไม่มี (15.92%) เมื่อสำรวจว่าสิ่งใดในโรงเรียนที่มีผลต่อความรับรู้เรื่องการเมืองระดับประเทศมากที่สุด พบว่าวิชาเรียนและหลักสูตร เช่น วิชาสังคมศึกษาหรือหน้าที่พลเมือง มาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62% ตามมาด้วยกิจกรรมนักเรียน เช่น สภานักเรียน หรือการเลือกตั้งประธานนักเรียน จำนวน 161 คน คิดเป็น 31.26% ส่วนครูและการพูดคุยนอกบทเรียนมีผลรองลงมา จำนวน 104 คน คิดเป็น 20.19% และมีผู้ที่มองว่าโรงเรียนไม่มีส่วนช่วยสร้างความรับรู้นี้เลย จำนวน 82 คน คิดเป็น 15.92% หากเปรียบเทียบผลลัพธ์ของแต่ละช่องทางว่าจะช่วยกระตุ้นความสนใจทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด พบว่า * กิจกรรมนักเรียนและการเลือกตั้งในโรงเรียน เป็นช่องทางที่กระตุ้นความสนใจได้ดีที่สุด โดยทำให้นักเรียนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น จำนวน 214 คน คิดเป็น 41.55% ส่วนคนที่รู้สึกเฉยๆ มีจำนวน 268 คน คิดเป็น 52.04% * วิชาเรียนและหลักสูตร ส่วนใหญ่ทำให้นักเรียนรู้สึกเฉยๆ หรือไม่มีความเห็น จำนวน 296 คน คิดเป็น 57.48% ส่วนคนที่รู้สึกสนใจมากขึ้นมีจำนวน 176 คน คิดเป็น 34.17% * ครู ส่วนใหญ่มักทำให้นักเรียนรู้สึกเฉยๆ เช่นกัน โดยมีจำนวนสูงถึง 311 คน คิดเป็น 60.39% ส่วนที่ทำให้รู้สึกสนใจมากขึ้นมีจำนวน 163 คน คิดเป็น 31.65% สำหรับบทบาทของโรงเรียนที่นักเรียนคาดหวัง ส่วนใหญ่อยากเห็นโรงเรียนสนับสนุนให้มีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางการเมืองได้อย่างอิสระ จำนวน 310 คน คิดเป็น 60.19% รองลงมาคือกลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ จำนวน 128 คน คิดเป็น 24.85% มีส่วนน้อยที่มองว่าควรจำกัดการสอนไว้เพียงแค่ในหลักสูตร จำนวน 54 คน คิดเป็น 10.49% และกลุ่มที่มองว่าไม่ควรอนุญาตให้มีกิจกรรมหรือการแสดงออกทางการเมืองในโรงเรียนเลย มีจำนวน 23 คน คิดเป็น 4.47% สำหรับเด็กไทย การเมืองคือ…? เมื่อตั้งคำถามปลายเปิดว่า การเมืองคืออะไร ในมุมมองของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง พบว่าคำตอบส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องของโครงสร้างและการทำงานของภาครัฐ โดยมองว่าคือการบริหาร การปกครอง หรือหน้าที่ของรัฐบาลและสภามากที่สุด จำนวน 210 คน คิดเป็น 40.78% รองลงมามองในมุมของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ คือการช่วงชิงผลประโยชน์และความขัดแย้ง จำนวน 124 คน คิดเป็น 24.08% นอกจากนี้ยังมีมุมมองอื่นๆ เช่น เรื่องของประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม หรือเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง แต่มีสัดส่วนไม่มากนัก บางส่วนเปรียบเปรยการเมืองว่าคือ “สงครามธุรกิจ” “ธุรกิจของคนใหญ่คนโต” หรือบางคนระบุว่าเป็นเรื่องของ “คนโง่แก่งแย่งประโยชน์กับคนโง่ที่มีอำนาจ จนทำให้ประชาชนลำบาก” และมองว่า “มีอำนาจจะมีทุกอย่าง การเมืองมีอยู่ทุกที่” และมีบางส่วนระบุว่า การเมืองเป็น “วิธีที่มนุษย์จัดการกันเองในสังคม เพื่อตัดสินใจว่า ใครจะได้อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร” หรือมองด้วยความหวัง โดยระบุว่าเป็น “พื้นที่แห่งการแสดงออก การเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรม” และเป็น “สิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีส่วนร่วมในการออกความเห็นอย่างเท่าเทียม” แต่ท้ายที่สุด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีกลุ่มที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า “วุ่นวายเล็กน้อย” หรือ “น่าเบื่อ เรียนก็ยุ่งพอแล้ว” ความพอใจต่อการเมืองไทยตอนนี้ * เฉยๆ (61.17%) * ไม่พอใจ (34.56%) * พอใจ (เพียง 4.27%) ในด้านความพึงพอใจต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกเฉยๆ จำนวน 315 คน คิดเป็น 61.17% ตามมาด้วยกลุ่มที่ไม่พอใจ จำนวน 178 คน คิดเป็น 34.56% ส่วนกลุ่มที่รู้สึกพอใจกับการเมืองตอนนี้มีเพียง 22 คน คิดเป็น 4.27% พื้นที่ถกเถียงเรื่องการเมือง * เถียงกับเพื่อน (29.71%) * ไม่เคยถกเถียง (28.87%) * เถียงกับครอบครัว (24.55%) สำหรับการถกเถียงหรือแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมือง พบว่าเพื่อน คือคู่สนทนาหลักที่นักเรียนเลือกถกเถียงด้วยมากที่สุด จำนวน 213 คน คิดเป็น 29.71% รองลงมาคือไม่เคยถกเถียงกับใครเลย มีจำนวนใกล้เคียงกับอันดับแรก คือ 207 คน คิดเป็น 28.87% ตามมาด้วยคนในครอบครัว เป็นกลุ่มที่นักเรียนถกเถียงด้วยรองลงมา จำนวน 176 คน คิดเป็น 24.55% เมื่อสำรวจไปถึงการพูดคุยเรื่องการเมืองในครอบครัว พบว่าเกินครึ่งระบุว่าที่บ้านเปิดใจและแลกเปลี่ยนกันได้ จำนวน 270 คน คิดเป็น 52.43% แต่ก็มีตัวเลขที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ไม่คุยเรื่องการเมืองกันเลยในครอบครัว ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 186 คน คิดเป็น 36.12% ส่วนครอบครัวที่มีบรรยากาศตึงเครียดแต่ยังคุยได้ มี 49 คน คิดเป็น 9.51% หรือคุยแล้วจบลงด้วยการทะเลาะกัน มีจำนวน 10 คน คิดเป็น 1.94% โดยเป็นสัดส่วนที่น้อย   เด็กไทยเป็นนักส่องมากกว่าเป็นนักโพสต์ แม้จะติดตามข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย แต่เมื่อถามถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง พบว่านักเรียนที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์เงียบๆ มากกว่า โดยมีผู้ที่ไม่เคยแสดงความเห็นเลย จำนวน 262 คน คิดเป็น 50.87% รองลงมาคือกลุ่มที่แสดงความเห็นบ้างแต่นานๆ ครั้ง จำนวน 175 คน คิดเป็น 33.98% ส่วนกลุ่มที่แสดงความเห็นบ่อยครั้ง เช่น สัปดาห์ละ 2-5 ครั้ง หรือทุกวัน มีจำนวนไม่มากนัก เมื่อถามว่าแสดงความเห็นทางการเมืองในแพลตฟอร์มใดมากที่สุด พบว่าเด็กไทยตอบไม่แสดงความเห็น กว่า 246 คน คิดเป็น 47.77% รองลงมาคือแสดงความเห็น โดยแพลตฟอร์มยอดนิยมยังคงเป็น TikTok จำนวน 127 คน คิดเป็น 24.66% ตามมาด้วย Facebook จำนวน 67 คน คิดเป็น 13.01% และ X (Twitter) จำนวน 52 คน คิดเป็น 10.10% และเมื่อถามถึงรูปแบบการแสดงความเห็นทางการเมือง ส่วนใหญ่ตอบว่าไม่แสดงความเห็น กว่า 317 คน คิดเป็น 53.46% ตามมาด้วยเน้นการแชร์หรือรีโพสต์เนื้อหาของผู้อื่น จำนวน 173 คน คิดเป็น 29.17% มากกว่าการเขียนคอมเมนต์หรือตอบโต้ที่มีจำนวน 85 คน คิดเป็น 14.33% และมีเพียงส่วนน้อยมากที่สร้างเนื้อหาหรือโพสต์ด้วยตนเอง จำนวน 18 คน คิดเป็น 3.04% เมื่อเจอคนเห็นต่างในโซเชียลทำอย่างไร? * ไม่ทำอะไรเลย (78.45%) * เข้าไปอธิบายด้วยเหตุผล (8.93%) * กดรีพอร์ต (2.91%) และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเห็นต่างทางการเมืองบนโลกออนไลน์ นักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะนิ่งเฉยหรือไม่ทำอะไรเลย ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 404 คน คิดเป็น 78.45% โดยคำตอบนี้เป็นคำตอบที่ทุกกลุ่มอายุเลือกมากที่สุด มีเพียงส่วนน้อยที่เลือกจะเข้าไปอธิบายด้วยเหตุผล จำนวน 46 คน คิดเป็น 8.93% หรือใช้วิธีการกดรีพอร์ต จำนวน 15 คน คิดเป็น 2.91% การมีส่วนร่วมและการชุมนุม เมื่อถามถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยให้เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่า รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักเรียนไทยยังคงเน้นรูปแบบออนไลน์ หรือ Clicktivism มากกว่าการลงถนน โดยกิจกรรมที่ทำมากที่สุดคือการกดไลก์ แชร์ หรือรีโพสต์เนื้อหาที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง จำนวน 331 คน คิดเป็น 53.82% รองลงมาคือการเข้าไปแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในโซเชียลมีเดีย จำนวน 101 คน คิดเป็น 16.42% ส่วนกลุ่มที่ระบุว่าไม่เคยมีส่วนร่วมหรือไม่สนใจ มีจำนวน 73 คน คิดเป็น 11.87% สำหรับการมีส่วนร่วมในรูปแบบอื่นๆ พบว่ามีการเข้าร่วมรณรงค์หรือลงชื่อสนับสนุนประเด็นต่างๆ จำนวน 54 คน คิดเป็น 8.78% การซื้อสินค้าเพื่อรณรงค์ จำนวน 24 คน คิดเป็น 3.90% ในขณะที่การมีส่วนร่วมในชีวิตจริงอย่างการเข้าร่วมชุมนุม มีเพียงจำนวน 16 คน คิดเป็น 2.60% ซึ่งเท่ากันกับกลุ่มที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยช่วยงานพรรค เมื่อสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการชุมนุมทางการเมือง โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่มีความคิดเห็นหรือไม่ตอบในประเด็นนี้ จำนวน 188 คน คิดเป็น 36.50% รองลงมาคือกลุ่มที่รู้สึกเป็นกลางหรือเฉยๆ จำนวน 100 คน คิดเป็น 19.42% ส่วนกลุ่มที่เห็นด้วยหรือมองในเชิงบวกมีจำนวน 87 คน คิดเป็น 16.89% และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยหรือมองในเชิงลบมีจำนวน 50 คน คิดเป็น 9.71% นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข คือมองว่าชุมนุมได้แต่ต้องทำอย่างสันติ จำนวน 18 คน คิดเป็น 3.50% และกลุ่มที่มองในเชิงวิเคราะห์สิทธิและประชาธิปไตย จำนวน 9 คน คิดเป็น 1.75% เสียงสะท้อนจากนักเรียนที่มีต่อเรื่องนี้มีความหลากหลายและน่าสนใจ โดยกลุ่มที่มองในเชิงบวกให้เหตุผลว่า “การชุมนุมคือบททดสอบว่าอำนาจเคารพประชาชนแค่ไหน ฟังแล้วแก้ = มองประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ปิดหูปิดตา = มองประชาชนเป็นภาระ” อีกทั้งยังมองว่า “เป็นช่องทางให้ประชาชนที่เสียงไม่ดัง ได้ถูกรับฟัง” บางคนตอบว่า “ถ้าประเทศดีอยู่แล้ว คงไม่มีใครอยากออกมาเดินตากแดดเรียกร้อง” ในขณะที่กลุ่มซึ่งเห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข มองว่า “ชุมนุมได้ เป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย ขอแค่ไม่รุนแรงและไม่ทำลายข้าวของ” และ “ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิการใช้ชีวิตของคนอื่น” ส่วนมุมมองของกลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ หรือไม่เห็นด้วย ส่วนหนึ่งสะท้อนความจริงของชีวิตนักเรียนว่า “ลำพังเรียนก็ยุ่งพอแล้ว ไม่อยากมีเรื่องปวดหัวเพิ่ม” หรือมองว่าทำไปก็ “ไร้สาระ ทำไปก็ไม่ได้อะไร เพราะผู้ใหญ่บางคนก็ไม่ฟังอยู่ดี” รวมถึงเหตุผลที่ได้ยินมาเสมออย่าง “ทำให้รถติด กลับบ้านช้า” ส่วนกลุ่มที่ตอบว่าเฉยๆ ส่วนหนึ่งมองเรื่องนี้ด้วยความชินชาว่า “เฉยๆ ชินแล้ว เห็นจนเป็นเรื่องปกติของประเทศไทย” เด็กไทยไม่เชื่อมั่นในองค์กรอิสระอย่าง กกต. มากที่สุด เมื่อสำรวจความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กรอิสระ พบว่าเด็กไทยให้ความไว้วางใจในสถาบันตุลาการหรือศาล มากกว่าองค์กรที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ โดยสามารถแบ่งกลุ่มตามระดับความเชื่อมั่นได้ดังนี้ กลุ่มที่ได้รับความเชื่อมั่นเกินครึ่ง องค์กรที่นักเรียนให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ * ศาลปกครอง มีผู้ให้ความเชื่อมั่นสูงสุด จำนวน 320 คน คิดเป็น 62.14% ในขณะที่มีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 126 คน คิดเป็น 24.47% * ศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับความเชื่อมั่นรองลงมา จำนวน 295 คน คิดเป็น 57.28% และมีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 151 คน คิดเป็น 29.32% * คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 270 คน คิดเป็น 52.43% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 143 คน คิดเป็น 27.77% กลุ่มที่มีสัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นสูงกว่าผู้เชื่อมั่น ได้แก่ * คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นองค์กรที่นักเรียนไม่เชื่อมั่นมากที่สุด จำนวน 252 คน คิดเป็น 48.93% ซึ่งสูงกว่าผู้ที่เชื่อมั่นที่มีเพียงจำนวน 155 คน คิดเป็น 30.10% * สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. มีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 239 คน คิดเป็น 46.41% สูงกว่าผู้ที่เชื่อมั่นที่มีจำนวน 182 คน คิดเป็น 35.34% * สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ สำนักงาน ปปง. มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ฝ่ายไม่เชื่อมั่นมีจำนวนมากกว่าเล็กน้อย คือจำนวน 208 คน คิดเป็น 40.39% ส่วนผู้ที่เชื่อมั่นมีจำนวน 201 คน คิดเป็น 39.03% กลุ่มที่มีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับปานกลาง เป็นกลุ่มที่คะแนนความเชื่อมั่นนำหน้าความไม่เชื่อมั่น แต่ยังไม่ถึงระดับเกินครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม * ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 256 คน คิดเป็น 49.71% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62% * คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 239 คน คิดเป็น 46.41% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 188 คน คิดเป็น 36.50% เตรียมพร้อมเลือกตั้ง 69 แต่เรื่องเซอร์ไพรส์คือเด็กไทยส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” ให้ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหลือ 16 ปี เมื่อสอบถามว่า ได้ยินข่าวหรือไม่ว่า ปี 2569 อาจจะมีการเลือกตั้งทั่วไป (แบบสอบถามนี้ปล่อยวันที่ 4 ธ.ค. 68 ก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 68) พบว่านักเรียนที่ตอบแบบสอบถามเกินครึ่งทราบเรื่องนี้แล้ว จำนวน 272 คน คิดเป็น 52.82% ส่วนกลุ่มที่ไม่ทราบข่าวมีจำนวน 243 คน คิดเป็น 47.18% และเมื่อถามว่า หากมีสิทธิเลือกตั้ง ปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองคืออะไร โดยให้เลือกตอบเพียง 1 ข้อ มีคำตอบว่า ดูจากนโยบายที่ชอบ มากที่สุด จำนวน 223 คน คิดเป็น 43.30% รองลงมาคือดูจากผลงานในอดีต จำนวน 111 คน คิดเป็น 21.55% และเลือกจากพรรคที่ชอบ จำนวน 78 คน คิดเป็น 15.15% เช่นเดียวกับการเลือก สส. ที่นโยบายยังคงเป็นปัจจัยหลัก จำนวน 200 คน คิดเป็น 38.83% ตามด้วยผลงานในอดีต จำนวน 140 คน คิดเป็น 27.18% เมื่อถามว่า จะชวนให้คนรอบตัวเลือกพรรค/นักการเมืองเหมือนกับตนเองแค่ไหน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ชักชวนให้คนอื่นเลือกเหมือนตนเอง จำนวน 229 คน คิดเป็น 44.47% รองลงมาคือกลุ่มที่อาจจะชวนบ้างถ้ามีคนถามหรือเปิดประเด็นขึ้นมา จำนวน 226 คน คิดเป็น 43.88% และมีเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่จะพยายามชักชวนให้ได้มากที่สุด จำนวน 60 คน คิดเป็น 11.65% สำหรับประเด็นเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง หากมีคนมาแจกเงิน นักเรียนส่วนใหญ่ยืนยันว่าจะไม่รับเงินและไม่เลือกผู้สมัครรายนั้น จำนวน 218 คน คิดเป็น 42.33% รองลงมาคือกลุ่มที่จะรับเงินไว้แต่ไม่เลือก จำนวน 184 คน คิดเป็น 35.73% ส่วนกลุ่มที่จะแจ้ง กกต. มีจำนวน 86 คน คิดเป็น 16.70% และกลุ่มที่ยอมรับเงินและจะเลือกให้ด้วย มีจำนวน 27 คน คิดเป็น 5.24% เห็นด้วยหรือไม่ ถ้าปรับอายุเลือกตั้งเป็น 16 ปี? * ไม่เห็นด้วย (56.50%) * เห็นด้วย (43.50%) ประเด็นที่น่าสนใจ คือความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 18 ปี เป็น 16 ปี ซึ่งพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวน 291 คน คิดเป็น 56.50% ในขณะที่ผู้ที่เห็นด้วยมีจำนวน 224 คน คิดเป็น 43.50% เมื่อดูช่วงอายุ กลุ่มอายุ 15 ปี ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับสิทธิโดยตรงหากมีการปรับกฎหมาย กลับเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยสูงที่สุด คือประมาณ 64% รองลงมาคืออายุ 16 ปีที่ไม่เห็นด้วย 60% นอกจากนี้ในกลุ่มที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายปัจจุบันแล้ว พบแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจ โดยในกลุ่มอายุ 18 ปี เสียงส่วนใหญ่ยังคงไม่เห็นด้วยจำนวน 58 คน ต่อเห็นด้วย 44 คน แต่เมื่อขยับขึ้นไปที่กลุ่มอายุ 19 ปีและ 20 ปี กลับพบจุดเปลี่ยนสำคัญคือเสียงส่วนใหญ่พลิกกลับมาเป็นเห็นด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 20 ปี ที่มีผู้เห็นด้วยสูงถึง 15 คน ในขณะที่ผู้ไม่เห็นด้วยมีเพียง 6 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนเกิน 70% ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่ายิ่งอายุมากขึ้น ความเชื่อมั่นว่าเด็กอายุ 16 ปีควรมีสิทธิเลือกตั้งกลับมีแนวโน้มสูงขึ้น ปัญหาเร่งด่วน: ปัญหาชายแดนมาแรงแซงเศรษฐกิจ Top 5 ปัญหาที่อยากให้แก้ด่วนที่สุด * ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา (14.56%) * เศรษฐกิจ (13.66%) * คุณภาพการศึกษา (12.88%) * ยาเสพติด (12.75%) * คอร์รัปชัน (11.33%) เมื่อถามถึงปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่อยากให้นักการเมืองแก้ไขที่สุด 3 อันดับแรก มีประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก คือปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ที่พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 1 จำนวน 225 คน คิดเป็น 14.56% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากกระแสข่าวในช่วงที่มีการสำรวจ รองลงมาคือปัญหาเศรษฐกิจ จำนวน 211 คน คิดเป็น 13.66% ตามด้วยคุณภาพการศึกษา จำนวน 199 คน คิดเป็น 12.88% ปัญหายาเสพติด จำนวน 197 คน คิดเป็น 12.75% และปัญหาคอร์รัปชัน จำนวน 175 คน คิดเป็น 11.33% ในส่วนของความนิยมต่อพรรคการเมือง พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีพรรคที่ชอบเป็นพิเศษ จำนวน 378 คน คิดเป็น 73.40% ส่วนกลุ่มที่มีพรรคในใจแล้วมีจำนวน 137 คน คิดเป็น 26.60% สำหรับพรรคการเมืองในฝัน ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด เมื่อนำมาจัดหมวดพบว่า