สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 ม.ค. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 ม.ค. 2569
auser15
Sun, 2026-01-11 - 11:17
'เวิร์คเวนเจอร์' เปิดโผ 50 บริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ปี 2569 'เอสซีจี' อันดับ 1 ตามมาด้วย 'ปตท. – กูเกิล'
'เวิร์คเวนเจอร์' ผู้นำด้านที่ปรึกษาการสร้างแบรนด์นายจ้างครบวงจร และผู้จัดทำผลสำรวจ Top 50 Companies in Thailand เผยผลสำรวจ “Top 50 Companies in Thailand 2026” พบปีนี้คนรุ่นใหม่เทคะแนนโหวตให้กับ “เอสซีจี” ยักษ์ใหญ่ของไทยที่ดำเนินธุรกิจหลักในกลุ่มซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เคมิคอลส์ และแพคเกจจิ้ง เป็นบริษัทในฝันที่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด ตามมาด้วย“ปตท.” บริษัทชั้นนำด้านพลังงานและปิโตรเคมีครบวงจรของไทย ครองอันดับ 2 และ “กูเกิล” บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี ครองอันดับ 3
‘เย็นส์ โพลด์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด เปิดเผยว่า การสำรวจ Top50 Companies in Thailand หรือ 50 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด เป็นการสำรวจเดียวในประเทศไทยที่ไม่ได้ตัดสินโดยกรรมการ แต่ตัดสินโดยคนทำงานตัวจริง และเป็นการสำรวจที่มีคนร่วมโหวตมากที่สุดในประเทศ ซึ่งเวิร์คเวนเจอร์ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 โดยปีนี้ได้รวบรวมความคิดเห็นจากคนทำงานจำนวน 12,167 คน อายุระหว่าง 22-35 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำการสำรวจระหว่างเดือน ตุลาคม - ธันวาคม 2568 ทั้งจากช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ด้วยคำถามปลายเปิดที่ให้อิสระทางความคิด โดยไม่ผ่านการชี้นำใด ๆ ว่า ‘บริษัทที่คุณอยากร่วมงานด้วยที่สุดคือใคร และเพราะอะไร
นอกจาก เอสซีจี ปตท. กูเกิล ที่ได้รับโหวตเป็นอันดับ 1-3 ตามลำดับแล้ว ยังมีบริษัทชั้นนำอีก 47 แห่ง ได้รับโหวตให้เป็นบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ ดังนี้
อันดับ 4-10 ได้แก่ ไลน์ อโกด้า เอสซีบีเอกซ์ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี บางจาก ไทยเบฟ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ตามลำดับ
อันดับ 11-20 ได้แก่ ช้อปปี้ ธนาคารกสิกรไทย ยูนิลีเวอร์ แสนสิริ ติ๊กต็อก เน็ตฟลิกซ์ กลุ่มเซ็นทรัล เครือเจริญโภคภัณฑ์ โคตรคูล เดอะมอลล์ กรุ๊ป ตามลำดับ
อันดับ 21-30 ได้แก่ ลาซาด้า ไทยออยล์ เอสซี แอสเสท โอสถสภา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สหพัฒนพิบูล เอไอเอส เมต้า ทรู คอร์ปอเรชั่น มิตรผล ตามลำดับ
อันดับ 31-40 ได้แก่ ซันโทรี่ พีแอนด์จี ลอรีอัล บิทคับ เดอะสแตนดาร์ด เทสลา ธนาคารกรุงไทย พีทีจีเอ็นเนอยี เอคเซนเชอร์ อายิโนะโมะโต๊ะ ตามลำดับ
อันดับ 41-50 ได้แก่ บุญรอดบริวเวอรี่ เอฟดับบลิวดี ยูนิชาร์ม กฟผ. ตลาดหลักทรัพย์ ลากลาส ฮอนด้า บีทีเอส กรุ๊ป เอพีไทยแลนด์ ยูนิโคล่ ตามลำดับ
ที่มา: Spring News, 10/1/2569
อนุ กมธ.ด้านระบบสุขภาพปฐมภูมิ สว. เตรียมลงพื้นที่ติดตามระบบสุขภาพปฐมภูมิ-แก้ปัญหาขาดบุคลากร
นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านระบบสุขภาพปฐมภูมิ ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา ได้พิจารณาความคืบหน้าการดําเนินงานด้านระบบสุขภาพปฐมภูมิ ภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 โดยได้กําหนดกรอบการดําเนินงาน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบายและแผน ด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ด้านการขึ้นทะเบียนและรับรองคุณภาพมาตรฐานของหน่วยบริการปฐมภูมิ ด้านการจัดบริการ สุขภาพปฐมภูมิ และด้านอัตรากําลังในระบบสุขภาพปฐมภูมิ
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการ ยังได้กําหนดหลักเกณฑ์คัดเลือกพื้นที่ศึกษาดูงานจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดนราธิวาส เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมทุกหน่วยบริการที่อยู่ภายใต้สังกัดหลัก 3 แห่ง คือ กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงการพิจารณาเลือกทั้งหน่วยบริการที่ถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยบริการที่ยังไม่ถ่ายโอน ตลอดจนการเปรียบเทียบพื้นที่ที่มีความพร้อมต่างกัน อาทิ เขตสุขภาพที่ 7 ที่มีความพร้อมสูงสุด และเขตสุขภาพที่ 4 ที่มีความพร้อมค่อนข้างน้อย