นักเรียนให้ความสำคัญกับเรื่องการทำได้จริงตามนโยบายมากที่สุด จำนวน 97 คน คิดเป็น 18.83% รองลงมาคือการมีคุณธรรม โปร่งใส และไม่โกง จำนวน 82 คน คิดเป็น 15.92% ซึ่งเท่ากันกับพรรคที่เข้าใจและรับฟังประชาชน อาทิ “หาเสียงเป็นยังไง ได้เป็นก็ต้องเป็นอย่างงั้น” “พูดจริงทำจริง ไม่ขายฝัน” “ไม่เทา ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้” และ “ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว” ส่วนนายกรัฐมนตรีในฝัน ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด เมื่อนำมาจัดหมวดพบว่า คุณสมบัติที่มาเป็นอันดับหนึ่งคือการรับฟังและเข้าใจประชาชน จำนวน 198 คน คิดเป็น 38.45% รองลงมาคือการมีคุณธรรม โปร่งใส และไม่โกง จำนวน 103 คน คิดเป็น 20.00% ตามด้วยการมีภาวะผู้นำ เด็ดขาด และรอบคอบ จำนวน 99 คน คิดเป็น 19.22% นักเรียนอยากได้นายกฯ ที่ “ฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตอนหาเสียง” “ประชาชนเดือดร้อน ต้องมาให้ไว” และต้องมีความเป็นผู้นำ “กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ” พร้อมทั้งย้ำเรื่องความซื่อสัตย์ว่า “ไม่โกงกินบ้านเมือง” และ “เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง” นอกจากคุณสมบัติต่างๆ แล้ว ยังมีนักเรียนบางส่วน (3.50%) ที่ระบุชื่อบุคคลที่เป็นนายกฯ ในฝันมาโดยตรง ซึ่งสะท้อนความชื่นชอบในตัวบุคคลที่หลากหลาย เช่น “แบบพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หรือ “เท้ง” (ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) “ปิยบุตร แสงกนกุล” “แบบลุงตู่” หรือ “เเบบนายประยุทธ” “แบบโดนอล ทรัมป์” เก้าอี้รัฐมนตรีในฝัน Top 5 กระทรวงยอดฮิต * กระทรวงศึกษาธิการ (16.50%) * กระทรวงยุติธรรม (12.82%) * กระทรวงการต่างประเทศ (9.13%) * กระทรวง พม. (8.35%) * กระทรวงสาธารณสุข (8.35%) เมื่อสมมติสถานการณ์ว่าหากมีโอกาสได้เข้าไปบริหารประเทศ กระทรวงที่นักเรียนอยากเข้าไปทำงานมากที่สุดคือกระทรวงใด นักเรียนที่ตอบแบบสอบถามเลือกกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องใกล้ตัวที่สุด โดยมีจำนวน 85 คน คิดเป็น 16.50% รองลงมาคือกระทรวงยุติธรรม จำนวน 66 คน คิดเป็น 12.82% ตามด้วยกระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 47 คน คิดเป็น 9.13% ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข มีผู้เลือกเท่ากันที่จำนวน 43 คน คิดเป็น 8.35% สำหรับกระทรวงที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม 5 อันดับรั้งท้าย ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม (0.78%) กระทรวงพลังงาน (1.55%) กระทรวงคมนาคม (1.94%) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (1.94%) และกระทรวงพาณิชย์ (2.14%) สำหรับมุมมองที่มีต่ออนาคตของประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง นักเรียนส่วนใหญ่ยังคงมีความหวัง โดยเชื่อว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น จำนวน 287 คน คิดเป็น 55.73% ในขณะที่กลุ่มที่มองว่าทุกอย่างจะยังคงเหมือนเดิมและไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีจำนวน 189 คน คิดเป็น 36.70% ส่วนกลุ่มที่มองโลกในแง่ร้ายว่าสถานการณ์จะแย่ลง มีจำนวน 39 คน คิดเป็น 7.57% ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q1-2026  * รายงานพิเศษ * การเมือง * Rocket Media Lab * เด็กและเยาวชน * การเลือกตั้ง
dlvr.it
January 10, 2026 at 3:15 AM
สตรีมมิ่ง FIFA+ เติมเชื้อให้พนันผิดกฎหมายทั่วโลก
สตรีมมิ่ง FIFA+ เติมเชื้อให้พนันผิดกฎหมายทั่วโลก auser15 Sat, 2026-01-10 - 09:28 รายงานการสืบสวนเชิงลึกของ Play the Game แสดงให้เห็นว่าเหล่าธุรกิจพนันผิดกฎหมายต่างพากันใช้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของ FIFA เอง เพื่อนำมาใช้เสนอการพนันระหว่างแข่งขันในแมตช์ระดับล่างจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งสหพันธ์ฟุตบอลขนาดเล็กจำนวนมากไม่เคยรับรู้เลยว่าข้อมูลการแข่งขันของพวกเขากำลังถูกใช้ประโยชน์ในลักษณะนี้ ในขณะเดียวกัน FIFA+ ก็กำลังเตรียมการแปลงโฉมแพลตฟอร์มใหม่อีกครั้ง เพื่อเป้าหมายเป็น "บ้านของฟุตบอล" โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากซาอุดีอาระเบีย * รายงานการสืบสวนเชิงลึกของ Play the Game พบว่าการสตรีมเกมฟุตบอลระดับล่างหลายร้อยนัดบน FIFA+ ถูกนำไปเปิดพนันระหว่างแข่งขันโดยผู้ประกอบการออฟชอร์ผิดกฎหมายทั่วโลก เพิ่มความเสี่ยงต่อการล็อกผลการแข่งขัน โดยที่สมาคมฟุตบอลเจ้าของเกมส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว * การพนันระหว่างแข่งขันต้องอาศัยข้อมูลสดจากสเกาต์ในสนาม ซึ่งจัดหาโดยบริษัทข้อมูลกีฬาอย่าง Sportradar, Genius Sports และ Stats Perform ส่งผลให้เกิดบทบาททับซ้อนระหว่าง “การปกป้องความซื่อสัตย์ของกีฬา” กับ “การขายข้อมูลให้ธุรกิจพนัน” * การผลักดัน FIFA+ สู่การเป็น “บ้านของฟุตบอล” ภายใต้การหนุนหลังจากทุนซาอุฯ และ DAZN กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางคำถามด้านความโปร่งใส ความปลอดภัยของสตรีม และการที่ FIFA ปฏิเสธตอบประเด็นผลกระทบต่อการพนันผิดกฎหมายและการล็อกผลการแข่งขัน ภาพหน้าจอจาก FIFA+ แสดงให้เห็นว่า เกมสโมสรนัดหนึ่งล่าสุดจากประเทศลาวมีการแสดงโฆษณาของบริษัทข้อมูลชื่อ Genius Sports รวมอยู่ด้วย | ภาพจาก: Play the Game การสืบสวนจาก Play the Game เปิดเผยให้เห็นว่า บริษัทพนันผิดกฎหมายเหล่านี้ได้ใช้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งภายในของ FIFA มาเป็นเครื่องมือในการเสนอการพนันที่มีความเสี่ยงสูงในแมตช์ระดับล่างจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็นช่องทางที่ง่ายดายสำหรับผู้ที่ต้องการล็อกผลการแข่งขันเพื่อสร้างกำไร โดยปกติแล้ว FIFA+ จะนำเสนอการถ่ายทอดสดเกมฟุตบอลหลายพันแมตช์จากทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเกมระดับล่างที่ผู้จัดการแข่งขันไม่สามารถหาผู้ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในเชิงพาณิชย์ได้ จึงเลือกที่จะอนุญาตให้ทาง FIFA นำไปสตรีมบนแพลตฟอร์มแทน จากการสืบสวนของ Play the Game พบว่ามีการเปิดให้พนันระหว่างแข่งขันบนเว็บไซต์ของผู้ประกอบการพนันผิดกฎหมายในเกมระดับล่างจำนวนมากที่ปรากฏบน FIFA+ ตั้งแต่เกมในแถบแอนติกาแอนด์บาร์บูดา อารูบา กูราเซา และโดมินิกา ไปจนถึงในแถบไลบีเรีย มาลาวี มอริเตเนีย และเซเชลส์ ซึ่งเกมเหล่านี้มักเป็นเพียงระดับสมัครเล่นหรืออย่างมากก็แค่กึ่งอาชีพเท่านั้น ทำให้สหพันธ์และลีกต่าง ๆ มักไม่มีกลไกที่เข้มแข็งพอในการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดพนัน รวมถึงขาดทรัพยากรในการดำเนินการสืบสวนและลงโทษทางวินัยอย่างเหมาะสมต่อผู้ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการล็อกผลการแข่งขัน ธุรกิจพนันผิดกฎหมายเปิดรับเดิมพันหลายร้อยนัด ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคมและต้นเดือนพฤศจิกายน 2025 ทาง Play the Game ได้ใช้ระบบ VPN เพื่อตรวจสอบว่าเกมระดับล่างที่สตรีมบน FIFA+ มีการเปิดรับเดิมพันระหว่างแข่งขันหรือไม่ และผลการตรวจสอบพบว่ามีมากกว่า 100 นัด เกมส่วนใหญ่ถูกนำเสนอโดยบริษัทพนันที่ถูกจัดว่าผิดกฎหมายตามมาตรา 3 ของอนุสัญญามาโคลิน ของสภายุโรป (Council of Europe’s Macolin Convention) เนื่องจากมีการเสนอการพนันในเขตอำนาจที่พวกเขาไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้อง การพนันระหว่างแข่งขันนั้นครอบคลุมเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเกม ตั้งแต่จำนวนประตูที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเฉพาะ ไปจนถึงการคาดเดาใบเหลืองหรือใบแดง ซึ่งการพนันประเภทนี้สามารถจัดการหรือล็อกผลได้ง่ายกว่าการพนันผลแพ้ชนะทั้งหมด เมื่อผู้ประกอบการผิดกฎหมายเหล่านี้เสนอการพนันในรูปแบบนี้ พวกเขาจึงสร้างความเสี่ยงอย่างมหาศาลต่อความโปร่งใสของวงการกีฬา เบน แพตเตอร์สัน (Ben Patterson) ผู้เชี่ยวชาญด้าน iGaming ข้อมูลกีฬา และความโปร่งใสในการพนันกีฬา ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งระดับสูงด้านความโปร่งใสที่ SportRadar, Genius และ IMG มานานกว่า 15 ปี ได้ให้ความเห็นว่า "ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าการรวมเนื้อหาเหล่านี้เข้าด้วยกัน ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการจัดการผลการแข่งขันให้สูงขึ้นอย่างมาก" ในสถานที่ที่มีการเสนอพนันระหว่างแข่งขันในเกมระดับล่างควบคู่ไปกับการสตรีมสด มักจะเกิดข้อสงสัยตามมาเสมอ โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้มีความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผิดปกติระหว่างเกมบนเกาะแห่งหนึ่งในแถบแคริบเบียน ซึ่งการแข่งขันของสโมสรที่นั่นถูกสตรีมเป็นประจำทั้งบน FIFA+ และ Facebook อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของสมาคมฟุตบอลแห่งหนึ่ง ได้บอกกับ Play the Game ว่า "ผมมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอด โดยเฉพาะเรื่องการตัดสินของกรรมการและผลการแข่งบางอย่างในเกมท้องถิ่นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งหากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ผมก็หวังว่าทุกอย่างจะถูกเปิดโปงออกมา และเราอาจจำเป็นต้องตรวจสอบโค้ชรวมถึงเจ้าหน้าที่แมตช์บางคนเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจน" FIFA+ แปลงโฉมใหม่ด้วยการหนุนหลังจากซาอุดีอาระเบีย FIFA+ ถือเป็นตัวเลือกที่ดูน่าดึงดูดสำหรับสมาคมฟุตบอลแห่งชาติขนาดเล็กที่ต้องการดึงดูดความสนใจให้กับการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศของตนมากขึ้น และในขณะนี้ตัวแพลตฟอร์มเองก็กำลังจะได้รับแรงผลักดันในเชิงพาณิชย์ครั้งใหญ่ โดยปกติ FIFA จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งต้นทุนและความรับผิดชอบในการสตรีมเกมบน FIFA+ และสหพันธ์ฟุตบอลมักจะได้รับสัญญาส่วนแบ่งรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม สหพันธ์ฟุตบอลขนาดเล็กที่ทาง Play the Game ได้พูดคุยด้วยนั้นระบุว่าพวกเขายังไม่ได้รับเงินใด ๆ เลย แต่ถึงอย่างนั้น FIFA+ ก็กำลังจะมีการแปลงโฉมใหม่ภายหลังข้อตกลงที่จะเป็นการเพิ่มอิทธิพลของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2034 FIFA+ มีแผนที่จะเปลี่ยนโฉมเป็น "บ้านของฟุตบอล" ภายใต้ข้อตกลงระหว่างองค์กรลูกหนังโลกและแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง DAZN ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ทาง DAZN ได้ขายหุ้นจำนวน 10% ให้กับ Surj Sports Investment ซึ่งเป็นหน่วยลงทุนด้านกีฬาของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย (Public Investment Fund - PIF) ในราคาที่มีการรายงานว่าสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ ธุรกิจพนันต้องการเก็บข้อมูลสด ตัวอย่างแอปพลิเคชันสำหรับนักเก็บข้อมูลให้ธุรกิจพนัน | ที่มาภาพ: Jack Kerr/Play the Game การเปิดให้เล่นพนันในเกมที่มีการถ่ายทอดสดถือเป็นความเสี่ยงสำหรับธุรกิจพนัน เนื่องจากสตรีมเหล่านี้มักจะมีความล่าช้ากว่าเหตุการณ์จริงในสนามประมาณ 10 วินาที หรือในหลายครั้งอาจนานกว่านั้นมาก ซึ่งความล่าช้านี้หมายความว่าใครก็ตามที่อยู่ในสนามจริงจะสามารถโกงบริษัทพนันได้ด้วยการวางเดิมพันก่อนที่ราคาในตลาดจะอัปเดตตามเหตุการณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ บริษัทพนันจึงต้องซื้อข้อมูลที่อัปเดตที่สุดจากบริษัทข้อมูลเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะส่ง "สเกาต์" (Scout) ลงไปในพื้นที่แข่งขันจริงเพื่อเก็บข้อมูลสดจากขอบสนาม การพนันระหว่างแข่งขันในเกมระดับล่างที่ตรวจพบในการสืบสวนของ Play the Game จึงเกิดขึ้นได้โดยอาศัยข้อมูลสนับสนุนจากบริษัทข้อมูลเหล่านี้ หากไม่มีสเกาต์เก็บข้อมูลอยู่ที่เกมจริง แมตช์เหล่านี้จะไม่มีทางปรากฏในตลาดพนันได้เลย เพราะบริษัทพนันจะไม่ยอมเสี่ยงเปิดให้เล่นพนันในเกมที่มีความล่าช้าอย่างมากระหว่างเหตุการณ์ในสนามจริงกับการถ่ายทอดสด แพตเตอร์สันเสริมว่า "ในกรณีที่ไม่มีเหล่านักเก็บข้อมูลสดเหล่านี้ การเสนอพนันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ๆ ดังนั้นกิจกรรมเหล่านี้จึงถือเป็นการเพิ่มภัยคุกคามต่อความโปร่งใสของกีฬาอย่างรุนแรง" สตรีมมิ่ง FIFA+ ถูกใช้เพื่อการพนันทั่วโลก สตรีมมิ่ง FIFA+ | ภาพจาก: FIFA+ Play the Game พบว่าเกมระดับล่างจากทั้งแอฟริกา เอเชีย และแคริบเบียนบน FIFA+ ถูกนำไปเปิดให้พนันระหว่างแข่งขัน และในบางกรณี สัญญาณสตรีมมิ่งจาก FIFA+ ยังถูกนำไปใช้โดยตรงบนเว็บไซต์ของผู้ประกอบการพนันเหล่านั้นด้วย ตัวอย่างเช่นในอารูบา เกมจากรายการ Division di Honor จะถูกสตรีมเป็นประจำบน FIFA+ และแมตช์เหล่านี้ยังถูกนำไปเปิดรับพนันในเว็บไซต์พนันทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายทั่วโลก โดยผู้ประกอบการออฟชอร์ (Offshore operator) ที่หมายถึง ผู้ประกอบการหรือบริษัทที่ไป จดทะเบียน จัดตั้ง หรือดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ (มักเป็นประเทศหรือเขตอำนาจศาลที่มีภาษีต่ำ กฎหมายผ่อนปรน หรือการกำกับดูแลไม่เข้มงวด) ทั้งที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลัก ลูกค้า หรือรายได้ อาจไม่ได้อยู่ในประเทศนั้นจริง ๆ บริษัท 1xBet ซึ่งเป็นผู้ประกอบการออฟชอร์ที่ควบคุมโดยรัสเซียและมีฐานอยู่ในไซปรัส เป็นบริษัทที่ถูกสั่งห้ามหรือไม่มีสิทธิ์ขอใบอนุญาตในหลายประเทศทั่วโลก เช่น ออสเตรเลีย เบลเยียม ฝรั่งเศส และโมร็อกโก ทว่าบริษัทนี้กลับใช้การถ่ายทอดสดเดียวกับที่ปรากฏบน FIFA+ อยู่เป็นประจำ ทั้งนี้หน่วยงานการพนันของสหราชอาณาจักรเคยขับ 1xBet ออกจากระบบในปี 2019 เนื่องจากดำเนินการเกี่ยวกับ "เว็บโป๊" และในปี 2024 แบรนด์ในเครือของ 1xBet กว่า 242 แบรนด์ก็ถูกสั่งห้ามในโคลอมเบียเพราะดำเนินการอย่างผิดกฎหมาย ทาง Arubaanse Voetbal Bond ได้ยืนยันกับ Play the Game ว่าพวกเขาไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ามีการเปิดพนันในเกมเหล่านี้ หรือรู้ว่าสตรีมของพวกเขาถูกธุรกิจพนันผิดกฎหมายแอบเข้าถึงเพื่อนำไปใช้บนเว็บไซต์ ปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ยังเห็นได้ชัดในเซเชลส์ ซึ่งแมตช์ในพลีกท้องถิ่นมักถูกนำไปเสนอบน 1xBet พร้อมกับการถ่ายทอดสดที่ดึงมาจาก FIFA+ โดยทางสหพันธ์ฟุตบอลเซเชลส์เองก็ไม่ทราบเรื่องการพนันในเกมเหล่านี้เลย และได้บอกกับ Play the Game ว่าพวกเขา "ไม่มีเบาะแสเลยว่าเรื่องนี้คืออะไร" ในส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาวเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องการล็อกผลการแข่งขันเป็นประจำ โดยมีนักเตะถึง 45 คนถูกแบนในปี 2022 แต่ถึงอย่างนั้น FIFA+ ก็ยังคงสตรีมเกมลีกภายในประเทศจำนวนมาก ซึ่งสุดท้ายก็ถูกนำไปเปิดให้เดิมพันบนเว็บไซต์พนันผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน การถ่ายทอดสดถูกแฮกได้ง่าย สมาคมฟุตบอลต่าง ๆ ที่มีแมตช์การแข่งขันปรากฏบน FIFA+ และได้รับการติดต่อจาก Play the Game ต่างระบุว่าไม่รู้เรื่องที่สตรีมของ FIFA+ ถูกขโมยไปใช้งาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระบบความปลอดภัยของการสตรีมกีฬาสดนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเปราะบางอย่างมาก สตรีมสดเหล่านี้จะถูกควบคุมผ่านระบบที่เรียกว่า เครือข่ายการส่งข้อมูล (Content Delivery Network - CDN) ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้สามารถถูกแฮกได้ง่ายหากไม่มีการป้องกันด้วยระบบเข้ารหัสที่แน่นหนาพอ กระบวนการแฮกนี้ถูกเรียกว่า CDN-leeching คริส ไวต์ (Chris White) จาก Friend MTS ซึ่งทำงานร่วมกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์บนเว็บ กล่าวว่า "ที่ใดที่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย เหล่าโจรสลัดไซเบอร์ก็จะเข้าไปขโมยข้อมูลโดยตรงจาก CDN" "แพลตฟอร์ม OTT (Over-the-top) ที่มีคุณภาพส่วนใหญ่จะมีการใช้ระบบการจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (Digital Rights Management - DRM) เพื่อเข้ารหัสการถ่ายทอดสด ซึ่งมีระบบความปลอดภัยหลายระดับ และพวกโจรสลัดมักจะเลือกเจาะจงแพลตฟอร์มที่มีระบบความปลอดภัยอ่อนแอที่สุดและมีช่องโหว่ใหญ่ที่สุด" คนเก็บข้อมูลให้ธุรกิจพนันเพิ่มขึ้น บริษัทพนันผิดกฎหมายมักจะแฮกสัญญาณถ่ายทอดฟุตบอลสดมาโดยตลอดนับตั้งแต่ที่บรรดาสหพันธ์ฟุตบอลต่าง ๆ เริ่มหันมาสตรีมเกมสดผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือ YouTube ยิ่งมีการสตรีมเกมฟรีมากขึ้น บริษัทข้อมูลก็ยิ่งตระหนักว่าบริษัทพนันต้องการข้อมูลที่เร็วกว่าสัญญาณถ่ายทอดสด จึงเริ่มมองหา "สเกาต์" ในประเทศที่ไม่มีการเก็บค่าบริการดูลิขสิทธิ์กีฬาระดับล่าง การขยายตัวของจำนวนแมตช์บน FIFA+ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดหลายพันเกมต่อปี ยิ่งทำให้ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับเหล่าบริษัทข้อมูลด้วย ในปีที่ผ่านมา Genius Sports ได้ลงประกาศรับสมัครงานในตำแหน่ง "นักสถิติกีฬา" ที่เมืองโฮนีอารา (Honiara) ในหมู่เกาะโซโลมอน โดยรายละเอียดงานระบุว่าบริษัทคือผู้ที่ "ขับเคลื่อนการเชื่อมต่อระหว่างกีฬา การพนัน และสื่อในระดับโลก" และพนักงานในตำแหน่งนี้จะได้รับค่าจ้างพื้นฐานประมาณ 50 ยูโรต่อแมตช์ สำหรับลีกต่าง ๆ ที่ Play the Game ระบุถึงนั้น ส่วนใหญ่มักไม่มีข้อตกลงในการขายสิทธิ์ข้อมูลการแข่งขัน และดูเหมือนว่าจะไม่รู้ตัวเลยว่ามีสเกาต์แอบเข้ามาเก็บข้อมูลในเกมของพวกเขา อย่างไรก็ตาม บริษัทข้อมูลชั้นนำอย่าง Sportradar, Genius Sports และ Stats Perform ต่างก็มีการเปิดรับสมัครสเกาต์ไปทั่วทุกมุมโลก รวมถึงในหลายพื้นที่ที่มีการถ่ายทอดสดฟรีบน FIFA+ Play the Game ยังพบอีกว่า Stats Perform มีการเปิดรับสมัครงานในมอริเตเนีย ขณะที่ Genius Sports ก็รับสมัคร "นักเก็บข้อมูลฟุตบอล" หรือ "นักสถิติกีฬา" ในประเทศบุรุนดี มาลาวี ไลบีเรีย แทนซาเนีย และกูราเซาด้วย บทบาทที่น่าสงสัยของบริษัทข้อมูลกีฬา ประกาศของ Sportradar เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลภายในสนามแข่งขันฟุตบอล | ภาพจาก: Play the Game Sportradar ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรด้านความซื่อสัตย์ของ FIFA เอง ก็มีลักษณะการดำเนินธุรกิจเหมือนกับบริษัทข้อมูลรายอื่น ๆ คือการทำงานร่วมกับองค์กรกีฬาเพื่อปกป้องเกมการแข่งขัน ในขณะเดียวกันก็นำข้อมูลจากเกมระดับล่างเหล่านั้นไปขายต่อด้วย ในการประชุม Play the Game 2025 ที่เมืองตัมเปเร ประเทศฟินแลนด์ นิก ราวเดนสกี (Nick Raudenski) อดีตหัวหน้าด้านความโปร่งใสจากทั้ง FIFA และ UEFA ได้กล่าวถึง "บทบาททับซ้อน" ของบริษัทข้อมูลเหล่านี้ ที่เสนอทั้งบริการด้านความโปร่งใสแต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้มีการพนันในเกมระดับล่าง โดยเขาได้เรียกบริษัทกลุ่มนี้ว่า "หมาป่าข้อมูลในคราบลูกแกะแห่งความซื่อสัตย์" ราวเดนสกีตั้งคำถามว่า "บริษัทเหล่านี้ควรจะมานั่งอยู่ที่โต๊ะเจรจาสำหรับการบังคับใช้กฎหมายและการกำกับดูแลหรือไม่? เพราะหน่วยงานเหล่านี้ย่อมไม่ยอมเผาบ้านของตัวเอง พวกเขาจะทำเพียงแค่ปล่อยควันออกมาให้มากพอ เพื่อให้ดูเหมือนว่าพวกเขามีโปรแกรมด้านความโปร่งใสที่แข็งแกร่งและครอบคลุมเท่านั้น" แพตเตอร์สันเสริมอีกว่า "น่าเสียดายที่บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อปกป้องความโปร่งใสของกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาคือบริษัทข้อมูลที่กิจกรรมหลักคือการจัดหาข้อมูลและบริการให้แก่อุตสาหกรรมพนันเพื่อผลกำไร เห็นได้ชัดว่าข้อมูลสดจากเหตุการณ์เหล่านี้จะถูกขายให้เจ้ามือพนันหลายร้อยรายทั่วโลก และดูเหมือนว่าเรื่องความซื่อสัตย์ของการแข่งขันจะเป็นเพียงเรื่องรองในการพิจารณาของพวกเขาเท่านั้น" FIFA ปฏิเสธการตอบคำถามเรื่องการปกป้องสัญญาณสตรีม ในปัจจุบัน FIFA+ กำลังถูกผลักดันเข้าสู่ระบบพาณิชย์อย่างเต็มตัว โดยในสตรีมของบางเกมจะมีการฉายโฆษณานำก่อน เริ่มตั้งแต่นักร้องดังอย่าง เซลีน ดิออน (Céline Dion) ที่โปรโมทเครื่องสำอางแบรนด์ Charlotte Tilbury ไปจนถึงโฆษณาจากยักษ์ใหญ่อย่าง Starbucks ทว่าการสืบสวนของ Play the Game กลับชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์มนี้กำลังเปิดโอกาสให้ธุรกิจพนันผิดกฎหมายมากกว่าจะเป็นการสร้างโอกาสให้สหพันธ์ฟุตบอลขนาดเล็กที่นำเกมมาถ่ายทอด แพตเตอร์สันยังเน้นย้ำว่า สมาคมฟุตบอลที่นำแมตช์มาสตรีมบน FIFA+ ควรจะให้ความรู้แก่ทั้งสโมสรและนักเตะ โดยเขาหวังว่าการนำการแข่งขันเข้าสู่ระบบสตรีมมิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้สมาคมที่เกี่ยวข้องหันมาจัดคอร์สอบรมเรื่องนี้ให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม บรรดาสหพันธ์ฟุตบอลตั้งแต่แถบแคริบเบียนไปจนถึงแอฟริกาต่างยืนยันกับ Play the Game ว่า พวกเขาไม่เคยรู้ถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการสตรีมบน FIFA+ เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีสเกาต์เข้ามาเก็บข้อมูลในสนาม หรือการที่เกมของพวกเขาถูกนำไปเสนอเพื่อการพนันในตลาดที่ผิดกฎหมาย สำหรับรายงานสืบสวนนี้ ทาง Play the Game ได้ส่งคำถามหลายประเด็นไปยัง FIFA รวมถึงคำถามเรื่องวิธีการปกป้องสตรีมของ FIFA+ จากกลุ่มโจรสลัดไซเบอร์ และความตระหนักรู้ของสมาคมต่าง ๆ เกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่ทาง FIFA ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเหล่านี้โดยตรง โดยกล่าวเพียงว่า FIFA+ ได้ "นำพาสายตาคู่ใหม่ ๆ มาสู่เกมการแข่งขัน และช่วยพัฒนาฟุตบอลไปทั่วโลก" ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ FIFA ระบุว่า "ทางองค์กรให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเรื่องการจัดการผลการแข่งขันอย่างจริงจังที่สุด และยังคงทำงานร่วมกับสมาคมสมาชิกอย่างต่อเนื่องเพื่อปกป้องฟุตบอลในภาพรวม พร้อมกับพัฒนายุทธศาสตร์ด้านความซื่อสัตย์และกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ต่อไป" ที่มา: FIFA+ livestreams fuel global in-play betting markets for illegal operators (Steve Menary and Samindra Kunti, Play the Game, 12 December 2026) * รายงานพิเศษ * ต่างประเทศ * กีฬา * Play the Game * การพนัน * พนันออนไลน์ * ฟุตบอล * FIFA * ล็อกผลการแข่งขัน
dlvr.it
January 10, 2026 at 2:35 AM
วิวาทะ 'รัฐมนตรี' คนนอก เปิดประวัติศาสตร์-หลักการ จุดเด่น-ด้อย แคมเปญ ปชน. 'ทีมมืออาชีพ'
วิวาทะ 'รัฐมนตรี' คนนอก เปิดประวัติศาสตร์-หลักการ จุดเด่น-ด้อย แคมเปญ ปชน. 'ทีมมืออาชีพ' ทีมข่าวการเมือง หมายเหตุ: สัมภาษณ์เมื่อ 8 ม.ค. 2568 See Think Fri, 2026-01-09 - 20:49 วันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. ที่จะถึงนี้ พรรคประชาชนจะจัดงานประกาศ “วิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน” ที่ สามย่านมิตรทาวน์ เวลา 14.00 น. ขณะที่ ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ 3 ตัวชูโรงของพรรคภูมิใจไทย มีกำหนดลงพื้นที่หาเสียง กรุงเทพฯ ในวันเดียวกัน  ย้อนไปตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. เป็นต้นมา พรรค ปชน.เริ่มหาเสียงภายใต้แคมเปญ The Professionals โดยเป็นการทยอยเปิดตัว “มืออาชีพ” ในด้านต่างๆ โดยคาดหมายว่าจะมาเป็นส่วนหนึ่งของ “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” ในการเลือกตั้งรอบนี้ พรรค ปชน. พรรครุ่นสามจากค่ายสีส้ม ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเป็นรัฐบาล มืออาชีพเหล่านี้บางคนอาจถูกวางตัวให้เป็น “ว่าที่รัฐมนตรี” โดยมีสถานะคล้ายๆ กับ “รัฐมนตรีคนนอก” ที่ไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้งแบบ สส.  เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่าการเปิดตัวทีมบริหาร ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นเป็นรัฐมนตรีเสมอไป ถ้าพรรค ปชน.ไม่ได้ชนะถล่มทลายจนสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ก็ต้องไปแบ่งโควตากับพรรคอื่น  ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้เมื่อวันที่ 7 ม.ค. พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน. กล่าวว่าแคมเปญหาเสียงนี้จะช่วยมาปิดจุดด้อยจากที่พรรคส้มมักถูกกังขาว่าไม่มีประสบการณ์ในการบริหาร  “ซีรีส์ The Professional มาตอบโจทย์เรื่องนี้ ว่าเราไม่ได้มีแค่เจตจำนงทางการเมือง นี่คือห้วงเวลาที่ political will มาบรรจบกับ professionalism หรือความเป็นมืออาชีพ ตัวท็อปจากแต่ละวงการ” “(การ) เปิดวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน ไม่ใช่การเปิดโผ ครม. นะคะ ‘รัฐบาลประชาชน’ ดิฉันเรียกมันว่า การประดิษฐกรรมใหม่ทางการเมืองไทยซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ที่พ้นจากไซโลราชการ (การทำงานแบบแยกส่วน) กระทรวงใครกระทรวงมัน อาณาจักรใครอาณาจักรมัน ทุกคนต่างคนต่างทำ ซึ่งมันทำให้ประเทศไทยพัฒนามาได้แค่นี้ ไม่สามารถไปต่อจากนี้ได้ เพราะฉะนั้นพอพูดเรื่องทีมบริหารรัฐบาลประชาชน สื่อและคนทั่วไปก็ติดตามเหมือนโผ ครม. ซึ่งชินกับเรื่องเล่าแบบเดิม พาราไดม์เดิม”  อย่างไรก็ตาม พรรณิการ์กล่าวด้วยว่า นี่อาจเทียบได้กับการเปิด “โผ ครม. แบบแอดวานซ์” เปิดเผยล่วงหน้า ก่อนเลือกตั้ง ในแบบที่ไม่เคยมีพรรคไหนทำมาก่อน จนถึงวันนี้ พรรคเปิดตัว “มืออาชีพ” มาแล้ว 5 คน ได้แก่ * ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม: มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ * ด้านการต่างประเทศ: พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย และอดีต สว.ที่เคยโหวตพิธา เป็นนายกฯ * ด้านการศึกษา: อนุชาติ พวงสำลี ประธานคณะกรรมการอำนวยการ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ * ด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้: ณัฐยา บุญภักดี อดีตผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. * ด้านการปฏิรูปรัฐ: เพียงพนอ บุญกล่ำ อดีตผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย-อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง พรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ในรายการที่ชื่อว่า “ปิยบุตรทัวร์” ทางช่องยูทูบ Friend Talk เมื่อวันที่ 7 ม.ค. โดยอธิบายว่า ด้วยความที่รัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส. ก็ได้ พรรคประชาชนจึงพยายามจะทำมิติใหม่ทางการเมือง  “ความสำคัญมันอยู่ที่ เป็นมิติใหม่ของการเมืองไทย กาบัตรคือการเลือกทีมบริหารด้วย ถ้าพูดตรงไปตรงมา พรรคอื่นทำไม่ได้ จากระบบโควตาพรรค กลุ่มทุน รัฐมนตรีต้องดูว่าหิ้ว สส.มากี่คน ด้านหนึ่ง พรรคประชาชนตรงไปตรงมา บวกต้องการทำให้คนเลือกเยอะขึ้น แต่มีจุดอ่อนคือการโดนขุด” ในการเปิดตัวทีมมืออาชีพ เขาคาดเดาว่า พรรค ปชน. อาจตัดสินใจโดยชั่งน้ำหนักหาความสมดุลจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ ความเชี่ยวชาญของบุคคลนั้นในด้านนั้นๆ, จุดเกาะเกี่ยวกับพรรค, ความรับผิดชอบต่อประชาชนด้วยการเปิดเผยต่อสาธารณะก่อนเลือกตั้ง และ เงื่อนไขส่วนบุคคล/ทางหน้าที่การงานของคนคนนั้น ปิยบุตรมองว่า ถ้าจะพูดว่าสามคนแรกที่พรรคเปิดตัวเป็น ‘คนนอก’ ก็นับว่า “ไม่เต็มปากเต็มคำเท่าไหร่ในความเห็นของผม” เขาอ้างอิงจากที่ เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรค ปชน.ให้สัมภาษณ์ว่า 3 คนที่พรรคเปิดตัวไปแล้วนั้น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานของพรรคมาสักระยะหนึ่งแล้ว เขาอธิบายต่อไปว่า กรณี ‘คนนอก’ ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก่อนหน้านี้ คือการไม่ยุ่งกับพรรคเลย เช่น คนนอกแบบในยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ขอโควตารัฐมนตรีคนนอก โดยที่ไปเลือกคนไม่เกี่ยวกับพรรคเลย หรือในยุคของบรรหาร ศิลปอาชา ที่ตั้ง สุรเกียรติ์ เสถียรไทย แบบนี้คือ ‘คนนอก’ แต่คนนอกในกรณีของ ปชน. นั้นหมายถึงอะไร คนที่เปิดตัวมาไม่ได้มีสถานะเป็น สส. แต่อาจเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ อันนี้ก็ต้องไปดูในรายละเอียด แต่พวกเขาก็เข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงพูดว่าเป็นคนนอกได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ถ้าพูดถึงกรณีของพรรคภูมิใจไทย ศุภจี, เอกนิติ, สีหศักดิ์ ก็ไม่ได้เป็นคนนอกแน่นอน อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวมืออาชีพของพรรคส้มได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากทั้งในแง่บวกและลบ โดยข้อวิจารณ์หลักอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเด็นย่อย หนึ่ง — คำถามที่ว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” เหล่านี้จะมีความ ‘ยึดโยง’ กับประชาชนมากน้อยเพียงไร  แม้ว่ารัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส. ก็ได้ แต่อีกด้านหนึ่ง ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็ผ่านการต่อสู้ของคนเดือนพฤษภา 2535 จนได้มาซึ่งหลักการที่เห็นร่วมกันในสังคมแล้วว่า “นายกฯ ต้องเป็น สส.” จึงทำให้การเปิดตัว ‘มืออาชีพ’ ในลักษณะเป็นแพ็กเกจจึงนำมาสู่ข้อถกเถียงเรื่องความยึดโยงและน้ำหนักของความรับผิดรับชอบต่อประชาชน  สอง — การดึงเทคโนแครตมาทำงานการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อีกมุมหนึ่ง มีข้อกังวลว่าการเอา ‘คนนอก’ มาดึงความว้าวจากโหวตเตอร์ในช่วงหาเสียง อาจเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตซ้ำวาทกรรม ‘นักการเมืองเลว’ หรือไม่ และอะไรคือเส้นแบ่งของ ‘การเมืองของผู้เชี่ยวชาญ’ ที่จะไม่กลายเป็น ‘การเมืองคนดี’ ประชาไทพูดคุยกับ อ.ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงปรากฏการณ์เปิดตัว ‘ทีมบริหาร’ ของพรรคส้ม และข้อถกเถียงที่เกิดขึ้น ย้อนประวัติศาสตร์ แนวคิด นายกฯ ต้องเป็น สส. ดร.ปุรวิชญ์ เริ่มต้นอธิบายถึงหลักการ “ไม่เอานายกฯ คนนอก” (นายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องเป็น สส.) ว่ามันเป็นเรื่องที่ผ่านการต่อสู้กันมานานจนคนค่อนข้างเห็นร่วมกันแล้ว โดยมาจากผลพวงของรัฐธรรมนูญปี 2521 ที่เป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ ในยุคนั้นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผูกขาดการเป็นนายกฯ ถึง 8 ปี 5 เดือน โดยไม่ต้องลงเลือกตั้งแม้แต่ครั้งเดียว  จุดหักเหคือการรัฐประหารรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ก่อนจะร่างรัฐธรรมนูญปี 2534 ที่ไม่ได้กำหนดว่านายกฯ ต้องเป็น สส. ต่อมาก็มีการเลือกตั้ง ทว่าการขึ้นมาเป็นนายกฯ ของ พลเอกสุจินดา คราประยูร หนึ่งในคณะรัฐประหารที่เคยลั่นวาจาเอาไว้ว่าจะไม่รับตำแหน่งนี้ นำไปสู่ความความไม่พอใจของประชาชน เกิดการประท้วงขับไล่โดยมีข้อเรียกร้องหลักคือ “นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง” การประท้วงครั้งนั้นถูกเรียกว่า “พฤษภาทมิฬ” มันจบลงอย่างนองเลือด แต่ผลของการต่อสู้นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เขียนระบุชัดเจนว่า “นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส.” เขาอธิบายต่อไปว่า หลังเกิดรัฐประหารปี 2549 ในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มีความพยายามจะเขียนรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้มี ‘นายกฯ คนนอก’ ให้ได้ ทว่าล้มเหลว เพราะไม่สามารถทวนกระแสได้ จึงยังทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นยังต้องระบุให้ นายกฯ เป็น สส.อยู่ ต่อมาผลพวงของรัฐประหารปี 2557 คือรัฐธรรมนูญปี 2560 นั้นไม่ได้บังคับว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส. แต่มีกลไกพิเศษคือ พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ 3 คนก่อนเลือกตั้ง โดยมีความมุ่งหมายที่จะ “ให้ประชาชนรู้ก่อน” แต่อีกด้านหนึ่ง การจำกัดจำนวนแคนดิเดตมีส่วนทำให้เกิดทางตันทางการเมืองได้ง่าย และยังเปิดช่องให้มี ‘นายกฯ คนนอก’ ได้ด้วย รัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวว่า ‘รัฐมนตรีคนนอก’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในการเมืองไทย จุดที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงรัฐธรรมนูญปี 2540 เขาเล่าว่าช่วงก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญปี 2540 มีรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น สส. เยอะ ชนิดที่ทำกันเป็นปกติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบัญญัติระบุไว้ จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ระบุว่า รัฐมนตรีที่เป็น สส. จะต้องลาออกจาก สส. ก่อน เพราะยึดหลักการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารออกจากกัน ด้วยธรรมเนียมตั้งแต่นั้น สส. บัญชีรายชื่อหลายคนก็สละเก้าอี้หลังได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเพื่อให้ลำดับถัดมาเลื่อนขึ้นมา “ก่อนหน้า ปี 40 มีคนนอกเป็นรัฐมนตรีไหม โอ้…เยอะแยะ แต่ว่าหลายยุคหลายสมัยมันไม่ได้มีบทบัญญัติที่บอกว่าต้องเป็น สส. ฉะนั้นก่อนปี 40 ก็ทำกันเป็นเรื่องปกติ ทีนี้ปี 40 เนี่ยมันมีความสำคัญอย่างงี้ ตอนปี 40 ใครที่จะเป็นรัฐมนตรีเนี่ยเขาบอกว่าถ้าเป็น สส. ต้องลาออกก่อน  เพราะว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปเอาแนวคิดเรื่องการใช้อำนาจมา ต้องแบ่งแยกให้เด็ดขาด นิติบัญญัติก็นิติบัญญัติ บริหารก็บริหาร” เขาเล่าต่อไปว่ายุคที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 คนจะรู้ ‘โผ ครม.’ กันตั้งแต่เห็นรายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยชื่อของคนที่คาดว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีมักถูกจัดไว้ลำดับต้นๆ พอเข้ายุครัฐธรรมนูญปี 2550 บทบัญญัติเรื่องรัฐมนตรีต้องลาออกจาก สส.ไม่มีแล้ว เราเลยมีรัฐมนตรีคนนอกมาอยู่พอสมควร มาจนถึงรัฐธรรมนูญปี 2560  “ใครอยู่ต้นๆ บนบัญชีรายชื่อนี่คือน่าจะไปเป็นรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้น อย่างผมจำได้ในตอนสมัยทักษิณ พรรคไทยรักไทย ทักษิณเบอร์หนึ่งแล้วก็ไล่มา สุริยะ คีย์แมนของไทยรักไทยก็จะอยู่ท็อปบนหมดเลย แล้วพวกนี้พอได้รับเลือกตั้งก็คือเป็น สส. อยู่แล้ว และก็ได้เป็นรัฐมนตรีแน่ๆ จากนั้นจึงสละเก้าอี้ (สส.) แล้วดันคนอื่นขึ้นมาแทน” เขาบอกว่า พรรคค่ายสีแดงเองในยุครุ่งเรือง ก็เคยมี ‘คนนอก’ (ในความหมายว่า คนที่ไม่ได้เป็น สส.) มาเป็นรัฐมนตรีในหลายๆ ยุค ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า กรณีของ ‘คนนอก’ พรรคสีแดงในยุครุ่งเรือง มีข้อแตกต่างจากพรรคส้มในตอนนี้อยู่ 2 ประการหลัก หนึ่ง – ในแง่จำนวน ‘รัฐมนตรีคนนอก’ มีน้อย เนื่องจากโควตารัฐมนตรีต้องกระจายให้กลุ่มการเมืองมุ้งต่างๆ บวกกับอีกปัจจัยหนึ่งคือพรรคสีแดงมีแบรนด์ ‘ชินวัตร’ ที่แข็งแรง ผลงานจากนโยบายที่คนจำได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องหยิบ ‘คนนอก’ มาชูเป็นจุดขาย สอง — รัฐมนตรีคนนอกจากค่ายพรรคสีแดง แม้ไม่ได้มีสถานะเป็น สส. แต่ว่าก็เป็นคนที่ทำงานอยู่ในแวดวงการเมืองอยู่แล้ว แต่กรณี ‘มืออาชีพ’ ที่พรรคส้มเปิดตัวมา คนเหล่านี้ ถ้าดูความเห็นที่เคยสื่อสารในแวดวงของตัวเองแบบที่เป็นสาธารณะ เราก็สามารถอนุมานได้ว่าพวกเขาน่ามีความคิดมาทางส้ม แต่คนเหล่านี้จะมีเซนส์ของความเป็น ‘คนนอกวงการการเมือง’ อยู่ วิเคราะห์แคมเปญ ‘มืออาชีพ’ สีส้ม จุดกระแสติดแค่ไหน ดร.ปุรวิชญ์ มองว่าการเปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชน คือยุทธ์ศาสตร์การหาเสียงที่หวังให้คนเทคะแนน ‘พรรค’ เหมือนกับที่พรรคค่ายสีส้มเคยทำได้ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งก่อน เนื่องจากพรรค ปชน.ในรอบนี้ คะแนนพรรคกับคะแนนตัวแคนดิเดตนายกฯ ยังห่างกันอยู่มาก แตกต่างจากพรรคเพื่อไทยหรือ อนุทินจากพรรคภูมิใจไทย ที่เราจะเห็นว่ามีคะแนนความนิยมของพรรคกับตัวแคนดิเดตนายกฯ ค่อนข้างจะไม่ห่างกันมาก  “เพราะว่าตอนนี้พรรคประชาชนไม่เหมือนกับอนาคตใหม่กับกับก้าวไกลที่มีแม่เหล็กอย่างพิธา อย่างธนาธรในการเป็นตัวดูดคะแนน (ให้พรรค) นี่คือข้อเท็จจริงที่มันพิสูจน์จากตัวเลขที่เห็น ฉะนั้นเมื่อไม่มีแม่เหล็กใหญ่ที่แบบดูดคะแนนได้เยอะ ยุทธศาสตร์ที่เราเห็นคือต้องใช้หลายๆ คนที่ช่วยกันดึงคะแนนขึ้นมา” “ที่ต้องเปิด (ตัวมืออาชีพ) เยอะๆ ของของพรรคประชาชนมันอธิบายได้จากโพลนะครับ ทุกโพลผมดูมาหมดแล้ว มันจะมีช่องว่างคะแนนอยู่ ระหว่างคะแนนพรรคกับคะแนนแคนดิเดตนายก อย่างไรก็ตาม อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ผู้นี้มองว่า เท่าที่สังเกตกระแสตอบรับจากแคมเปญของพรรคส้ม บางชื่อกระแสตอบรับก็ว้าวมาก แต่บางชื่อก็ controversial จึงมองว่า เมื่อเทียบกับ 3 ‘คนนอก’ ที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวมาก่อนหน้า การหาเสียงด้วยแคมเปญ ‘The Professionals’ ของพรรคสีส้ม มีแนวโน้มได้ใจคนหัวก้าวหน้า ที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะเลือกพรรคนี้อยู่แล้ว  แต่ในแง่การดึงเสียงกลุ่มสวิงโหวตเตอร์ พรรคส้มยังคงเป็นรอง 3 ‘คนนอก’ จากพรรคสีน้ำเงินอยู่ จากที่ ศุภจี, เอกนิติ และสีหศักดิ์ เป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากสังคมวงกว้าง อีกทั้งยังไม่โดน ‘รุมกินโต๊ะ’ จากทุกภาคส่วนเหมือนกับสีส้ม “ผมว่ากระแส…มันเลย…แทนที่มันจะเป็นตัวดึง เป็นหัวกระสุนในการดึงกระแสทะยานขึ้นไป ปรากฏว่ามัน…ทำให้ มันเหมือนมันตันน่ะ กระสุนมันไม่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มแม็กของมัน” “พอผมเห็นอย่างนี้แล้ว ผมเทียบแคมเปญเมื่อปี 66 ของก้าวไกล ยิงแค่ช่วงหลักๆ ก่อนเลือกตั้ง  ‘มีลุงไม่มีเรา’ นี่คือประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง คือมันเห็นเลยว่า การการจัดวางแคมเปญน่ ะ ยิงนัดเดียวกลายเป็นกระแสที่โหมกระพือได้ในหน้าสื่อสังคมต่างๆ แต่รอบนี้คือเหมือนยิงแล้วมันไม่เข้าเป้า มันยิงสะเปะสะปะ คือเขาพยายามจะยิงให้ตรงเป้านั่นแหละแต่พอยิ่งยิงเนี่ย มันเลยไม่สามารถสร้างกระแสขนานใหญ่อย่างนั้นได้” เขาวิเคราะห์ว่าพรรคส้มถูกบีบให้เป็นพรรคที่มีความ pragmatic (ปฏิบัตินิยม) ไปแล้วโดยสภาพ ทั้งจากเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญห้ามนำมาหาเสียง รวมถึงประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา กระแสชาตินิยม ส่งผลการสื่อสารนโยบายปฏิรูปกองทัพ-ยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารนั้นทำได้ไม่เหมือนเดิม “แต่พอคุณเล่นในเกม pragmatic เนี่ย โอ้โห คือพรรคการเมืองไทยที่เชี่ยวชาญมีเยอะแยะ ภูมิใจไทยนี่ที่สุดของ pragmatic แล้ว” เมื่อถามว่า เขาคิดอย่างไรกับคำอธิบายของ ปิยบุตร ในประเด็นเรื่องความ ‘ยึดโยง’ กับประชาชนจากการเปิดชื่อทีมบริหารให้คนได้รู้ก่อนเลือกตั้ง ในแบบที่ไม่มีพรรคไหนเคยทำ เขาให้ความเห็นว่า มันก็ไม่ได้ไม่มีเหตุผล อยู่ที่คนฟังว่าจะซื้อหรือไม่ คนที่ไม่ได้ซื้อคำอธิบายนี้ ก็อาจตั้งคำถามกลับว่า ในทางปฏิบัติจริงๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าจะได้ตั้งรัฐบาล  อีกมุมหนึ่ง การเปิดตัวคือการสร้างความคาดหวังให้โหวตเตอร์ โจทย์คือพรรคจะบริหารความคาดหวังของโหวตเตอร์หลากหลายเฉดความคิดอย่างไร  “ในทางหนึ่ง การเปิดเปิดตัวแคนดิเดต เปิดตัวรัฐมนตรี คือการสร้างความคาดหวังต่อโหวตเตอร์ว่า เลือกพรรคเราได้แบบนี้แน่นอนนะ คำถามคือแล้วถ้าถ้าไม่ได้ตามนั้นน่ะแล้วเราต้องมองด้านกลับด้วยนะ พรรคสีส้มตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล ตอนที่เปิดพรรคมาใหม่ใหม่ก็สร้างความคาดหวังที่จะเปลี่ยนประเทศแน่นอน แฟนคลับที่รักมั่นยังไงก็ไม่เปลี่ยนใจหรอก แต่ก็จะมีคนจำนวนที่แบบเลือกเพราะแบบ…คุณพิธาพูดดี ธนาธรพูดดี อย่างเงี้ยก็มากาให้ ปรากฏว่ากาไป อ้าว…ไม่เห็นเปลี่ยนเลย เปลี่ยนใจแล้วรอบนี้…มันก็เป็นเหรียญสองด้าน” เขาตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกตั้งปี 62 กับ ปี 66 มันให้ความรู้สึกว่าเป็นการเลือกเพื่อเปลี่ยนประเทศ การเมืองแห่งความหวัง แต่ปี 69 แม้พรรคต่างๆ จะพยายามแคมเปญให้มันเป็นการเมืองแห่งความหวัง แต่ยังไม่ได้มีบรรยากาศนั้นเกิดขึ้น เขากล่าวต่อไปด้วยว่า เลือกตั้งรอบนี้ พฤติกรรมการกา 2 ใบ เลือกทั้งคน ทั้งพรรค ดูจะไม่เข้มข้นเท่าสองรอบก่อน แม้ว่าฝั่งพรรคการเมืองพยายามแคมเปญ “ผมว่าเลือกตั้งรอบนี้ ภูมิทัศน์ (ทางการเมือง) มันไม่เหมือนสองครั้งก่อนหน้า ปี 62 กับ 66 นี่มันคือ มันคือ การเมืองของแห่งความหวัง ประมาณนั้นน่ะ เลือกเพื่อเปลี่ยนประเทศ” “จะส้ม จะแดง ผมว่าคนที่เลือกส้มเลือกแดงสองครั้งก่อนหน้านี้คือไปเลือกด้วยด้วยความหวังเพื่อหวังจะเปลี่ยน… แต่พออารมณ์ พอเหตุการณ์มันพัดพามาถึงปี 69 มันก็…ผมยังไม่เห็นบรรยากาศของการบูสต์ความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้แต่ทุกพรรคพยายามจะบูสนะ แต่อารมณ์มันรู้สึกมันไม่เหมือนตอนสองครั้งก่อนหน้านี้” ‘คนนอก’ กับความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง ดร.ปุรวิชญ์ มองว่าการเปิดตัว ‘คนนอก’ เป็นแพคเกจในลักษณะนี้ มีข้อดีอยู่ตรงที่การได้ผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ แต่ก็มีราคาทางการเมือง พรรคจะถูกตั้งคำถามในแง่ความเป็นสถาบันทางการเมือง ว่าพรรคสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง สร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ และเป็นทางเลือกในการเลือกตั้งได้หรือไม่  “ผมคิดอย่างงี้คือถ้าเป็นการเมืองแบบรัฐสภา มันก็สุ่มเสี่ยงที่มันจะมีเอฟเฟกต์หลังจากพรรคเปิดตัวรัฐมนตรีมาสี่คนใช่ไหม คือมันก็เป็นมุมกลับ ก็ถามกลับไปว่า แล้วพรรคไม่มีคนที่จะสามารถเป็นรัฐมนตรีเหล่านี้ได้เหรอ” “ในพรรคอะมันมีคนที่ทำงานประเด็นพวกนี้อยู่แล้ว ผมเชื่อเลยมีคำถามคือพรรคไม่ได้มีกระบวนการในการจะสร้าง leadership เหล่านี้ขึ้นมาเพื่อจะพร้อมรับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่อย่างไรถึงต้องเอาคนที่อยู่จากนอกพรรคมา” “คำถามนี้ก็เป็นเหรียญด้านกลับที่มีเอฟเฟกต์กับคนทำงานในพรรคด้วยเช่นกัน เหมือนกันว่าอ้าวลงทุนลงแรงมาเยอะอย่างนี้ แล้วปรากฏภาพพอเปิดหน้าเปิดตาจะเป็นรัฐมนตรี เอาคนที่…ถึงแม้พรรคจะบอกว่าเป็นคนที่ช่วยงานพรรคอยู่เงียบๆ มานานแล้ว มันก็มีผลต่อคนทำงานนะ ก็เป็นเรื่องที่ต้องจัดการในพรรคเอง” ทั้งนี้ เขายืนยันว่าการมีผู้เชี่ยวชาญหรือเทคโนแครตเข้ามามีบทบาทไม่ใช่เรื่องผิดแปลก แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันมีส่วนผลิตซ้ำวาทกรรม ‘นักการเมืองเลว’ ที่ฝังอยู่ในบริบทสังคมไทยมานานให้หนักขึ้นไปอีก “ถ้าเป็นกรณีบริบทไทย ตอบคำถามเราว่ามันจะไปผลิตซ้ำว่าเทคโนแครตเก่งกว่านักการเมืองอาชีพไหม คือเอาจริงผมว่าในสังคมไทย แค่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักการเมืองก็โดนด่าแล้ว คนก็ไม่เชื่อแล้ว แค่เปิดมาว่าผมเป็นนักการเมือง มันก็มีความรู้สึกไม่เป็นบวกต่อคนคนนั้นไปแล้วว่าเป็นคนไม่ดี “ถามว่ามันมันไปผลิตซ้ำไหม ถ้าตอบคำถาม…ผมว่ามันก็ผลิตซ้ำเช่นเดียวกัน เราเชื่อว่าคนที่ไม่ได้มาคลุกคลีกับการเมืองมาก่อน ว่าจะเป็นคนที่มีความชำนาญเชี่ยวชาญ ผมว่า เอาแบบสุดโต่งเลยคือเป็นคนที่แบบ…pure (บริสุทธิ์) ซึ่งตรงนี้ มันก็ไม่ใช่เพิ่งเกิดตอนนี้นะ ผมว่ามันแต่ยุคแต่ละสมัย มันก็เอาเทคโนแครตมาชูโรงอยู่เสมอๆ” เขากล่าวว่า การเมืองขาว-ดำ การเมืองสุจริต การเมืองดี-เลว มีมาทุกยุคทุกสมัยแล้ว การเมืองเชิงศีลธรรมเป็นสิ่งที่ยังขายได้เสมอมาแล้วยังมีประสิทธิภาพรุนแรงด้วย โดยเฉพาะช่วงที่แคมเปญหาเสียงเริ่มค่อยๆ ทำงานไปเรื่อยๆ ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง การสร้างกระแสดี-เลว ขั้วตรงข้ามก็จะถูกผลิตย้ำๆ ซ้ำๆ เรื่อยๆ  ด้วยแรงของกระแส ‘ทุบทุนเทา’ ที่ถูกทำให้เป็นวาระแห่งชาติมาระยะหนึ่ง ทำให้เมื่อมองไปที่ภาพรวมการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ของหลายๆ พรรค ก็ยิ่งทำให้เห็นว่ามีการชู ‘เทคโนแครต’ หรือ ‘คนที่ดูไม่เป็นนักการเมือง’ หวังดึงเสียงสวิงโหวตเตอร์ หรือคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด  “นี่ไง ทำไมตัวชูโรงต้องเอาคนที่ดูเหมือนว่า non-political ไม่เกี่ยวกับการเมืองมาเป็นตัวชูโรง เรื่องทุนเทายิ่งตอกย้ำและทำให้ภาพของความเป็นนักการเมืองมันดูแย่ลงไปกว่าเดิม แค่ตอนแรก (ก็มีภาพจำว่า)  นักการเมืองเลวอยู่แล้วนะ โหตอนนี้นี่ผมว่า (ภาพจำดู) เลวยิ่งกว่า (เดิม) พอสถานการณ์เป็นอย่างนี้ เทคโนแครตเลยถูกนำเสนอมาในแง่ที่ว่า เขา pure…บริสุทธิ์ ไม่เคยมือเปื้อนเรื่องที่มันสกปรก” ‘การเมืองของผู้เชี่ยวชาญ’ ทำอย่างไรไม่ให้กลายเป็น ‘การเมืองคนดี’ ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่ต้องยืนพื้นคือ หลักการความรับผิดรับชอบ (accountability) และการตรวจสอบผ่านกลไกที่เป็นไปได้ เช่น รัฐธรรมนูญ สื่อ ภาคประชาชน “ถ้าจะยืนพื้นว่าไม่ให้เป็นการเมืองคนดีก็คือรัฐมนตรีคนนอก เข้ามาก็ต้องตรวจสอบผ่านกลไกที่เป็นไปได้ทั้งในเชิงสถาบัน ก็คือผ่านรัฐธรรมนูญ ผ่านกฎหมายต่างๆ” “ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็น สส. ไม่ได้มาจากพรรค มันก็ต้องอยู่ภายใต้หลักความพร้อมรับผิด  accountability และตรวจสอบได้ อันนี้จะเป็นจุดตัดที่จะตอบ (คำถาม) ว่า ไม่ให้เป็นการเมืองคนดีเพราะถ้าเป็นการเมืองคนดีเมื่อไหร่คือไม่ต้องตรวจสอบ เชื่อว่าดี จบ” ผู้สื่อข่าวประชาไทถาม ดร.ปุรวิชญ์ ต่อไปว่าในกรณีของ ‘รมว.คนนอก’ หน้าตาหรือน้ำหนักของความรับผิดรับชอบต่อประชาชน จะเหมือนหรือต่างกับรัฐมนตรีที่ผ่านการลงเลือกตั้งแบบ สส.เขต หรืออยู่ในบัญชีรายชื่อมากน้อยแค่ไหน “ถ้าเขาเป็น สส.ด้วย (หมายความว่า) เขาสวมหมวก 2 ใบ เป็นทั้งรัฐมนตรี เป็นทั้ง สส.ซึ่งนี่มันคือตัวแบบหลักการพื้นฐานของรัฐสภาแบบแบบแบบเวสต์มินสเตอร์ อังกฤษ อันนี้คือ accountability ทางการเมืองชัดอยู่แล้วว่า คุณเป็นทั้ง minister และคุณก็เป็นทั้ง MP เสียงสส.ของเขต คือไม่ว่ายังไงก็ตามคุณหลีกหลีกเลี่ยงความพร้อมรับผิดในงานสภาไม่ได้ และในงานบริหารราชการแผ่นดิน”  “ทีนี้ต่อให้เขาไม่เป็น สส.แต่เขาเป็นรัฐมนตรี Accountability ที่ชัดที่สุดก็ต้องมี เรื่องของการตั้งกระทู้ถาม เรื่องของกรรมาธิการ (กมธ.) มีคำเชิญมากี่ที รัฐมนตรีมาชี้แจงกี่ครั้ง แล้วเอาแล้วถ้าเจาะไปอีกรัฐมนตรีคนนอก ผมไม่เคยไปเก็บข้อมูลนะ แต่น่าไปเก็บมาเลยว่ารัฐมนตรีคนนอกที่แต่งตั้งเข้ามา มีเคยมีกรรมาธิการเชิญไป (ให้ข้อมูล) กี่ครั้ง แล้วมาตอบเองกี่ครั้ง”     * สัมภาษณ์ * การเมือง * เลือกตั้ง 2569 * รัฐมนตรีคนนอก * พรรคประชาชน * ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน * ปุรวิชญ์ วัฒนสุข
dlvr.it
January 9, 2026 at 2:05 PM
วิวัฒนาการของ 'ดิจิทัลโนแมด' จากพื้นที่ 'แฮกเกอร์' สู่โลกของ 'คริปโต'
วิวัฒนาการของ 'ดิจิทัลโนแมด' จากพื้นที่ 'แฮกเกอร์' สู่โลกของ 'คริปโต' auser15 Fri, 2026-01-09 - 16:22 รายงานพิเศษจาก The Conversation ชวนมองวิวัฒนาการของ ‘ดิจิทัลโนแมด’ จากยุคพื้นที่แฮกเกอร์ในเบอร์ลิน สู่โคเวิร์กกิ้งสายบล็อกเชนและคริปโตในเชียงใหม่ เมื่อการทำงานไร้พรมแดนกลายเป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ สนามทดลองทางเทคโนโลยี และทรัพยากรที่รัฐบาลทั่วโลกต่างแย่งชิง ภาพจาก: Pronomad (CC) หนึ่งในพื้นที่ทำงานร่วมกันหรือโคเวิร์กกิ้งสเปซ (Coworking Space) ยุคแรกเริ่มคือ C-Base ในเบอร์ลิน ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อนโดยกลุ่มวิศวกรคอมพิวเตอร์เพื่อเป็น "พื้นที่แฮกเกอร์" (Hacker Space) สำหรับแบ่งปันความรู้ทางเทคนิค เช่นเดียวกับผลการวิจัยทางมานุษยวิทยาในช่วงปี 2015 ที่พบว่ากลุ่มผู้บุกเบิกวิถีชีวิตดิจิทัลโนแมดส่วนใหญ่คือนักเขียนโค้ดและแฮกเกอร์ เกือบ 10 ปีต่อมา เรากลับมาที่เชียงใหม่เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงของผู้บุกเบิกเหล่านี้ และสงสัยว่าพวกเขาจะรู้สึกท้อแท้หรือไม่ เมื่อต้องเผชิญกับคลื่นนักเดินทางรุ่นใหม่ที่แห่กันตามรอยมาเพียงเพราะภาพลักษณ์ที่ดูหรูหราของชีวิตไร้โต๊ะทำงาน ซึ่งในความเป็นจริงมักไม่สวยงามเหมือนในรูปภาพ Yellow Coworking และคลื่นผู้มาใหม่ จุดศูนย์กลางของเหล่าโนแมดในเชียงใหม่คือ Yellow Coworking ที่เปิดตัวในปี 2020 เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชน (Blockchain) ในช่วงที่โควิดกำลังระบาด ช่วงท้ายของการแพร่ระบาดถือเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจ เพราะเกิดเหตุการณ์รุกรานยูเครนโดยรัสเซียในปี 2022 ตามมาด้วยการเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) จากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Twitter, Meta, Coinbase และ Microsoft สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ Yellow Coworking กลายเป็นจุดหมายของอดีตพนักงานจากซิลิคอนแวลลีย์ นักเขียนโค้ดชาวรัสเซียและยูเครน รวมถึงกลุ่มผู้คลั่งไคล้คริปโต พนักงานที่นี่เล่าว่าคนกลุ่มนี้มาเพื่อสร้างต้นแบบธุรกิจพื้นฐานหรือ MVP (Minimum Viable Product) โดยใช้เชียงใหม่เป็นสนามทดสอบเพราะมีค่าครองชีพต่ำ ช่วยขยายเวลาในการปั้นธุรกิจให้รอดพ้นช่วงเริ่มต้นโดยไม่ต้องรีบระดมทุนเพิ่ม เทคโนโลยีที่เป็นภาษาสากล Yellow Coworking จังหวัดเชียงใหม่ | ภาพจาก: Coworking spaces บรรยากาศที่ Yellow Coworking เต็มไปด้วยคนวัย 20 กว่าที่ใช้การสแกนลายนิ้วมือเข้าอาคาร พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่พึ่งพาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและถือพาสปอร์ตตะวันตกในการใช้ชีวิตแบบไม่ยึดติดกับสถานที่ คนกลุ่มนี้มองว่า "โค้ด" คือภาษาสากลที่ช่วยให้พวกเขาทำงานที่ไหนก็ได้บนโลก หัวข้อสนทนายอดนิยมคือ วิตาลิก บูเทอริน (Vitalik Buterin) ผู้สร้าง Ethereum ซึ่งเป็นระบบบล็อกเชนเบื้องหลังเหรียญคริปโตอันดับสองของโลกอย่าง Ether โดยบูเทอรินเองก็ใช้ชีวิตเป็นดิจิทัลโนแมดมานานเกือบ 10 ปีด้วยเป้เพียงใบเดียว ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องโลกไร้พรมแดนของเหล่าคนคริปโตอย่างสมบูรณ์แบบ การปฏิวัติไร้พรมแดนในท้องถิ่น ในเชียงใหม่ การใช้คริปโตเคอร์เรนซีได้เริ่มกระจายตัวเข้าสู่ภาคธุรกิจท้องถิ่น เช่น บาร์บางแห่งยอมรับการชำระเงินด้วย Bitcoin ซึ่งเจ้าของร้านเชื่อว่านี่คือส่วนหนึ่งของอนาคตทางการเงิน ในงานพบปะเราจะได้เห็นทั้ง "คริปโตโนแมด" ที่กำลังพยายามขายฝันให้คนลงทุนในเหรียญใหม่ของตัวเอง ไปจนถึงคนที่เคยขาดทุนมหาศาลจนต้องย้ายมาอยู่เชียงใหม่เพื่อลดภาระค่าครองชีพ โลกของคริปโตโนแมดมีทั้งเรื่องราวของความสำเร็จและการหลอกลวงที่ตรวจสอบได้ยาก ตั้งแต่การขายคอร์สลงทุนไปจนถึงการพัฒนาความปลอดภัยของระบบบล็อกเชนเพื่อป้องกันแฮกเกอร์ ทุกอย่างดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศของการแสวงหาโอกาสในดินแดนที่มีต้นทุนต่ำกว่าบ้านเกิดของตนเอง ทรัพยากรล้ำค่าที่รัฐบาลต่างแย่งชิง ศูนย์บ่มเพาะ Startup ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส | Build Up Labs ปัจจุบันพื้นที่ดิจิทัลโนแมดในเมืองต่าง ๆ เช่น ลิสบอน ในโปรตุเกส ได้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นแค่ที่ทำงาน แต่กลายเป็น "ศูนย์บ่มเพาะ" (Incubator) ที่มีการจัดกิจกรรมเครือข่ายระดับสากล เช่น Ethereum Block Summit เพื่อเจาะลึกอนาคตทางการเงิน ขณะที่บริษัทอย่าง CV Labs ก็กำลังสร้างระบบนิเวศบล็อกเชนในหลายเมือง เช่น ในสวิตเซอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์ รัฐบาลทั่วโลกเริ่มตระหนักว่าดิจิทัลโนแมดคือทรัพยากรบุคคลที่มีค่า จึงเกิดการแข่งขันในการออกวีซ่าเพื่อดึงดูดคนเหล่านี้ เช่น มาเลเซียที่เน้นผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ หรือเอสโตเนียที่เปิดโปรแกรม e-residency เพื่อดึงตัวคนทำงานทักษะสูง โดยวีซ่าหลายแห่งยังเปิดทางให้สมาชิกครอบครัวติดตามมาและนำไปสู่การพำนักถาวรในที่สุด จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงพื้นที่แฮกเกอร์เล็ก ๆ เมื่อ 30 ปีก่อน ในวันนี้โคเวิร์กกิ้งสเปซได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจและการคำนวณทางเศรษฐกิจของเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมีกลุ่มคริปโตโนแมดเป็นตัวขับเคลื่อนเสน่ห์และพลวัตใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมนี้ ที่มา: The evolution of digital nomadism: from hi-tech hacker spaces to crypto coworking (Jo Adetunji, The Conversation UK, 24 December 2025)  * รายงานพิเศษ * แรงงาน * ดิจิทัลโนแมด * The Conversation * เชียงใหม่
dlvr.it
January 9, 2026 at 9:26 AM
ย้อนดูการเมือง ‘เวเนซุเอลา’ ก่อนคืนทหารสหรัฐฯ บุกจับ ‘มาดูโร’ แล้วประเทศจะไปต่ออย่างไร?
ย้อนดูการเมือง ‘เวเนซุเอลา’ ก่อนคืนทหารสหรัฐฯ บุกจับ ‘มาดูโร’ แล้วประเทศจะไปต่ออย่างไร? ภาพปก นิโคลัส มาดูโร ขณะกำลังหาเสียงเลือกตั้งเมื่อ 11 เม.ย.2556 หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี อูโก้ ชาเวซ ภาพจาก Joka Madruga / TerraLivrePress.com admin666 Fri, 2026-01-09 - 13:05 5 ม.ค. 2569 หลังจากเกิดเหตุการณ์กองทัพสหรัฐฯ บุกเข้าไปจับกุมนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาถึงในคารากัส  ตรีเทพ ศรีสง่า นักศึกษาปริญญาเอก สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟลอริด้า มีประสบการณ์การทำวิจัยเกี่ยวกับการเมืองเวเนซุเอลา โพสต์เล่าถึงที่มาของสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศเวเนซุเอลา และประเมินสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ที่ดูแล้วอาจจะไม่จบง่ายราบรื่นอย่างที่ทรัมป์หวังจากเพียงแค่จัดการอุ้มตัวหัวของระบอบการเมืองที่มีอยู่มานานเกือบ 3 ทศวรรษแต่โครงสร้างของระบอบยังเหลืออยู่  มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร  เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันส่งออกมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 รัฐบาลเผด็จการสมัยนั้นก็ให้สัมปทานกับบรรษัทข้ามชาติเข้ามาสำรวจ ลงทุน แล้วก็ขุดเจาะ จนกระทั่งมีการเปลี่ยนผ่านมาสู่ประชาธิปไตยช่วง 1960 รัฐบาลเวเนซุเอลา มีเสถียรภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นดาวของลาตินอเมริกาตลอดช่วงสงครามเย็น  ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างโคลอมเบียเจอปัญหาเหตุการณ์ไม่สงบทั้งจากกองโจรฝ่ายซ้าย แก๊งค้ายา กองกำลังติดอาวุธฝ่ายขวา หรือประเทศอย่างบราซิล เปรู อาร์เจนตินา เจอการรัฐประหารโดยกองทัพ เวเนซุเอลามีการเลือกตั้ง มีการเปลี่ยนรัฐบาลผ่านการเลือกตั้ง (แม้จะวนๆ ไปอยู่แค่สองพรรค เพราะเค้าทำข้อตกลงระหว่างกัน) แถมยังรับผู้ลี้ภัยสงครามจากเพื่อนบ้านมาอีก บ้างก็เป็นที่ไว้หนีภัยการเมืองจากประเทศที่มีรัฐบาลเผด็จการทหาร ชนชั้นกลางมีการศึกษา มีอันจะกินกันอย่างดี ถึงขนาดว่าคนที่รวยมากหน่อยก็บินไปออร์แลนโด้ ไปเที่ยวดิสนี่แลนด์ แล้วก็กลับ  ยิ่งในช่วงทศวรรษ 1970 ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงมาก รัฐบาลก็ยิ่งมีเงินไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ปัญหาการทุจริตก็สะสมอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งราคาน้ำมันเข้าสู่ช่วงขาลงอย่างรุนแรงราวๆ ทศวรรษ 80-90 ประกอบกับมีการขึ้นดอกเบี้ยกันทั่วโลกเพื่อลดปัญหาเงินเฟ้อ เวเนซุเอลา ก็เลยเจ๊ง ชนชั้นกลางที่เคยอยู่ดีกินดีจนลง จนมีการออกมาประท้วงเรื่องปัญหาการทุจริต บานปลายถึงขนาดมีการพยายามทำรัฐประหารล้มรัฐบาลเลยทีเดียว  ผู้นำการรัฐประหารที่ล้มเหลวนั้นคืออูโก้ ชาเวซ หลังพลาดท่าก็โดนเข้าคุก แต่ก็ได้รับอภัยโทษออกมา ต่อมาก็ตั้งพรรคแล้วก็ลงเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีช่วงปี 98 ซึ่งผลคือชนะถล่มทลาย ชาเวซมีนโยบายเรือธงคือการจะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าทิ้งแล้วเขียนฉบับใหม่ขึ้นให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีความเป็นสังคมนิยมมากขึ้น เมื่อชนะเลือกตั้งได้ ก็มีการจัดให้เลือกสมาชิกสภายกร่างฯ จนออกมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ "แบบชาเวซ" (Chavista) แล้วก็เอาลงสู่ประชามติ ซึ่งด้วยคะแนนนิยมของชาเวซในหมู่คนยากคนจนและชนชั้นกลางตอนนั้น ก็ผ่านแบบไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจกับฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล มากเกินไปเหนือฝ่ายอื่นๆ อย่างตุลาการและนิติบัญญัติ  ในปีต่อๆ มาที่ชาเวซเจอพลังฝ่ายค้านมากขึ้นและต้องการกระชับอำนาจมากขึ้น เพราะชาเวซเชื่อว่าจากผลเลือกตั้งถล่มทลายทั้งหลายประชาชนได้ให้อำนาจเขาสร้างประเทศชาติขึ้นใหม่ กำลังก่อการปฏิวัติทางสังคมที่ว่ากันว่าจะทำให้ประชาชนเท่าเทียม มีแต่พวกชนชั้นนำและสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมให้เขาทำได้ ก็มีการแก้รัฐธรรมนูญและทำประชามติอีก ที่สุดโต่งที่สุดคือการแก้ให้รัฐธรรมนูญยกเลิกเพดานการจำกัดวาระของประธานาธิบดีกล่าวคือ จะลงเลือกตั้งกี่สมัยก็ได้ จะเป็นผู้นำกี่วาระก็ได้ ตราบใดก็ตามที่ชนะเลือกตั้ง  ชาเวซก็เลยเป็น ประธานาธิบดี มาจนถึงปี 2013 ระหว่างทางก็มีการตั้งให้พวกพ้องฝั่งตนเองเข้าไปนั่งในศาล แล้วใช้กฎหมายในการตัดสิทธิ์ไม่ให้ฝ่ายค้านตัวเป้ง ๆ ลงเลือกตั้งได้ บ้างก็โกงเลือกตั้งเห็น ๆ มีการออกนโยบายโครงการต่างๆ ที่มุ่งเน้นบรรเทาความยากจน (เช่นบ้านเอื้ออาทร หมอประจำชุมชน ฯลฯ) โดยใช้เงินจากการขายน้ำมันมาเป็นงบประมาณหลัก (ซึ่งก็ต้องไม่ลืมว่าคนจนเมืองและในชนบทมีอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ชาเวซปรับใช้นโยบายรัดเข็มขัดช่วงยุค 90) แปลว่า ณ ขณะนี้ ชาเวซมีทั้งอาวุธจากฝั่งสถาบันทางการเมืองในรูปของสถาบันการเมืองและกฎหมาย มีกลุ่มที่ภักดีจากภายในพรรคสังคมนิยมที่ตนเองตั้งขึ้นมาและจากในกองทัพ (ต้องไม่ลืมว่าพื้นเพชาเวซเป็นคนจากกองทัพ คนชอบเรียกติดปากว่า "el coronel") แล้วก็มีฐานเสียงที่เหนียวแน่นสุดๆ เพราะประชาชนจำนวนมหาศาลช่วงนั้นเชื่อว่าตนลืมตาอ้าปากได้ก็เพราะชาเวซ ครั้งหนึ่ง ฝ่ายอีลีทที่เกลียดชาเวซทั้งหลายเคยเกือบชนะด้วยการกวักมือเรียกกองทัพเข้ามารัฐประหารเมื่อปี 2002 ชาเวซโดนล้มจริง มีการจับกุมไป แล้วมีการเอาประธานหอการค้าฯ ขึ้นเป็น ประธานาธิบดี รักษาการแทน รัฐบาลสหรัฐฯ (บุชคนลูก) ตอนนั้นก็ออกมายอมรับพร้อมสนับสนุนการรัฐประหารครั้งนั้นทันที แต่หลังจากนั้นไม่นาน ประชาชนจำนวนมหาศาลออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลรัฐประหาร เกิดการนองเลือดขึ้น จนกระทั่งว่าฝ่ายก่อการต้องยอมปล่อยตัวชาเวซกลับเข้ารับตำแหน่ง วันที่เกิดการก่อการ (11-12 เมษายน 2002) ทุกวันนี้ถือเป็น "Día del Pueblo Comunicador" หรือวันแห่งการรำลึกถึงประชาชนผู้พากันออกมาเรียกร้องให้ชาเวซกลับสู่ตำแหน่ง อีกสิ่งหนึ่งที่ชาเวซ (และต่อมามาดูโร) ทำนอกจากมีเอาเงินจากการขายน้ำมันมาหนุนนโยบายกระจายรายได้ คือการยึดเอากิจการของเอกชนกลับมาเป็นของรัฐ (expropriation) ซึ่งก็มีตั้งแต่บริษัทผลิตกระดาษเช็ดก้นอย่าง Kimberly-Clark ไปจนถึงบริษัทผลิตน้ำมันอย่าง Petróleos de Venezuela (PDVSA) ซึ่งจริงๆ สร้างขึ้นเป็นรัฐวิสาหกิจคล้ายๆ ปตท ตั้งแต่ 1976 ช่วงที่ราคาน้ำมันสูง (เพราะปัญหาในตะวันออกกลาง) แต่พอถึงยุคชาเวซ เกิดปัญหาบอร์ดบริหารขัดใจชาเวซ มีการ strike ชาเวซจึงพูดออกทีวีไล่บอร์ดบริหารทั้งหมดออก แล้วส่งคนของตนเข้าไปนั่งเองทั้งหมด เคราะห์ร้ายว่าชาเวซป่วยเป็นมะเร็งในอุ้งเชิงกราน เลยตายคาตำแหน่ง แต่ก่อนตายชาเวซชี้ให้ฐานเสียงตนลงคะแนนเสียงให้นิโกลัส มาดูโร หากตนตายแล้ว ฝ่ายค้านก็ส่งตัวจี๊ดมา (เอนริเก กาปริเลส) แต่สุดท้าย 2013 มาดูโรก็ชนะไปแบบเฉียดฉิวมาก หลังจากนี้เองที่เวเนซุเอลา ค่อยไหลลงคลอง  หลัง 2013 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันจากที่เคยพีกช่วงชาเวซ กลับปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เวเนซุเอลา ซึ่งมีรายได้กว่า 90% จากการส่งออกน้ำมันจึงเจอปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง รวมถึงประเด็นที่ว่าตั้งแต่ครึ่งหลัง ศตวรรษที่ 20 มาจนถึงชาเวซและมาดูโร รัฐบาลเวเนซุเอลา ไม่เคย diversify รายได้ตัวเองเลยและไม่เคยพัฒนาอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมมากเท่าที่ควรเลย สาเหตุก็เพราะว่ารายได้ที่ได้จากการส่งออกน้ำมันสามารถนำมาซื้อของนำเข้าได้ง่ายๆ และรัฐก็สามารถควบคุมเพดานราคาสินค้าให้ต่ำกว่าราคาจริงเพื่อเอาใจคนยากคนจนได้  ดังนั้นเมื่อไม่มีเงินซื้อของเข้ามาให้คนจับจ่ายใช้สอย แต่มีการควบคุมราคาเช่นเดิม ปัญหาตลาดมืดและเงินเฟ้อจึงตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ช่วง 2016-2019 สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองเวเนซุเอลา มืดมนมากเสียจนคนเป็นล้านๆ ต้องอพยพไปอยู่ตามประเทศเพื่อนบ้านบ้าง สหรัฐฯ บ้าง สเปนบ้าง  ขณะเดียวกันกับที่ เศรษฐกิจ แย่ลง รัฐบาลมาดูโรและพรรคสังคมนิยมก็ขยับตัวเป็นเผด็จการเต็มใบ เมื่อมีการประท้วงใหญ่ช่วงที่ เศรษฐกิจ แย่ๆ เงินเฟ้อทะลุหลักแสนเปอร์เซ็น รัฐบาลก็ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วง ขณะเดียวกันพรรคสังคมนิยมกับมาดูโรก็ควบคุมกองทัพให้อยู่ใต้บัญชาผ่านหลายๆ วิธีการ เพื่อที่ว่าจะได้ไม่มีใครทำรัฐประหารล้ม นอกจากนี้ก็มีการแก้กฎหมายเลือกตั้งให้ตัวผู้นำและพรรคฝ่ายค้านหมดสิทธิ์ทางการเมือง ฉะนั้นการเลือกตั้งยังมีอยู่ จนปีที่แล้วก็ยังมี ฝ่ายค้าน (ที่ยังเหลือ) ก็ยังลงได้ และฝ่ายค้านที่นำโดยมาเรีย โกรินา มาชาโด และกอนซาเลส ก็อ้างว่าฝ่ายตนชนะ แต่กฎมันไม่ยุติธรรมเสียจนว่ายังไงๆ ฝ่ายพรรคสังคมนิยมและมาดูโรก็เป็นฝ่ายชนะอยู่วันยังค่ำ  เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ส่องวิกฤตเวเนซุเอลา ผ่านพัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจศตวรรษร่วมสมัย สหรัฐฯ ทำอะไรไป? ทำไมต้องทำแบบนี้? หลังประท้วงใหญ่และปัญหาเงินเฟ้อ ก็มีการดันคนที่ดูจะเอาเรื่องอย่าง Delcy Rodríguez ขึ้นมานั่ง รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจบ้าง มีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ แบบที่เอาภาคเอกชนกลับเข้ามาร่วมงานด้วย สภาพการเมืองเวเนซุเอลา จึงอยู่แบบที่ทางรัฐศาสตร์เรียกว่า "stable dictatorship" มาสักพัก จนกระทั่งราวๆ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์มีการส่งเรือรบไปในทะเลแคริบเบียน มีการระเบิดเรือเล็กๆ ที่ทรัมป์บอกว่าเป็นเรือลักลอบขนยาเสพติดอยู่หลายต่อหลายครั้ง จนงานวิเคราะห์หลายๆ ชิ้นบอกว่านี้ฉากหน้า จริงๆ นี้คือการเตรียมพร้อมบุกเวเนซุเอลา ต่างหาก ที่ชัดที่สุดคือมีการส่งเรือบรรทุกอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของทัพเรือ (USS Gerald Ford) เข้ามาในน่านน้ำใกล้ๆ เวเนซุเอลา  สุดท้ายก็เกิดการบุกจริง แต่เป็นการชิงเอาตัวมาดูโรและภรรยาไป หลายคนชอบวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่แท้จริงเป็นการพยายามแย่งชิงน้ำมันของเวเนซุเอลา และทรัมป์เองก็พูดแบบนั้นใน press conference โดยทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ จะส่งทีมเข้าไปบริหารประเทศ แล้วก็จะส่งบริษัทอเมริกันเข้าไปจัดการกับอุตสาหกรรมน้ำมัน ไปเรียกเอาค่าเสียหายจากการถูกยึดกิจการน้ำมันคืน ซึ่งส่วนตัววิเคราะห์ว่ามีส่วนจริง แต่มันน่าจะไม่ใช่ภาพทั้งหมด  ปัจจัยเรื่องโหวตเตอร์ภายในสหรัฐฯ เองก็มีส่วนสำคัญมากๆ โดยเฉพาะกลุ่มลาติโน่และคนที่ไม่ซื้อเรื่องผู้อพยพ ทรัมป์ชนะรอบล่าสุดก็เพราะปลุกประเด็นเรื่องนี้ ทรัมป์เชื่อว่าถ้าคุมเวเนซุเอลาได้ จะส่งผู้อพยพเวเนซุเอลากลับไปได้ทั้งหมด ที่มากไปกว่านั้นก็มีไอเดียเรื่องการเชือดไก่ให้ลิงดูว่าสหรัฐฯ มีแสนยานุภาพทางทหารและ resolve ที่จะกลับมาเป็นเจ้าของเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ ในทวีปอเมริกา (Western Hemisphere) แล้ว คนอื่นอย่าแตะ และ "คนหลังบ้าน" ที่เป็นหอกข้างแคร่อย่างคิวบาหรือโคลอมเบีย จงอย่าหือ แล้วจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้? ทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ จะจัดทีมเข้าไปบริหารประเทศเอง เขาบอกว่าอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่าง โจ ไบเดนทำสหรัฐฯ เละเทะ แต่ฉันยังทำกลับมาให้ยิ่งใหญ่ได้ ฉะนั้นกับเวเนซุเอลา ฉันก็ทำได้ แล้วจะเอาบริษัทอเมริกันเข้าไปผลิตน้ำมันด้วย  แต่พอนักข่าวถามต่อว่าจะทำยังไงกันแน่ในเชิงการเมือง มีกลไกอะไร ทั้งทรัมป์และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศตอบไม่ได้ (หรืออาจจะไม่อยากตอบ) พอถามต่อว่าจะให้ฝ่ายค้านคนไหนขึ้นรักษาการณ์ไหม อย่างเช่นมาชาโดที่เพิ่งได้รางวัลโนเบลไป ทรัมป์บอกว่าไม่ควรเป็นมาชาโด เธอไม่ได้รับความเคารพในประเทศ ซึ่งก็พาให้นักข่าวเหวอกันไปหมด เพราะต่างก็คิดว่าทุกอย่างคือการปูทางมาให้มาชาโดแล้ว  ฉะนั้นในฝั่งสหรัฐฯ ก็ยังเป็นที่งง ๆ อยู่ว่า แล้วจะทำอย่างไรกับเวเนซุเอลา ที่บอกว่าตนจะเข้าไปบริหารเอง ที่ย้อนแย้งไปกว่านั้นคือ ฝ่ายทรัมป์ก็ยอมรับว่าคุยกับรอง ประธานาธิบดี เวเนซุเอลา คนปัจจุบันแล้วอย่าง เดลซี่ โรดริเกซ มือขวาของมาดูโร และบอกว่าเดลซีน่าจะเจรจาด้วยได้ แต่แค่เวลาไม่นาน ทั้ง 3 ตัวท็อปของรัฐบาลมาดูโร คือ เดลซี่, วลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ, ดิโอสดาโด กาเบโย ก็ออกมาบอกว่าพวกตนยังไม่ได้ยอมรับอะไรใดๆ จากสหรัฐฯ และมาดูโรและพรรคสังคมนิยมยังคงเป็นฝ่ายที่กุมอำนาจอยู่เช่นเดิม ดังนั้นหากมองที่การเมืองภายในของเวเนซุเอลา แล้ว ส่วนตัวคิดว่านี้ยังไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านระบอบทันทีในลักษณะที่ว่าฝ่ายตรงข้ามมาดูโรจะได้เป็นรัฐบาล เพราะสิ่งที่เรียกว่า "state apparatus" หรือกลไกและสถาบันการเมืองของรัฐอย่างท่าเรือ กองทัพ ฯลฯ ยังคงอยู่ในมือของพรรคสังคมนิยม และฝ่ายนี้มีความยึดแน่นทางอุดมการณ์ที่เรียกว่า "Chavismo" (แบบชาเวซ) สูงมาก และหากทรัมป์จัดระลอกสองให้เวเนซุเอลา ในลักษณะว่าเป็นการเอาตัวท็อป 3 คนที่เหลือออก ส่วนตัวเราคิดว่าก็ไม่ได้จะทำให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นแบบในปานามา 1989 อย่างแน่นอน ถ้าเกิดการโจมตีเพื่อตัดหัวแบบนี้อีกครั้ง สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นแทนคือกลุ่มพรรคสังคมนิยมที่เหลือและหัวรุนแรง อาจจะหยิบจับอาวุธแล้วเข้าป่าทำสงครามกองโจร ต้องไม่ลืมว่ากลุ่มกองโจรฝ่ายซ้าย ELN ของโคลอมเบียก็ยังมีการปฏิบัติการอยู่ตามชายแดนโคลอมเบีย-เวเนซุเอลา หากจะเข้าร่วมหรือขอความช่วยเหลือ ก็ไม่ได้เป็นการยากอะไร  สรุป ฝ่ายประชาชนที่อพยพออกมาก็แสดงความยินดีที่มาดูโรโดนจับ ทรัมป์ยิ้มแฉ่งว่าตัวเอง "did the impossible" แต่ปฏิบัติการนี้มันเป็นแค่การตัดหัวออก แต่ตัวมันยังเดินได้ อาจจะไม่ได้ดีเท่าเดิม แต่มันไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้หายไปไหน รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามวางเดิมพันว่าการบุกจับมาดูโรนี้จะทำให้ลูกไล่ทั้งสามตัวท็อปนั้นยอมนั่งโต๊ะเจรจา เรามองว่าทรัมป์หวังว่าจะชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ กับแกนนำเหล่านี้ แต่ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าพวกเขาจะยอมทรัมป์ทั้งหมดนั้นหรือไม่ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่   if anything, ถ้าทั้งเดลซี่, วลาดิมีร์ และดิโอสดาโด รวมความเป็นเอกภาพภายในพรรคสังคมนิยมได้ผ่านการเน้นย้ำอุดมการณ์ Chavismo/Bolivarianism ระบอบก็อาจจะกลับมาแกร่งแบบเดิมก็ได้ และสุดท้ายสหรัฐฯ ก็อาจจะไม่ได้เปลี่ยนระบอบการเมืองเวเนซุเอลา ในเชิงลึกแบบที่ตนต้องการก็ได้ * ข่าว * ต่างประเทศ * เวเนซุเอลา * อูโก้ ชาเวซ * นิโคลัส มาดูโร * ตรีเทพ ศรีสง่า
dlvr.it
January 9, 2026 at 7:11 AM
สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU ไม่ยอมรับการประกาศเอกราชโดย KTLA
สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU ไม่ยอมรับการประกาศเอกราชโดย KTLA ภาพปก: เนอดา เมียะ แห่ง KTLA (ที่มา: เฟซบุ๊ก Kaw Thoo Lei Army) XmasUser Fri, 2026-01-09 - 09:26 สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับการประกาศเอกราชตั้งสาธารณรัฐกอทูเลโดยกองกำลังกอทูเล KTLA นำโดยลูกชายนายพลโบเมียะ "เนอดา เมียะ" ย้ำว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการประกาศเอกราชตั้งสาธารณรัฐกอทูเลโดย KTLA และ "เนอดา เมียะ" ผู้ถูกขับออกจาก KNU ย้ำจุดยืน KNU ร่วมมือกับองค์กรปฏิวัติกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่มีเป้าหมายต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า และต้องการสร้างสหพันธรัฐที่เป็นประชาธิปไตย เนอดา เมียะ และกำลังพลกองกำลังกะเหรี่ยงกอทูเล KTLA ในวันรำลึกเอกราชกอทูเล เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2569 ที่มา: Facebook/Kaw Thoo Lei Army เนอดา เมียะ ผู้บัญชาการกองกำลังกะเหรี่ยงกอทูเล KTLA ที่มา: Facebook/Kaw Thoo Lei Army กรณีเนอดา เมียะ ผู้นำกองกำลังกอทูเล (KTLA) บุตรชายของนายพลโบเมียะ อดีตประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU ผู้ล่วงลับ จัดงานรำลึกเอกราชกอทูเลเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 69 ที่ฐานที่มั่น KTLA แห่งหนึ่ง ตรงข้ามบ้านหนองหลวง ต.หนองหลวง อ.อุ้มผาง จ.ตาก และประกาศเอกราชตั้งสาธารณรัฐกอทูเลนั้น ล่าสุดวานนี้ (8 ม.ค. 69) สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองของกองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ออกแถลงการณ์ “จุดยืนของ KNU ต่อการประกาศเอกราชของสาธารณรัฐกอทูเล โดยกองทัพกอทูเล (Kawthoolei Army: KTLA)” สำหรับแถลงการณ์มีรายละเอียดดังนี้   ทหารกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง KNLA ซึ่งเป็นปีกทางการทหารของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU ในงานพิธีสวนสนามวันปฏิวัติกะเหรี่ยง ภาพถ่ายเมื่อ 31 มกราคม 2557 ที่ฐานบัญชาการ KNLA กองพลน้อยที่ 5 ที่อำเภอมือตรอ หรือผาปูน รัฐกะเหรี่ยง (ที่มา: แฟ้มภาพ/ประชาไท) “พวกเรา สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ขอชี้แจงให้ทราบโดยชัดเจนว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ โดยสิ้นเชิง ระหว่าง KNU กับ “รัฐบาลกอทูเล” รวมถึงการประกาศเอกราชของสาธารณรัฐกอทูเล ซึ่งถูกประกาศโดยกองทัพกอทูเล (KawThoolei Army: KTLA) ภายใต้การนำของซอเนอดา เมียะ เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 จากกรณีที่ ซอ เนอดา เมียะ ถูกกล่าวหาว่าได้ก่ออาชญากรรมสงคราม และได้ละเมิดกฎระเบียบและข้อบังคับที่กำหนดโดย KNU ซ้ำแล้วซ้ำเล่า KNU จึงได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2565 ให้ถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดขององค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Defense Organization: KNDO) และขับออกจาก KNU ต่อมา เมื่อ ซอเนอดา เมียะ ได้ประกาศจัดตั้งกลุ่มที่แยกออกมาเรียกว่า กองทัพกอทูเล (Kawthoolei Army: KTLA) ในเดือนกรกฎาคม 2565 KNU ได้ออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะยืนยันว่า KNU ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับกิจกรรมหรือการดำเนินการของ KTLA การกระทำของกลุ่มดังกล่าวไม่มีเป้าหมายอันชอบธรรมในอุดมการณ์ในการปฏิวัติกะเหรี่ยง และไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ อีกทั้งยังไม่เป็นไปตามคุณค่าและหลักการของการสร้างชาติที่พวกเรามุ่งหวัง การกระทำดังกล่าวมิใช่อะไรอื่น นอกจากการนำชื่อ “กอทูเล” มาใช้ในทางที่ผิด และเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการปฏิวัติกะเหรี่ยงและประชาชนชาวกะเหรี่ยง โครงสร้างการบริหารของ KNU ถูกวางรากฐานขึ้นจากการจัดการประชุมสมัชชาระดับเขตและระดับกลางทุก ๆ สี่ปี (ยกเว้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ครอบคลุมทั้งเจ็ด 7 เขตการปกครอง ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของ KNU ผู้นำทางการเมืองและฝ่ายบริหารซึ่งได้รับการเลือกตั้งในระดับเขตและระดับกลางจะทำหน้าที่ด้านการบริหาร การให้บริการสาธารณะ ความมั่นคง และการป้องกันประเทศ นอกจากนี้ KNU ยังได้ต่อสู้ต่อต้านระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ รวมถึงเผด็จการทหารพม่าอย่างยาวนาน โดยประสานความร่วมมือกับองค์กรปฏิวัติอื่น ๆ ที่มีจุดยืนและเป้าหมายร่วมกัน ต่อมา ภายใต้บริบทของพัฒนาการทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารในปี 2564 พวกเรา KNU ได้ปรับทิศทางและยกระดับบทบาทของตน โดยมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อสร้างรัฐกอทูเล หรือหน่วยสหพันธรัฐกอทูเลที่สอดคล้องกับมาตรฐานประชาธิปไตย มีการเป็นตัวแทนที่กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ และศาสนา ตั้งอยู่บนหลักความเสมอภาคของชนชาติ และสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ KNU ได้แจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับความพยายามดังกล่าวต่อคณะทูต องค์กรทางการทูต สาธารณชน และสื่อมวลชนเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ KNU ยังคงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับองค์กรปฏิวัติของชนชาติอื่น กองกำลังประชาธิปไตย และประชาชน เพื่อสถาปนาสหพันธรัฐที่ตั้งอยู่บนหลักสหพันธรัฐจากล่างขึ้นบน (bottom-up federalism) กล่าวคือ การแสวงหาการสร้างสหพันธรัฐประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ผ่านการเสริมสร้างโครงสร้างระดับรัฐให้มีความแข็งแกร่ง / สำนักงานใหญ่ คณะกรรมการบริหารกลางสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง” เรื่องที่เกี่ยวข้อง * KNU แจงเหตุปาระเบิดที่อุ้มผางไม่เกี่ยวกับ KNU, 15 ธ.ค. 2567 * ประธาน KNU แถลงครบรอบ 76 ปี วัน 'กอทูเล' พร้อมจะร่วมกับ 'สหพันธรัฐประชาธิปไตย' พม่าในอนาคต, 22 มิ.ย. 2568 * KNU แจงกลุ่ม 'กอทูเล' ที่ยึดพื้นที่ใกล้ท่อก๊าซพม่า-ไทย ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา, 17 ส.ค. 2568 * รัฐบาลทหารพม่าจัด KNU เป็น 'กลุ่มก่อการร้าย' หลังต้านแผนจัดเลือกตั้ง, 5 ก.ย. 2568  * ข่าว * ต่างประเทศ * เนอดา เมียะ * พม่า * เมียนมา * KNU * สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง * KTLA
dlvr.it
January 9, 2026 at 2:36 AM
‘เพื่อไทย’ เปิดปราศรัยใหญ่ ขายนโยบายแก้จน แก้หนี้ ลดรายจ่าย หนุนคนทำงานไม่ต้องพะวงหลัง
‘เพื่อไทย’ เปิดปราศรัยใหญ่ ขายนโยบายแก้จน แก้หนี้ ลดรายจ่าย หนุนคนทำงานไม่ต้องพะวงหลัง admin666 Thu, 2026-01-08 - 20:33 8 ม.ค. 2569 ที่ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยจัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ลานคนเมืองโดยมีทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนได้แก่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รวมถึง สส.เขตกรุงเทพและบัญขีรายชื่อ มานำเสนอนโยบายหลักของพรรค ทั้งการแก้ปัญหาหนี้ การให้เงินอุดหนุนสำหรับคนที่ต้องการฝึกฝนทักษะใหม่  ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ต้องแก้หนี้แก้จน  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค กล่าวถึงนโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาสไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นการแก้ปัญหาที่สาเหตุเพราะเมื่อประชาชนมีรายได้ 100 บาท ก็ต้องเอาไปใช้หนี้แล้ว 88 บาท เหลือ 12 บาท ก็ไม่มีใครอยากจับจ่ายใช้สอย หากไม่ปลดหนี้คนก็ไม่มีจับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้าก็ไม่มีคนมาซื้ออาหารพอไม่มีคนซื้ออาหารก็ไม่ได้รับซื้อของจากแหล่งผลิต ผู้ผลิตก็ต้องปิดไป เศรษฐกิจไม่หมุนเวียน จึงต้องล้างหนี้ทั้งระบบและปรับโครงสร้างหนี้  ซึ่งต้องทำไปพร้อมกับการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้  นอกจากนั้นเขาได้กล่าวถึงการส่งเสริมสินค้าไทยโดยทางพรรคจะเปิดให้มีสินเชื่อเพื่อทำธุรกิจในต่างแดนเพื่อขายสินค้าไทยให้กับประเทศอื่นๆ ได้ รวมถึงการส่งเสริมเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเช่นการแปลงเป็นสมุนไพร  ยศชนัน กล่าวว่าตอนนี้มีคนไทย 3.4 ล้านคน เป็นคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนหรือต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือนเท่ากับต่อวันมีรายได้มีไม่ถึง 100 บาทไม่ว่าจะด้วยความเจ็บป่วย พิการ ป่วยติดเตียง หรือด้วยเหตุอื่นๆ ทั้งที่พวกเขาไม่ต้องการจะอยู่ในสภาพนี้ เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนบ้าง  พรรคจึงมีนโยบายคนไทยไร้จนโดยการเติมเงิน 3,000 บาท / เดือนให้เฉพาะกลุ่มคนมีรายได้น้อยเพื่อพยุงคนเหล่านี้เพื่อให้ลูกหลานเดินหน้าทำงานทำธุรกิจโดยไม่ต้องกังวล ส่วนคนที่มีรายได้สูงหรือมีการประกอบกิจการอยู่แล้วก็จะมีระบบหลังบ้านที่จัดการข้อมูลด้วย AI เพื่อช่วยให้กลุ่มนี้สามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ที่ภาครัฐต้องการเพื่อให้พวกเขามีรายได้ที่ดีและสูงขึ้น 30 บาทรักษาทุกที่  ญาณกิตติ์ ห่วงทรัพย์ มากล่าวถึงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เพียงแค่ใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียว โดยจะใช้เอไอมาช่วยนโยบายนี้เพื่อให้สามารถรับคำปรึกษากับแพทย์ได้ผ่านทางแอพพลิเคชั่น อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง เข้าหาประชาชนเพื่อดูแลด้านสาธารณสุขและสุขภาพ จะยังคงมีค่าป่วยการ 2000 บาทต่อไป และจะมีการทำประกันกลุ่มอุบัติเหตุให้โดยมีวงเงินประกัน 1,000,000 บาท เพื่อให้ อสส. มีความมั่นคงในการทำงาน สมาร์ทซิตี้ เดวิด มกรพงศ์ จะแก้ปัญหาคนไทยป่วยไม่รู้ตัวว่าป่วยด้วยการผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีโดยมอบอุปกรณ์ที่สามารถตรวจการเต้นหัวใจ น้ำตาลในเลือด ความดัน ออกซิเจนในเลือด ให้แก่ อสส. ในการนำไปตรวจสุขภาพประชาชน หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะป่วยก็จะต่อสายถึงแพทย์โดยส่งข้อมูลที่ตรวจได้ให้เพื่อวิเคราะห์ให้คำแนะนำนการรักษาเบื้องต้นแก่คนป่วยก่อนที่จะป่วยหนัก แทนการไปพบแพทย์หลังจากป่วยหนักไปแล้วที่จะทำให้ต้องเสียค่ารักษาที่สูงกว่า รวมถึงมีระบบการส่งยาถึงบ้านด้วย นอกจากนั้นการทำระบบสมาร์ทซิตี้เพื่อจัดการจราจร ทั้งอำนวยความสะดวกแก่คนข้ามถนนด้วยเทคโนโลยี ที่จะติดตามแต่ละจุดข้ามว่าคนรอหนาแน่นแค่ไหนและเผื่อเวลาการข้ามสำหรับผู้พิการ รวมถึงการใช้กล้องเอไอเพื่อเชื่อมข้อมูลพื้นที่ทั้งกรุงเทพชั้นในและชั้นนอกเพื่อบริหารปริมาณรถยนต์เข้าออกพื้นที่เมืองแต่ละชั้น ไปจนถึงการใช้กล้องวงจรปิดที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลประวัติอาชญากรรมหรือเป็นผู้ต้องสงสัยเพื่อคัดกรองคนที่เข้าไปในพื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดความมั่นใจและกลับมาเที่ยวไทยอีก ลดเวลา-ค่าใช้จ่ายเดินทาง พื้นที่สาธารณะ บุญยกร ดำรงรัตน์ กล่าวถึง นโยบายคมนาคมในกรุงเทพฯ ว่า ตอนนี้รถไฟฟ้าที่ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 280 กม.ที่ประชาชนใช้เดินทางเข้ามาในเมืองหลวง การลดค่าเดินทางเหลือ 20 บาทจะลดรายจ่ายให้กับคนทำงานที่ทุกวันนี้ค่าเดินทางเป็น 30 % ของรายได้ขั้นต่ำ แต่ต่อให้ลดราคาค่ารถไฟฟ้าได้แล้วก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่บ้านไม่ได้ติดรถไฟฟ้าต้องมีค่าเดินทางเพิ่มมาอีก 50-100 บาท จึงมีนโยบายสำหรับรถเมล์แอร์ 10 บาทไปจนถึงรถสองแถวสำหรับพื้นที่ที่รถไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง พื้นที่เมืองที่ยังขาดพื้นที่สาธารณะที่แม้ว่าทางกรุงเทพฯ จะพยายามผลักดันการมีสวนสาธารณะทุกที่แล้วแต่ยังไม่เพียงพอ นอกจากนั้นยังต้องพื้นที่สำหรับการหารายได้ด้วยถ้าทำให้พื้นที่สาธารณะสามารถมีอินเตอร์เนตมีที่นั่งพอให้ทำงานได้ด้วยเพื่อรองรับกับคนทำงานที่ไม่ได้ทำงานประจำ และพื้นที่สุดท้ายคือ พื้นที่อยู่อาศัยที่จะมีนโยบายบ้านเพื่อคนไทยที่จะสร้างตามแนวขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า หรือรถไฟเพื่อให้มีที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย  เดินทางเข้ามาในเมืองได้ง่าย  ไม่ต้องการความขัดแย้ง แต่ต้องการสร้างความหวัง  จักรภพ เพ็ญแข อธิบายหลักคิดทางนโยบายของพรรคว่าที่เริ่มต้นจากการลดรายจ่ายเพราะว่าเศรษฐกิจไทยเจอกับวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่างๆ จนไม่สามารถเริ่มต้นจากการเพิ่มรายได้ แต่ต้องเริ่มจากการลดรายจ่ายก่อน เช่น ค่าเดินทางรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ ซึ่งเป็นอุปสรรคของคนในกรุงเทพที่ทำให้ไม่สามารถเดินทางข้ามเขตได้ไกลเพื่อหางาน รวมถึงนโยบายที่เข้าไปช่วยผู้ปกครองในการดูแลบุตรโดยจะให้เด็กทุกคนมีบัญชีเงินฝากตั้งแต่เกิดแล้วรัฐบาลก็จะใส่เงินให้ 3,000 บาทต่อปีจนกว่าจะอายุ 15 ปีเพื่อเป็นเงินออมก้อนแรกสำหรับเยาวชนที่เริ่มเห็นแนวทางชีวิตของตัวเองแล้วเพื่อเป็นทุนการศึกษาหรือจะเอาไปลงทุน  ปฏิรูปการศึกษาอาชีวะให้นักเรียนได้เข้าไปศึกษาการทำงานจริงในสถานที่ทำงานให้มีประสบการณ์การทำงานและสามารถเทียบวุฒิการศึกษาได้  นอกจากนั้นทำให้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ได้จริงๆ เพื่อไม่ต้องให้ประชาชนเดินทางไกลเสียค่ารถหลายร้อยบาทเพื่อรับการรักษา จักรภพกล่าวว่า การที่ตนมายืนตรงนี้คนอาจจะคิดว่าความตึงเครียดทางการเมืองอาจจเพิ่มขึ้น แต่วันนี้เขาได้คิดว่าสิ่งที่ต้องการจากการเมืองไม่ใช่ความขัดแย้งและการต่อว่ากล่าวร้าย แต่เป็นการให้ความหวังกับสังคมไทยและจะไม่ยอมท้อในการใส่คุณภาพชีวิตให้กับประชาชน แก้หนี้เสีย หนี้นอกระบบ หนี้คนชรา   จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและ 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคว่าจะมีการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบโดยเตรียมวงเงินสินเชื่อเพื่อให้เอาไปปิดหนี้นอกระบบคนละ 50,000 บาท ส่วนคนที่มีหนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท สามารถจ่าย 10% หรือไม่เกิน 20,000 บาทเพื่อปลดหนี้ได้ทันที ส่วนผู้สูงอายุหนี้ไม่เกินแสนปิดหนี้ได้เลย  สำหรับเกษตรกรจะพักหนี้เกษตรกรวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท 3 ปี และถ้าเป็นลูกหนี้ชั้นดีผ่อนครบ 1 ปี รัฐจ่ายให้ 1 งวด เพื่อปลดโซตรวนหนี้สินให้ประชาชนได้กลับมายืนได้อย่างแข็งแรงและรัฐจะมีคูปองการเกษตรคนละ 2 ใบ ใบแรกสำหรับป๋ยสั่งตัก 200 กก. ใบที่สองสำหรับเมล็ดพันธ์กล้าพันธุ์ 150 กก.และประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%   ปราบอาชญากรรม ยาเสพติด-สแกมเมอร์ จุลพันธ์ กล่าวถึงนโยบายปราบยาเสพติดของพรรคว่าจะมีการยึดทรัพย์ของผู้ค้าไว้ก่อนแล้วดึงเอาภาระในการฟื้นฟูบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดมาเป็นของรัฐด้วยโครงการ 1 จังหวัด 1 ศูนย์บำบัด ส่วนการจัดการสแกมเมอร์ จเพิ่มโทษยึดทรัพย์ ควบคุมปริมาณชิม และตั้งกองทุนคืนเงินเหยื่อสแกมเมอร์ และจะต้องทำให้ไทยเป็นแกนนำในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ หวยเกษียณ  หัวหน้าพรรคยกนโยบายหวยเกษียณมากล่าวต่อว่า หวยเกษียณจะมีราคา 50 บาท ซึ้อได้เดือนละ 3,000 บาท รางวัลที่ 1 มีมูลค่า 1,000,000 บาท มี 5 รางวัล ส่วนรางวัลเลขท้ายกับเลขหน้ามีรางวัลละ 1,000 บาทจำนวน 10,000 รางวัล มีงวดออกทุกวันศุกร์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีเงินออมและแก่ชราไปอย่างมีคุณภาพ ส่งเสริม SME และ E-Commerce  จุลพันธ์กล่าวว่า ประเทศไทยมี SME จำนวนมากขายของบนแพลตฟอร์มต่างๆ แต่เป็นของต่างประเทศกว่าครึ่ง พรรคเพื่อไทยจะทวงคืน “อธิปไตย” ด้านดิจิทัล โดยการสร้างแพลตฟอร์มของไทยขึ้นมาเองสำหรับธุรกิจไทยเพื่อให้เงินหมุนเวียนภายในประเทศอยู่กับ SME ของไทย และจะเพิ่มสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ซื้อกับ SME ของไทยด้วยวิธี E-Bidding จ้างรีสกิล อัพสกิล เรียนได้งบ จบได้งาน เป็นนโยบายที่จุลพันและเสาวนีย์ คงวุฒิปัญญายกมากล่าวถึงในเวที โดยจะเป้นการแบ่งเบาภาระการฝึกทักษะทำงานได้โดยไม่มต้องมีค่าใช้จ่ายให้ทุน 10000 บาทต่อคนต่อปีเป็นจำนวน 1,000,000 คน กับทั้งนักศึกษา นักเรียนอาชีวะ คนทำงานออฟฟิศ แรงงานนอกระบบ ระหว่างการฝึกงานก็จะมีเงินเดือนระหว่างฝึกด้วยเพื่อให้อัพสกิล รีสกลิได้โดยไม่ต้องห่วง นอกจากนั้นจะยกระดับอาชีวะ โดยให้เอกชนมาช่วยออกแบบหลักสูตรเพื่อตอบโจทย์ตลาดโลก และจะนำทุน ODOS กลับมาใช้อีกครั้งเพื่อกระจายทุนการศึกษาให้ 2,400 ทุนต่อปีสำหรับการศึกษาในต่างประเทศเพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มโอกาสการศึกษา * ข่าว * การเมือง * ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ * พรรคเพื่อไทย * เลือกตั้ง 69 * จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
dlvr.it
January 8, 2026 at 2:22 PM
เทียบนโยบายสวัสดิการแม่ เด็ก และผู้สูงวัย ผ่านวิสัยทัศน์ 6 นักการเมืองหญิง
เทียบนโยบายสวัสดิการแม่ เด็ก และผู้สูงวัย ผ่านวิสัยทัศน์ 6 นักการเมืองหญิง XmasUser Thu, 2026-01-08 - 18:52 สรุปเวทีประชันนโยบายสวัสดิการจาก 6 นักการเมืองหญิง โดยส่วนใหญ่เน้นนโยบายผู้สูงอายุ สิทธิสตรี ช่วยเหลือการเลี้ยงดูลูก และสนับสนุนด้านการศึกษา ส่วน รทสช. ร่วมเสนอจัดตั้งกองทุนแม่เลี้ยงเดี่ยว และ 'ข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต' * ปชน. ชูเสาหลักเรื่องสวัสดิการจากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน หนุนสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก * ประชาธิปัตย์ - นโยบายงบซ่อมบ้านผู้พิการ-ผู้สูงอายุ 5 หมื่นบาท หนุนสิทธิลาคลอด 6 เดือน-ฝ่ายสามีลาได้ 1 เดือน * เพื่อไทย ชูนโยบายสวัสดิการดูแลการตั้งครรภ์-การดูแลบุตร * ภท. ไม่เน้นเพิ่มเบี้ย แต่ขอลดค่าครองชีพ หนุนการจ้างงานผู้สูงอายุ * รสทช. เสนอตั้งกองทุนแม่เลี้ยงเดี่ยว สร้างโอกาสทางอาชีพ-การศึกษา * ไทยสร้างไทย เสนอแพกเกจนโยบาย ‘ดูแลคนไทยตั้งแต่เกิดจนชรา’ 8 ม.ค. 2569 ยูทูบ matichon tv ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (8 ม.ค.) ที่อาคารข่าวสด ตั้งแต่เวลา 13.00-15.30 น. ที่อาคารข่าวสด เครือมติชน จัดเวทีดีเบต "Ladies in Politics: พลังสู่การเปลี่ยนแปลง" ประชันนโยบาย 6 นักการเมืองหญิง ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งจะจัดในวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยมีผู้เข้าร่วมดังนี้  * ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน * วิเวียน จุลมนต์ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ * ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย * ร้อยตำรวจเอกหญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ สส.เขตกรุงเทพฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ * รัชดา ธนาดิเรก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย * ตรัยฉัตร ธนสารไตรภพ กรรมการบริหารพรรค และรองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย  ทั้งนี้ การดีเบตประชันวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองจะแบ่งออกเป็น 3 รอบใหญ่ ได้แก่ ช่วงแนะนำตัวและเสนอนโยบายพรรค ช่วงคีย์เวิร์ดที่จะให้ตัวแทนพรรคการเมืองสุ่มคีย์เวิร์ดและนำเสนอวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ และช่วงสุดท้ายคือดีเบตตัวต่อตัว  อย่างไรก็ดี ประชาไท จะเน้นสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายสวัสดิการของแต่ละพรรค โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวกับสตรี เด็ก และผู้สูงอายุ ปชน. เสนอ 3 เสาหลัก สวัสดิการจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ‘ทนายแจม’ ศศินันท์ ธรรมนิบฺนันท์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ เขต 11 พรรคประชาชน เป็นคนแรกที่ได้ลุกขึ้นพูด โดยเธอได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาคุณภาพชีวิต และการเมืองไทย 3 ด้าน ซึ่งมีที่มาจากปัญหาการคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัวมากขึ้น และความถดถอยทางด้านเศรษฐกิจไทย ดังนั้น เพื่อการเปลี่ยนผ่านสังคมไทย ปชน.จะมีนโยบาย 4 เสาหลัก ประกอบด้วย  * เสาหลักที่ 1 ประชาธิปไตยและความมั่นคง ทำให้กองทัพ “Lean and Smart” เป็นกองทัพที่ทันสมัย มีกฎหมายที่เท่าเทียมและเท่ากันสำหรับทุกคน * เสาหลักที่ 2 คือเรื่องเศรษฐกิจ เราต้องการให้ SME เติบโตได้ และมีการแข่งขันที่เป็นธรรม มีโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ก้าวหน้า และเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงเปลี่ยนจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ผลิตที่มีอำนาจต่อรองสูง * เสาหลักที่ 3 เรื่องสวัสดิการที่ดี ตั้งแต่ตั้งครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน สิ่งแวดล้อมที่ดี และสาธารณสุขที่ดี * เสาหลักที่ 4 ของการปฏิรูปรัฐให้ทันสมัย ให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ลดความยุ่งยากของประชาชน ให้รัฐจากการกำกับดูแล ให้กลายเป็นรัฐที่ส่งเสริม และสนับสนุนประชาชน ชงลาคลอด 6 เดือน สามารถแบ่งได้ ในด้านนโยบาย ศศินันท์ แสดงวิสัยทัศน์ด้วยว่า พรรคประชาชนสนับสนุนสิทธิลาคลอด 6 เดือน ซึ่งจะส่งผลดีในการพัฒนาประเทศ และจะสร้างแรงจูงใจให้คนอยากมีลูกเพิ่มขึ้น และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดต่ำ นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการทำความเข้าใจกับภาคเอกชน และสังคม ถึงความสำคัญของการลาคลอดเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้นโยบายสามารถบังคับใช้ได้จริง  ศศินันท์ มองว่า การลาคลอดควรสามารถทำได้ทั้งคู่ เพื่อให้ทั้งหญิงและชายลาได้ทั้งคู่ เพราะการเลี้ยงดูบุตรไม่ใช่ภาระฝ่ายหญิงอย่างเดียว  นอกจากนี้ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เสนอนโยบายว่า ภายในสถานประกอบการหรือชุมชนต้องมีห้องให้นมบุตร และต้องมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปจนถึง 2 ขวบ เนื่องจากเธอปัญหาช่องว่างว่า ศูนย์เด็กเล็กจะรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน แต่ในช่วงระหว่าง 6 เดือน จนถึง 2 ขวบ (วัยเข้าเรียนอนุบาล) ยังมีช่องว่างอยู่ทางพรรค ปชน.จึงเสนอศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขึ้นมาอุดช่องว่างตรงนี้  ปชป.เสนอนโยบายงบซ่อมบ้านผู้สูงอายุ-คนพิการ 5 หมื่น วิเวียน ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สวัสดิการแม่และเด็กเป็นหนึ่งใน 27 นโยบายเรือธงของ ปชป.ด้วย โดยเบื้องต้น เธอได้นำเสนอนโยบายเกี่ยวกับการอุดหนุนงบประมาณซ่อมบ้าน สำหรับผู้พิการ และผู้สูงอายุ จำนวน 5 หมื่นบาท  ที่เสนอนโยบายนี้ เนื่องจาก ปชป.มองว่า การซ่อมบ้านคนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่แค่คนแก่ หรือผู้พิการ แต่ทุกคนในบ้านคุณภาพชีวิตจะดีขึ้น เพราะเมื่อเรามีความสุขตั้งแต่ในบ้าน ไม่ว่าเราจะเจอปัญหาบ้านทรุด น้ำท่วม หรือสามารถทำทางลาดได้ ทำห้องน้ำที่ดีขึ้นได้ เรามีความสุขตั้งแต่ในบ้าน และเราออกนอกบ้าน เราจะมีความสุข เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดีได้  * วิเวียน ร่วมเสนอนโยบายสิทธิมารดาลาคลอด 6 เดือน โดยสามีลาได้ 1 เดือนเพื่อช่วยดูแลภรรยาระหว่างตั้งครรภ์ * เงินสนับสนุนตั้งแต่เกิด ได้เลย 5,000 บาท * รัฐต้องสนับสนุนให้มีศูนย์เด็กเล็ก เพื่อสร้างเสริมพัฒนาการของเด็ก และเมื่อเด็กได้เล่น ก็จะยิ่งเพิ่มทักษะของเด็กเข้าไปด้วย  'เพื่อไทย' ชูสวัสดิการตั้งแต่ตั้งครรภ์มารดาจนถึงการดูแลลูก ลิณธิภรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นำเสนอนโยบายสวัสดิการโดยชูแนวคิด เพื่อไทยคิดรอบดูแลตั้งแต่ 'จากครรภ์มารดาถึงการเลี้ยงดู' ดังนี้  * นโยบายฝากครรภ์ได้ทุกที่ไม่เหลื่อมล้ำ ไม่จำกัดสิทธิ * นโยบายศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ตั้งแต่ 0 ถึง 6 ขวบครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านการกระจายอำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควบคู่ไปกับคุณภาพและการพัฒนาศักยภาพครูพี่เลี้ยง เพื่อให้สามารถเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กเกิดประสิทธิภาพ * สำหรับสถานประกอบการขนาดใหญ่ จะมีกฎหมายในการตรวจสอบศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบการและในโรงงานอุตสาหกรรม โดยจะมีการจูงใจทางด้านมาตรการทางภาษี และการให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ * ให้สิทธิสานฝันคนไทยด้วยบ้าน บ้านเพื่อคนไทย มีโลเคชันที่เหมาะสม ไม่ต้องมีเงินดาวน์ * การประกันสุขภาพให้เพศหญิงที่มีความเสี่ยง อย่างกลุ่มของ อสม.ในต่างจังหวัด เราจะมีประกันความเสี่ยง ซื้อประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุให้กับผู้หญิงกลุ่มนี้ * นโยบายเปิดบัญชีเด็กแรกเกิด เราให้ 3,000 บาททุกคน ตั้งแต่แรกเกิดถึง 15 ปี เป็นเงินออมเปิดใช้ได้ตอนอายุ 16 ปี * สวัสดิการผ้าอนามัยฟรี * 30 บาทรักษาถูกใจ * การคลอดให้สิทธิประกันสังคมเทียบเท่าบัตรทอง และบัตรข้าราชการ  นอกจากนี้ ตัวของลิณธิภรณ์ ยังชูจุดเด่นของพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคที่มีสัดส่วน สส.หญิงมากที่สุดในการเมืองไทย โดยอยู่ที่ 18.44% และใน ครม.แพทองธาร ชินวัตร ชุดที่ 1 และ 2 มีสัดส่วนสมาชิก ครม.หญิง สูงถึง 24% หรือ 7 จาก 29 คน อีกทั้ง เคยมีนายกฯ หญิงมาแล้วถึง 2 คน ได้แก่ แพทองธาร ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ภท. เสนอ "60 พลัส เกษียณสำราญ" หนุนจ้างงานผู้สูงวัย-พยาบาลอาสา  รัชดา ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า พรรค ภท.มีนโยบาย 10 พลัส ที่จะนำไปสู่การคุ้มครองดูแล และคุ้มครองคนทุกเพศทุกวัย แต่สำหรับเวทีนี้เป็นเวทีผู้หญิงจะขอหยิบยกนโยบาย 3 เรื่องหลักๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า ภท.ไม่ได้มองว่าผู้หญิงเป็นแค่เพศหญิง แต่เป็นพลังทางสังคม ถ้าผู้หญิงเข้มแข็ง สังคมก็เข้มแข็ง และประเทศไทยก็เดินหน้าต่อไปได้แน่นอน โดย ภท.มีนโยบายดังนี้  รัชดา กล่าวว่า ภท. มีนโยบายดูแลผู้สูงอายุ "60 พลัส เกษียณสำราญ" ที่บอกว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ช่วยเหลือผู้หญิง เพราะว่าตอนนี้สังคมไทยเดินทางเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว โดยประชากรทุก 5 คนจะมีผู้สูงอายุ 1 คน และอัตราส่วนนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต และในกลุ่มผู้สูงอายุมีสัดส่วนของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แม้ว่าการทำงานของผู้หญิงจนถึงวัยเกษียณแล้วพลังงานยังไม่หมด แต่ด้วยกติกาทางสังคมไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้หญิงที่ยังสดใส สวยงาม และมีพละกำลังได้ใช้ศักยภาพของตัวเองต่อ  * ดังนั้น จึงมีนโยบายส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัย และบริษัทเอกชนที่สนับสนุนการจ้างงานจะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า * ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่ถึง 1.5 ล้านบาทต่อปี ก็จะได้รับการลดหย่อนภาษีสูงสุด 50% * สร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทุกพื้นที่ * นโยบายที่ 2 คือสวัสดิการดูแลผู้สูงวัยและคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยจะมีนโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา เพื่อดูแลผู้สูงอายุและแม่ตั้งครรภ์ โดยจะมีการจ้างงาน 100,000 อัตรา เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท และสัญญาจ้าง 4 ปี * นโยบายที่ 3 คือ 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด เพื่อสร้างความสบายใจ และความปลอดภัยให้กับคนในชุมชน  รัชดา กล่าวเพิ่มว่า เธอมองว่านโยบายการเพิ่มเบี้ยให้คนชราเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้วและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในแต่ละปี แต่ในความเป็นจริง เรื่องนี้ใช้งบประมาณค่อนข้างมาก โดยในทุกรัฐบาลจะต้องจัดสรรเงินลักษณะสงเคราะห์ให้ผู้สูงอายุจำนวน 13 ล้านคน อยู่ที่ 100,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้น การใช้งบประมาณที่สูงในการเพิ่มเบี้ยคนชราจึงทำได้ยากมาก เพราะประเทศไทยเรายังไม่ได้มีงบประมาณล้นหลาม ดังนั้น ภท.จะเน้นนโยบายการลดค่าใช้จ่ายค่าครองชีพ * ลดค่าไฟให้ผู้สูงอายุ * ถ้าอายุเกิน 60 ปีแล้วยังทำงาน จะได้สิทธิประโยชน์ในการลดภาษี * นโยบายพยาบาลอาสา เพื่อช่วยดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ * สร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อลดความกังวลลูกหลานในการดูแลผู้สูงอายุ * นโยบาย "คนละครึ่งพลัส" นอกจากนี้ รัชดา ได้แสดงวิสัยทัศน์ในปัญหาท้องไม่พร้อม และปัญหาความรุนแรงในครอบครัวด้วยว่า พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนเรื่องการศึกษาเพศวิถีอย่างครอบคลุม เพราะการแก้ไขปัญหาต้องเริ่มต้นจากความคิด เพื่อให้เด็กเมื่อมีความรักเขาจะทราบวิธีป้องกัน และดูแลความสัมพันธ์อย่างไร เคารพเพศตรงข้ามอย่างไร ซึ่งจะนำมาสู่การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งนี่เป็นปัญหาทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย และผู้หญิงมัดจะเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว  รทสช. เสนอนโยบายเกี่ยวสตรี 3 เรื่อง  ‘เบียร์’ ร้อยตำรวจเอกหญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ สส.เขตบางนา พระโขนง พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ทางพรรคมีนโยบายเกี่ยวกับสตรีทั้งหมด 3 เรื่อง ได้แก่  * จัดตั้งกองทุนแม่เลี้ยงเดี่ยว  เธอต้องการเสนอนโยบาย ‘กองทุนแม่เลี้ยงเดี่ยว’ สร้างโอกาสโดยเป็นทุนตั้งต้นสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว โดยให้สินเชื่อครอบครัวละ 300,000 บาท แม่ผ่อนจนลูกอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ และเมื่อลูกครบอายุ 18 ปี สามารถกลับมาช่วยแม่ผ่อนได้ โดยมีเพดานการผ่อนต่อเดือนอยู่ที่ 1,300 บาท เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพ ทางการศึกษา และไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบ * “ข่มขืน” เท่ากับประหารชีวิต * สตรีและความมั่นคงในพลังงาน ค่าไฟต้องถูกลง  'ไทยสร้างไทย' เสนอแพกเกจนโยบาย 'ดูแลคนไทยตั้งแต่เกิดจนชรา' ตรัยฉัตร ธนสารไตรภพ รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย ขึ้นมานำเสนอนโยบายของพรรค “ดูแลคนไทยตั้งแต่ตั้งครรภ์จนวัยชรา” โดยมีชุดนโยบายที่จะเสนอดังนี้ * การพัฒนาคนได้ต้องดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์ ด้วยนโยบายคูปอง 2,000 บาททุกเดือน ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงอายุ 6 ขวบ * “เมื่อก้าวสู่วัยเรียน” พรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี ไม่เป็นหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) * เพิ่มหลักสูตรการเรียนให้ทันสมัย และลดเวลาเรียนอีก 3 ปี เพื่อให้เด็กไทยจบได้ไวขึ้น เข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายพ่อแม่ * “เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน” มีนโยบาย "กองทุนสร้างไทย" กองทุนตั้งตัวให้กู้ตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท ด้วยดอกเบี้ย 1% เพื่อลดปัญหาการกู้หนี้นอกระบบ และสามารถทำให้คนไทยมีอาชีพและรายได้ และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี * “วัยชรา” มีนโยบายบำนาญประชาชน เดือนละ 3,000 บาท เพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถจ่ายเงินตรวจเช็กสุขภาพ ดูแลตัวเองได้ ลดภาระลูกหลาน และลดภาระโรงพยาบาลภาครัฐปีละหลายแสนล้านบาท * ข่าว * การเมือง * การศึกษา * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิทธิลาคลอด * สวัสดิการการศึกษา * สวัสดิการผู้สูงอายุ * พรรคภูมิใจไทย * พรรคเพื่อไทย * พรรคประชาชน * พรรคไทยสร้างไทย * พรรครวมไทยสร้างชาติ * พรรคประชาธิปัตย์
dlvr.it
January 8, 2026 at 12:29 PM
นักศึกษา มช. ยื่น จม. ถึง 'สุรเกียรติ์' ตั้งคำถามนั่งนายกสภาฯ ควบ 2 มหาวิทยาลัย 'จุฬฯ-มช.'
นักศึกษา มช. ยื่น จม. ถึง 'สุรเกียรติ์' ตั้งคำถามนั่งนายกสภาฯ ควบ 2 มหาวิทยาลัย 'จุฬฯ-มช.' Pazzle Thu, 2026-01-08 - 16:53 นักศึกษา มช. ในนามกลุ่ม SAAP 24:7 ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคําถามต่อความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ ควบ 2 สถาบัน นักศึกษา มช. มีข้อสงสัยต่อกระบวนการถ่วงดุลอำนาจที่สุรเกียรติ์เคยทำหน้าที่ประธานกรรมการสรรหาอธิการบดีและปัจจุบันกลับดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ ซึ่งมีหน้าที่กํากับดูแลอธิการบดีจากกระบวนการสรรหาอย่างลับโดยสุรเกียรติ์มีส่วนเกี่ยวข้อง และการควบตำแหน่งใน 2 มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่อาจนำมาสู่ภาระงานล้นตัว ส่งผลให้ไม่สามารถแก้ปัญหาภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้อย่างเต็มที่   8 ม.ค. 2569 เมื่อวันอังคารที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมา ตัวแทนกลุ่ม SAAP 24:7 นักศึกษา มช. เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคําถามต่อความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยควบสองสถาบัน แต่ไม่พบตัวสุรเกียรติ์ที่ห้องทำงานประจำตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่แต่อย่างใด กลุ่ม SAAP 24:7 จึงได้ยื่นหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานสภามหาวิทยาลัยแทน ได้เลขรับหนังสือ 3/2569 เนื้อหาในจดหมายระบุ ในนามของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (SAAP 24:7) ตระหนักดีถึงวิทยฐานะและประสบการณ์อันยาวนานของสุรเกียรติ์ ในวงการวิชาการและการบริหาร อย่างไรก็ตาม การที่ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยชั้นนําของประเทศพร้อมกันถึง 2 แห่ง (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้นํามาซึ่งข้อกังวลและคําถามสำคัญต่อระบบธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. ข้อสงสัยต่อกระบวนการถ่วงดุลอำนาจ การที่สุรเกียรติ์เคยทำหน้าที่ประธานกรรมการสรรหาอธิการบดีและปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ ซึ่งมีหน้าที่กํากับดูแลอธิการบดีจากกระบวนการสรรหาอย่างลับโดยสุรเกียรติ์ ก่อให้เกิดคําถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการตรวจสอบ การดำรงตำแหน่งในลักษณะนี้อาจตอกยํ้าวัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่ผูกขาดโดยเครือข่ายบุคคลกลุ่มเดียว ซึ่งปิดกั้นความหลากหลายทางความคิดและนวัตกรรมการบริหารที่ควรจะเกิดจากคนกลุ่มใหม่หรือผู้ที่มีมุมมองแตกต่าง 2. ข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการและการเข้าถึงประชาคม ตำแหน่งนายกสภาฯ มิใช่เพียงบทบาทเชิงพิธีการ แต่ต้องอาศัยการทำความเข้าใจบริบทเฉพาะตัวของพื้นที่และจิตวิญญาณของสถาบัน การควบตำแหน่งในองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งพร้อมกัน นํามาซึ่งความกังวลเรื่องสภาวะ "ภาระงานล้นตัว" ที่ส่งผลให้ไม่สามารถให้ความสำคัญกับการสัมผัสกับปัญหาของประชาคมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้อย่างเต็มที่ซึ่งอาจทำให้การกํากับดูแลเป็นไปเพียงในระดับเอกสาร ขาดการรับฟังเสียงสะท้อนที่แท้จริงอันเป็นลม หายใจของบุคลากรและนักศึกษาในพื้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างทั่วถึง 3. ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนทางข้อมูล ในยุคที่มหาวิทยาลัยต้องแข่งขันเพื่อทรัพยากร งบประมาณ และทุนวิจัย การที่ผู้นําสูงสุดในองค์กรที่มีบทบาทตรวจสอบและกํากับดูแลมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ถือครองข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ของสองสถาบันคู่แข่งขันเป็นบุคคลคนเดียวกัน ย่อมก่อให้เกิดความลักลั่นในเชิงจริยธรรมการบริหาร และยากที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายจะเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยปราศจากการประนีประนอมเพื่อประโยชน์ของอีกสถาบัน ด้วยเหตุผลข้างต้น กลุ่ม SAAP 24:7 ในฐานะส่วนหนึ่งของประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเรียกร้องให้สุรเกียรติ์พิจารณาถึงความเหมาะสมและทบทวนบทบาทการดำรงตำแหน่งควบในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ทางจริยธรรมและการบริหารงานอุดมศึกษาที่โปร่งใส สง่างาม และเพื่อประโยชน์สูงสุดต่ออนาคตของมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง   * ข่าว * การศึกษา * SAAP 24:7 * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ * จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย * สุรเกียรติ์ เสถียรไทย * นายกสภามหาวิทยาลัย
dlvr.it
January 8, 2026 at 10:32 AM
เสรีภาพทางการเมืองในเวเนซุเอลายังวิกฤติ แม้สหรัฐฯ จับ 'มาดูโร' ขึ้นศาล
เสรีภาพทางการเมืองในเวเนซุเอลายังวิกฤติ แม้สหรัฐฯ จับ 'มาดูโร' ขึ้นศาล ภาพปก: ผู้หญิงเดินขบวนเรียกร้องปล่อยตัวประธานาธิบดีมาดูโรและภริยา ขณะที่ผู้เห็นต่างยังถูกปราบปรามอย่างหนัก (ที่มา: เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล เวเนซุเอลา) XmasUser Thu, 2026-01-08 - 13:54 เวเนซุเอลาถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิมนุษยชน และผู้เห็นต่างทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการจับกุม ‘มาดูโร’ ผู้นำเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะยังไม่ได้ทำให้เสรีภาพทางการเมืองในเวเนซุเอลาเปลี่ยนแปลงไปมากนัก   เมื่อนักโทษการเมืองยังอยู่ในเรือนจำ 6 ต.ค. ที่ผ่านมา มาเรีย คอรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดทันที หลังจากที่นิโกลัส มาดูโร ถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับตัวไปดำเนินคดีในข้อหายาเสพติด และประธานาธิบดีโดนัล เจ.ทรัมป์ ประกาศว่าจะเข้าไปบริหารเวเนซุเอลาชั่วคราว 'เวนเต เวเนซุเอลา' องค์กรเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของมาชาโด เผยว่า "ผู้ที่กักขังนักโทษพลเรือน นักโทษทหาร และนักโทษการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม ควรปล่อยตัวพวกเขาโดยทันที" สอดคล้องกับข้อเรียกร้องในแถลงการณ์ของสหภาพยุโรป เมื่อ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนคาดว่าในเวเนซุเอลา ยังคงมีผู้ถูกกักขังทางการเมืองอยู่ราว 863 คน  สถานการณ์เกี่ยวกับนักโทษการเมืองในเวเนซุเอลา เหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย หลังวันขึ้นปีใหม่ มีรายงานว่าประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร สั่งให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองจำนวน 87 ราย ระหว่างที่สหรัฐอเมริกายังคงปฏิบัติการกดดันเวเนซุเอลา ก่อนที่มาดูโรจะถูกจับกุม การปล่อยตัวนักโทษการเมืองดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ หลังจากที่เมื่อคริสตมาสต์ปีที่แล้ว (2568) ผู้นำเวเนซุลาปล่อยตัวนักโทษการเมือง 99 คน ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ผู้สังเกตการณ์มองว่าเป็นความพยายามของมาดูโรในการแสดงท่าทีสมานฉันท์มากขึ้น ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ นักโทษเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกจับกุมขณะเข้าร่วมประท้วงใหญ่ในปี 2567 เมื่อมาดูโรประกาศเป็นผู้ชนะเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 เพื่อปกครองประเทศไปอีก 6 ปี ทั้งที่ผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งยืนยันว่าชัยชนะตกเป็นของเอ็ดมุนโด กอนซาเลซ เออร์รูเทีย ซึ่งลงเลือกตั้งแทนมาชาโด หลังจากเธอถูกสั่งห้ามไม่ให้ลงเลือกตั้ง ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและนานาชาติว่ามีการทุจริตผลการเลือกตั้งอย่างรุนแรง หลังจากที่ประธานาธิบดีมาดูโร ถูกจับกุม ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับนักโทษการเมือง ไม่เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย หลังจากที่ประธานาธิบดีมาดูโร ถูกจับตัวไป ศาลสูงของเวเนซุเอลาก็ได้แต่งตั้งให้รองประธานาธิบดี เดลซี โรดริเกซ มือขวาของมาดูโร ทำหน้าที่รักษาการแทนประธานาธิบดี ขณะที่ผู้นำคนอื่นๆ ในรัฐบาลของมาดูโร ยังคงดำรงตำแหน่งเดิมตามปกติ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านและผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในเวเนซุเอลา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า มาเรีย คอรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา น่าจะขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศได้ยาก เนื่องจากเธอไม่ได้รับการสนับสนุนจากภายในประเทศและความเคารพจากภายในประเทศ ด้านมาชาโด ระบุว่า เธอรู้สึกขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่จับกุมมาดูโรด้วยความกล้าหาญ และยืนยันว่าเธอมีความพร้อมในการปกครองประเทศและรับใช้ประชาชน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ มีความเห็นใจขบวนการฝ่ายค้านในเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นระยะสั้น คือการสร้างความมั่นคงในเวเนซุเอลา และยังไม่มีแผนที่จะสนับสนุนให้ฝ่ายค้านเข้ามาบริหารประเทศในอนาคตอันใกล้ เรื่องนี้สอดคล้องกับรายงานของวอลสตรีทเจอร์นัล ระบุว่า สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือซีไอเอ แนะนำไม่ให้ประธานาธิบดีทรัมป์มอบอำนาจการปกครองให้กับฝ่ายค้านที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลประชาธิปไตยจะเผชิญกับแรงกดดันจากกองทัพเวเนซุเอลา เครือข่ายยาเสพติด และคู่ปรับทางการเมืองที่ยังคงอยู่ในการควบคุมโดยพรรคพวกของประธานาธิบดีมาดูโร แอลเอไทมส์ รายงานความเห็นของเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ระบุว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์พยายามหลีกเลี่ยงความผิดพลาดอย่างร้ายแรงเมื่อครั้งที่รุกรานประเทศอิรัก ขณะนั้นรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ได้สั่งไม่ให้พรรคพวกของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน เข้าร่วมในรัฐบาลชั่วคราว การตัดสินใจดังกล่าวซึ่งเรียกขานกันว่าเป็นการล้มล้างระบอบพรรคบาธ ส่งผลให้ผู้ควบคุมคลังแสงอาวุธในอิรักจัดตั้งกองกำลัง เพื่อต่อต้านปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา ความเห็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญบางส่วนที่เชื่อว่า แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศเข้าบริหารเวเนซุเอลาชั่วคราว แต่นี่ไม่ใช่ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเหมือนอย่างในอดีต ขณะที่สหรัฐปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้ โมนิกา ดัฟฟี ทอฟต์ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ และผู้อำนวยการศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์ วิทยาลัยเฟลตเชอร์ มหาวิทยาลัยทัฟส์ ออกมาเตือนว่า หลังสิ้นสุดสงครามเย็น การแทรกแซงด้วยกำลังทหารของสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มความถี่มากขึ้น และถูกใช้เพื่อครอบงำการบริหารและกิจการความมั่นคงของประเทศที่ถูกแทรกแซงในระยะยาวมากขึ้น ภายใต้แนวโน้มนี้ก่อให้เกิดคำถามว่าสหรัฐฯ อาจทำผิดพลาดซ้ำรอยในเวเนซุเอลา เหมือนที่เคยทำในอัฟกานิสถาน อิรัก และลิเบีย หรือไม่ แม้อำนาจทางทหารอาจโค่นล้มผู้นำเผด็จการได้ แต่ไม่สามารถสถาปนาความชอบธรรมในการปกครองได้ หากสหรัฐอเมริกาเข้ามาบริหารเวเนซุเอลาจริง ก็จะต้องเข้ามารับผิดชอบต่อความล้มเหลวและวิกฤติสังคมที่เป็นผลพวงมาจากระบอบเผด็จการในเวเนซุเอลา ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าการโค่นล้มประธานาธิบดีมาดูโรอาจนำไปสู่ปัญหาความรุนแรง ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และสงครามจรยุทธ์อีกด้วย นักข่าวถูกจับกุม ในการประชุมนัดแรกของฝ่ายนิติบัญญัติเวเนซุเอลา นับตั้งแต่การบุกโจมตีของสหรัฐฯ เดลซี โรดริเกซ อดีตรองประธานาธิบดีของมาดูโร ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ขณะที่สมาชิกรัฐสภาประณามการจับกุมนายมาดูโร และเรียกร้องให้ส่งตัวเขากลับประเทศ ในเหตุการณ์ดังกล่าว ทางการเวเนซุเอลาได้จับกุมผู้สื่อข่าวอย่างน้อย 14 คน ขณะกำลังปฏิบัติงานในบริเวณอาคารรัฐสภาในกรุงการากัส เนื่องจากผู้สื่อข่าวที่อยู่ในอาคารรัฐสภาได้รับคำสั่งห้ามบันทึกภาพ ถ่ายภาพ หรือถ่ายทอดสดการประชุม ผู้ถูกควบคุมตัวส่วนใหญ่เป็นพนักงานของสำนักข่าวต่างประเทศ และอย่างน้อยหนึ่งคนทำงานให้กับสถานีโทรทัศน์ของเวเนซุเอลา แถลงการณ์ของสหภาพฯ ระบุว่า ในช่วงหนึ่ง เจ้าหน้าที่ข่าวกรองทางทหารได้เข้าหาผู้สื่อข่าว 3 คน และควบคุมตัวพวกเขาออกไป บุคคลที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ให้ข้อมูลกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ว่า ในจำนวนนี้ ช่างภาพและช่างวิดีโอรวม 2 รายทำงานให้กับสำนักข่าวเอพี ทางการได้ตรวจค้นอุปกรณ์ทำงาน โทรศัพท์มือถือ รวมถึงโพสต์รวมถึงข้อความในโซเชียลมีเดียของผู้สื่อข่าว  “การกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองแหล่งข่าวเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้การทำงานของสื่อมวลชนกลายเป็นอาชญากรรมด้วย” สหภาพฯ ระบุ ภายในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวทั้ง 14 คนได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด สหภาพฯ ระบุเพิ่มเติมว่ามีผู้สื่อข่าวอย่างน้อยหนึ่งคนถูกเนรเทศออกนอกประเทศ นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ผู้สื่อข่าวชาวโคลอมเบีย 1 คน และชาวสเปน 1 คน ถูกควบคุมตัวบริเวณชายแดนเวเนซุเอลา-โคลอมเบีย โดยไม่สามารถติดต่อใครได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง ก่อนจะถูกปล่อยตัวกลับไปยังโคลอมเบีย สหภาพแรงงาน ระบุว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้น่ากังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้รัฐบาลเวเนซุเอลาปล่อยตัวผู้สื่อข่าวอีก 23 คนที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศด้วย ขณะที่การปราบปรามของรัฐบาล การเซ็นเซอร์ และการจับกุมนักข่าวเพิ่มในช่วงหลังทำให้นักข่าวเวเนซุเอลาจำนวนมากต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเผชิญข้อจำกัดในการทำงานในเวเนซุเอลามาโดยตลอด เนื่องจากมีสำนักข่าวเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับอนุญาตให้ขอวีซ่าเข้ามาทำงานในประเทศได้ การปราบปรามสื่ออย่างเป็นระบบระลอกล่าสุดเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2567 รัฐบาลพยายามสร้างความหวาดกลัว ด้วยยการจับกุมและควบคุมตัวนักข่าวไว้เป็นเวลาหลายวันหรือหลายเดือนก่อนปล่อยตัว ขณะที่บางรายยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ ไม่รวมความพยายามในการดำเนินคดีในข้อหาก่อการร้าย ยุยงปลุกปั่น สมคบคิด ฯลฯ กลุ่มติดอาวุธลาดตระเวน ดูมือถือประชาชน การปราบปรามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้สื่อข่าวเท่านั้น ผู้นำชุมชนคนหนึ่งในย่านเปตาเร กรุงการากัส ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า มีชายคลุมหน้าติดอาวุธ เดินลาดตระเวน ตรวจดูข้อความมือถือของประชาชน โฮเซ ชาวกรุงการากัสวัย 60 ปี กล่าวว่า ผู้คนไม่สามารถพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเสรี เนื่องจากมีการตรึงกำลังของตำรวจและทหารบนท้องถนนอย่างหนาแน่น นอกจากนี้ ยังกลุ่มชายคลุมหน้าซึ่งเป็นพลเรือนติดอาวุธที่สนับสนุนประธานาธิบดีมาดูโร ดิออสดาโด กาเบโย รัฐมนตรีมหาดไทย ได้โพสต์ภาพตนเองถ่ายร่วมกับเจ้าหน้าที่ติดอาวุธราวกับต้องการส่งสัญญาณบางอย่าง การปรากฏตัวของกองกำลังเหล่านี้ตามชุมชนต่างๆ ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างมาก หญิงหมอนวด วัย 33 ปีรายหนึ่ง ระบุว่ามีความหวาดกลัวอย่างมากตามท้องถนนและอาคารบ้านเรือน ขณะที่หญิงอีกรายหนึ่งเล่าว่า "มีทหารอยู่แทบทุกหัวมุม และมีกลุ่มพลเรือนติดอาวุธที่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน" ฝ่ายค้านในเวเนซุเอลา ได้ประณามการปราบปรามผู้เห็นต่างที่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีมาดูโรมาโดยตลอด แม้การจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรจะก่อให้เกิดการเฉลิมฉลองในหมู่ชาวเวเนซุเอลา แต่ภายในเวเนซุเอลาเองกลับไม่มีการแสดงความยินดีในที่สาธารณะ ตามรายงานของ Freedom House องค์กรไม่แสวงหากำไรที่วัดระดับเสรีภาพของประเทศทั่วโลกระบุว่าเวเนซุเอลาเป็นประเทศ "ไม่เสรี" โดยในด้านสิทธิทางการเมืองได้คะแนน 0 จาก 40 คะแนนในปี 2568 และเป็นประเทศที่ไม่มีเสรีภาพสื่อมวลชนมานานกว่า 2 ทศวรรษ * ข่าว * ต่างประเทศ * ความมั่นคง * เวเนซุเอลา * สหรัฐฯ * เดลซี โรดริเกซ * มาเรีย คอรินา มาชาโด * นักโทษการเมือง
dlvr.it
January 8, 2026 at 7:21 AM
'ดีทางการแพทย์ แต่เสี่ยงภัยไซเบอร์' เมื่อ 'เอสโตเนีย' มีแผนเชื่อมข้อมูล ‘จีโนม’ กับข้อมูลสุขภาพ
'ดีทางการแพทย์ แต่เสี่ยงภัยไซเบอร์' เมื่อ 'เอสโตเนีย' มีแผนเชื่อมข้อมูล ‘จีโนม’ กับข้อมูลสุขภาพ ภาพปก: sasint  XmasUser Thu, 2026-01-08 - 13:28 เอสโตเนีย ประเทศยุโรปเหนือที่มีพัฒนาการด้านดิจิทัล กำลังมีแผนเชื่อมโยงข้อมูลจีโนม หรือข้อมูลพันธุกรรมของประชาชนเข้ากับข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้กับการเข้าใช้บริการสถานพยาบาลต่างๆ และช่วยในการวินิจฉัยแนวโน้มที่จะเกิดโรคต่างๆ เช่นมะเร็งเต้านม แต่ก็มีความน่ากังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะในช่วงที่รัสเซียกำลังแสดงพลังอำนาจอยู่ใกล้ประเทศของพวกเขา   "จีโนม" (Genome) คือ ข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตหนึ่งๆ รวมถึงมนุษย์เราด้วย ทำให้จีโนมมีความสำคัญในด้านข้อมูลทางการแพทย์และชีวิตของบุคคลนั้นๆ เรื่องนี้ทำให้ประเทศเอสโตเนีย กำลังมีแผนการจะเชื่อมโยงข้อมูลจีโนมทั้งหมดโดยนำมาจากเวชระเบียนของประชากรมากกว่า 20% ของประเทศ สาเหตุที่มีการเก็บรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจีโนมนี้ เป็นเพราะว่าข้อมูลจีโนมจะช่วยในเรื่องการตัดสินใจของระบบบริการสุขภาพได้ จะเป็นการช่วยในเรื่องการคัดกรองคนไข้และให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประเทศยุโรปหลายประเทศ ไม่ว่าจะเยอรมนี หรือไอร์แลนด์ ต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะทำให้เกิดขึ้นจริง ประเทศที่วางแผนจะเชื่อมข้อมูลจีโนมคนไข้ได้ในตอนนี้คือ "เอสโตเนีย" แต่ก็มีความกังวลว่ามันจะกลายเป็นดาบสองคมหรือไม่ เพราะมีนักวิจารณ์เตือนว่ามันอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยด้านข้อมูล เอสโตเนีย เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบยุโรปเหนือโดยมีพรมแดนทางตะวันออกติดกับรัสเซีย ซึ่งแผนของพวกเขาก็เปิดเผยออกมาในช่วงเดียวกับที่รัสเซียกำลังแสดงแสนยานุภาพใกล้กับพรมแดนของยุโรป รวมถึงมีการโจมตีทางไซเบอร์กับประเทศในยุโรป ซึ่งเอสโตเนีย ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของพวกเขาด้วย ทำให้มีความกังวลว่าโครงการข้อมูลจีโนมอาจจะกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกเล่นงานได้ เอเลียส มอสซิอาลอส ผู้อำนวยการภาควิชาสาธารณสุขศาสตร์ วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ลอนดอน พูดถึงความอันตรายของการรั่วไหลของข้อมูลจีโนม โดยบอกว่าข้อมูลรหัสพันธุกรรมนั้นไม่เหมือนกับรหัสผ่านหรือเลขบัตรเครดิตที่จะเปลี่ยนใหม่ได้เวลาที่เกิดการรั่วไหล ถ้าหากมีการรั่วไหลของข้อมูลพันธุกรรมแล้วมันก็จะส่งผลเป็นเวลายาวนาน แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทางการเอสโตเนีย ก็เปิดเผยว่า พวกเขามีความมั่นใจในเรื่องการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของประชาชน จากการที่พวกเขาใช้ฐานข้อมูลเวชระเบียนแบบดิจิทัลมาเป็นเวลามากกว่า 20 ปีแล้ว คาร์เมน จอลเลอร์ รัฐมนตรีกิจการสังคมของเอสโตเนีย กล่าวว่า ทางการเอสโตเนียได้สร้าง "สมรรถภาพความปลอดภัยทางไซเบอร์มาเป็นเวลานานแล้ว" ก่อนที่พวกเขาจะเก็บรวบรวมข้อมูลจีโนมในระดับวงกว้าง ประเทศเอสโตเนีย นับเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุขแบบดิจิทัลที่ล้ำสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประชาชนสามารถใช้สมาร์ทโฟนในการเข้าถึง และควบคุมข้อมูลสุขภาพของตัวเองได้ โดยสามารถเลือกได้ว่าจะให้ใครเข้าถึงได้บ้าง เช่น แพทย์คลินิก, สมาชิกครอบครัว, บริษัทต่างๆ ซึ่งพวกเขาสามารถควบคุมได้ว่าจะให้มีการเชื่อมช้อมูลพันธุกรรมของพวกเขากับระบบหรือไม่ด้วย จอลเลอร์ บอกว่า วิธีการที่ให้ประชาชนมีสิทธิในการควบคุมข้อมูลของตัวเองได้นั้นจะทำให้ประชาชนรู้สึกเชื่อใจรัฐบาล ในช่วงที่มีกระแสการสร้างความเข้าใจผิดและให้ข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับการแพทย์นั้น ดูเหมือนว่าเอสโตเนียจะชนะใจประชาชนได้จนทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะรักษาข้อมูลจีโนมของพวกเขาไว้ได้ ทำให้มีเพียง 2,500 คน หรือคิดเป็นประชากร 0.2% เท่านั้น ที่ขอไม่แบ่งปันข้อมูลจีโนมให้กับหน่วยงานทางการแพทย์ สาเหตุที่มีการใช้ระบบข้อมูลจีโนมเชื่อมโยงกับข้อมูลสุขภาพนั้น เป็นเพราะว่าข้อมูลของจีโนมจะใช้ประมาณการได้ว่าบุคคลนั้นๆ มีโอกาสเกิดโรคบางอย่างมากน้อยแค่ไหน เช่น โรคมะเร็งเต้านม หรือโรคหัวใจ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์มองว่าจีโนมเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและรักษาโรค สำหรับในกรณีของเอสโตเนีย การเชื่อมโยงข้อมูลยังได้ทำให้มีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากแผนกหนึ่งไปยังอีกแผนกหนึ่งได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นด้วย โดยมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ในการช่วยตรวจหาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคสูง มีการคัดกรองแบบวางเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้มีการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น กรณีของมะเร็ง ก็จะได้ตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้ก่อนที่จะลุกลาม นอกจากนี้ ยังเป็นการประหยัดเวลาทำให้ไม่ต้องซักประวัติหรืออัปโหลดข้อมูลเดิมๆ ซ้ำซ้อน สเวน ซัคคอฟ เอกอัครราชทูตเอสโตเนีย ประจำสหราชอาณาจักร กล่าวว่า จากการประมาณการชาวเอสโตเนีย จะประหยัดเวลาไปได้ถึง 2 สัปดาห์ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เพราะไม่ต้องเข้าคิว อีกทั้งยังไม่ต้องค้นหาเอกสารอย่างใบสูติบัตรให้ยุ่งยาก รวมถึงไม่ต้องให้ข้อมูลเวลาแพทย์ซักประวัติซ้ำๆ เพราะทุกอย่างมีในระบบอยู่แล้ว เอสโตเนีย ได้พัฒนาตัวเองให้กลายเป็นผู้นำโลกด้านบริการดิจิทัลจากการพวกเขาทุ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ หลังจากที่เมื่อยุค 1990s พวกเขาประสบภาวะเศรษฐกิจเติบโตหยุดนิ่ง พัฒนาการดังกล่าวนี้ได้เปลี่ยนรูปโฉมให้กับบริการของภาครัฐจำนวนมากทำให้กลายเป็นรูปแบบออนไลน์ ในขณะที่ประเทศที่เคยตกอยู่ภายใต้การยึดครองของสหภาพโซเวียตและอดีตเยอรมนีตะวันออกต่างก็หวาดระแวงการให้ภาครัฐจัดการข้อมูลดิจิทัลของพวกเขา แต่รัฐบาลเอสโตเนียกลับทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในตัวพวกเขาได้ ถึงแม้รัฐบาลของประเทศตัวเองจะเชื่อใจได้ แต่ก็ยังมีความน่ากังวลจากการโจมตีทางไซเบอร์โดยกลุ่มอื่นๆ เช่นในปี 2007 ก็เคยเกิดกรณีการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่ทำให้ระบบธนาคาร, สื่อ และหน่วยงานของรัฐบาลถูกทำให้ชะงักงัน และผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ในครั้งนั้นก็คือรัสเซีย อย่างไรก็ตาม การที่เคยเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่มาก่อน ก็ทำให้เอสโตเนียเรียนรู้ในการที่จะปรับตัวป้องกันการโจมตีครั้งต่อๆ ไปได้ อลาร์ คาริส ประธานาธิบดีเอสโตเนียกล่าวว่า ถึงแม้เอสโตเนียจะถูกโจมตีทางไซเบอร์อยู่เป็นประจำ แต่แฮกเกอร์เหล่านี้ก็มักจะทำไม่สำเร็จ เพราะพวกเขาได้บทเรียนจากปี 2007 แล้ว ทำให้เข้าใจว่า การทำให้เป็นดิจิทัลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ควรจะต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้เอสโตเนียยังเล็งเห็นเรื่องที่มีการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้นนับตั้งแต่ที่รัสเซียทำการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีมุมมองว่าการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานและบริการของภาครัฐที่สำคัญได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการรบในยุคสมัยใหม่ไปแล้ว เมื่อมองเห็นสิ่งที่ยูเครนเผชิญ ก็เป็นการตอกย้ำพวกเขาต้องเสริมการป้องกันและความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์มากขึ้น ทั้งนี้เอกอัครราชทูตซัคคอฟก็เปิดเผยว่าระบบของเอสโตเนียไม่ได้มีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ แต่มีฐานข้อมูลจำนวนมากที่อาศัยวิธีการสร้างเส้นทางส่งข้อมูลให้สื่อสารกันไปมาได้แทนการมีข้อมูลอยู่แค่ที่จุดเดียว อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่แสดงความกังวลในเรื่องข้อมูลระดับจีโนมที่ถูกทำให้เป็นดิจิทัลแบบครอบคลุมอยู่ดี ในเปเปอร์งานวิจัยของศูนย์สแตนฟอร์ดเพื่อจริยธรรมด้านชีวเวช ที่ออกมาเมื่อปี 2563 ระบุว่า เรื่องนี้น่ากังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว เพราะประชาชนอาจจะเผลออนุญาตให้คนบางกลุ่มเข้าถึงข้อมูลจีโนมของตัวเองได้โดยไม่รู้ตัว เช่น ผู้ให้บริการสุขภาพบุคคลที่สาม หรือแม้กระทั่งนายจ้างของตัวเอง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจจะถูกนำมาใช้ในทางที่ส่งผลลบต่อเจ้าของข้อมูลได้ เช่น ในเรื่องการทำประกัน เรื่องการจ้างงาน ปัญหาด้านกฎหมาย ไปจนถึงการถูกเหมารวมหรือถูกตีตราจากคนใกล้ชิดหรือคนในสังคม ทว่า ปัญหาก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่การทำให้เป็นดิจิทัลในตัวมันเอง แต่เป็นประเด็นด้านความเป็นส่วนตัว มากกว่า เพราะในขณะเดียวกันก็มีมุมมองว่าแม้แต่ข้อมูลในหน้ากระดาษก็ไม่ปลอดภัย เพราะมันสามารถสูญหายได้ และยากต่อการประสานงาน   เรียบเรียงจาก Estonia is linking a super genome database to patient records. Is it safe?, Politico, 29-12-2025 https://www.politico.eu/article/estonia-super-genome-health-database-safe/ * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * วิทยาศาสตร์ * จีโนม * เอสโตนีย * รัสเซีย * ความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล * ความปลอดภัยไซเบอร์ * เทคโนโลยีทางการแพทย์
dlvr.it
January 8, 2026 at 6:36 AM