ทั้งนี้ ภายหลังจากเสร็จสิ้นการลงพื้นที่ศึกษาดูงาน คณะอนุกรรมาธิการ จะดําเนินการจัดประชุม พร้อมทั้งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกําลังคนมาให้ข้อมูล เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากร และจัดทํารายงานสรุปผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ ซึ่งจะประกอบด้วย ข้อค้นพบ ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะ จากนั้นนําเสนอรายงานสรุปผลการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เพื่อพิจารณาขับเคลื่อนเชิงนโยบายและดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 10/1/2569
เสนอแนวคิดปรับระบบค่าแรงและสิทธิแรงงาน รองรับโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงข้อเสนอด้านแรงงานของพรรคว่า แรงงานเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และควรได้รับผลตอบแทนและการคุ้มครองที่เหมาะสมกับบทบาทดังกล่าว โดยเห็นว่าที่ผ่านมาอัตราค่าแรงของแรงงานไทยยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและระดับรายได้ของประเทศ ขณะเดียวกันรูปแบบการจ้างงานใหม่ ๆ ในปัจจุบันยังขาดระบบคุ้มครองที่ชัดเจน โฆษกพรรคประชาชน ระบุว่า ข้อเสนอสำคัญประการหนึ่ง คือการปรับค่าแรงขั้นต่ำให้สะท้อนค่าครองชีพที่แท้จริง เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางรายได้ของแรงงานและเสริมกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ควบคู่กับการปรับสูตรค่าแรงให้สามารถปรับเพิ่มโดยอัตโนมัติในแต่ละปี โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อ ผลิตภาพแรงงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้แรงงานและผู้ประกอบการสามารถวางแผนได้ล่วงหน้า ในด้านชั่วโมงการทำงานและสวัสดิการแรงงาน นายพริษฐ์ ระบุว่า พรรคเสนอให้กำหนดมาตรฐานการทำงานที่สอดคล้องกับหลักสากล โดยการทำงานเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ควรได้รับค่าล่วงเวลา พร้อมเสนอเพิ่มสิทธิการลาเพื่อดูแลบุคคลใกล้ชิดไม่เกิน 15 วันต่อปี รวมถึงสนับสนุนให้สถานประกอบการจัดให้มีสถานที่และอุปกรณ์สำหรับการให้นมบุตร เพื่อเอื้อต่อแรงงานหญิง ขณะเดียวกัน โฆษกพรรคประชาชน ยังกล่าวถึงการส่งเสริมกลไกการรวมตัวของแรงงานว่า ควรมีการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองตามมาตรฐานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ โดยเสนอขยายสิทธิการจัดตั้งสหภาพแรงงานให้ครอบคลุมแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงเปิดโอกาสให้แรงงานในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่ต่างผู้ว่าจ้างสามารถรวมตัวกันได้ เพื่อสร้างความสมดุลในการเจรจากับนายจ้าง
สำหรับแรงงานในรูปแบบใหม่ เช่น แรงงานแพลตฟอร์ม นายพริษฐ์ ระบุว่า ควรมีระบบคุ้มครองเฉพาะด้าน อาทิ การจัดให้มีประกันภัยที่เหมาะสม ความรับผิดร่วมของบริษัทแพลตฟอร์มในกรณีเกิดอุบัติเหตุ และการเปิดโอกาสให้แรงงานเข้าถึงกองทุนสวัสดิการที่รัฐและภาคเอกชนร่วมสมทบ นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเสนอให้มีการจัดสรรคูปองฝึกอบรม เพื่อให้แรงงานสามารถเลือกพัฒนาทักษะตามความต้องการของตนเอง รวมถึงการปรับปรุงระบบประกันสังคมให้มีความโปร่งใส โดยคณะกรรมการควรมีความยึดโยงกับผู้ประกันตน มีความเป็นอิสระ และเปิดเผยข้อมูลด้านการบริหาร การจัดซื้อจัดจ้าง และการลงทุนอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ โฆษกพรรคประชาชน ระบุว่า ข้อเสนอทั้งหมดเป็นการสะท้อนมุมมองเชิงนโยบายต่อการพัฒนาระบบแรงงานของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 8/1/2568
เปิดร่างแรก “โรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” ปั้น “ชิปเมดอินไทยแลนด์ 2050” สร้างบุคลากรทักษะสูงในประเทศ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้พิจารณาให้ความเห็นต่อ “ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยได้ว่าจ้างบริษัท Roland Berger ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการฯ ที่ประกอบด้วยทีมงานจากบีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ
ในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึก การจัดประชุมหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานทั้งของโลกและของประเทศไทย การประเมินความสามารถในการแข่งขัน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง มาตรการสนับสนุนของประเทศต่าง ๆ ความพร้อมของระบบนิเวศและโอกาสในการดึงดูดการลงทุนของไทย เพื่อนำมาสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะต่าง ๆ มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม ตลอดจนการกำหนดกลไกการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ โดยร่างยุทธศาสตร์ที่นำเสนอบอร์ดในครั้งนี้ ได้ผ่านการประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา
ในการศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ถึงแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่าประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้โดยควรเน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์
ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงโดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์” (Made-in-Thailand Chips) โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค โดยในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย ควบคู่กับการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลัก (Local Champion) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงเสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย 2) ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทาง 3) ด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา 4) โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ 5) สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เป็นต้น
ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้มีความชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ และสามารถต่อยอดกับอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็งอยู่ในปัจจุบัน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในเวทีโลกในระยะยาว และช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสำคัญอื่นในประเทศได้ด้วย นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่า การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีบทบาทและมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion ได้ในอนาคต
อีกประเด็นสำคัญซึ่งที่ประชุมได้เน้นย้ำ คือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำ ระบบจัดการของเสีย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน อีกทั้งควรปรับยุทธศาสตร์ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว การที่บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ ได้พิจารณาและให้ความเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การวางโรดแมปที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการออกแบบและผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค และสามารถบรรลุเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ อย่างที่ตั้งใจไว้” นายนฤตม์ กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2561–พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวน 1,748 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19 ของเงินลงทุนทั้งสิ้น นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT) การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วน การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์โทรคมนาคม รวมทั้งการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
ที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เช่น บริษัท Infineon ผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของเยอรมนี บริษัท Analog Devices, Microchip Technology และ Lumentum จากสหรัฐอเมริกา บริษัท NXP Semiconductor จากเนเธอร์แลนด์ บริษัท Sony, Toshiba และ Rohm จากญี่ปุ่น และบริษัท Fiti ในเครือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน เป็นต้น
ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 8/1/2568
นักวิชาการเตือนปี 2569 เศรษฐกิจชะลอตัว แนะประชาชนกอดงานประจำไว้ให้แน่น
ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายสูงประชาชนควรระมัดระวังในเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นพิเศษ ควรกอดหรือรักษางานที่ตัวเองทำอยู่เอาไว้ให้แน่น ซึ่งก็ตรงกับที่หลายฝ่ายออกมาให้คำแนะนำ และถึงแม้ว่างานที่ทำอยู่จะมีรายได้น้อยก็ไม่เป็นไร เนื่องจากหากหลุดออกมาจากระบบงานในตอนนี้ โอกาสที่จะหางานใหม่ค่อนข้างยาก ขณะเดียวกันควรมองหาวิธีการหารายได้เสริม และการบริหารกระแสเงินสด
นอกจากนี้ ประชาชนอาจจะต้องกลับมาตั้งคำถามว่ายังมีทรัพย์อะไรที่ยังเป็นภาระอยู่บ้าง เช่น บ้าน คอนโด ฯลฯ ที่ไม่สามารถสร้างรายได้แต่กลับเพิ่มภาระให้กับตนเอง อาจต้องตัดใจขายออกไปเพื่อรักษากระแสเงินสดของตนแอง พร้อมกับปรับตัวและเพิ่มทักษะแรงงาน (Upskill) ให้กับตัวเอง อาทิ การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือทักษะใดๆ ก็ตามที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับตนเองได้ และสามารถใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อนำมาหารายได้เสริมอีกที
“การ Upskilling อาจไม่ได้หมายถึงทักษะเทคโนโลยี หรือ AI เสมอไป แต่ยังหมายรวมถึงทักษะอะไรตามที่สามารถใช้ทำมาหากินได้ เช่น การทำอาหาร ทักษะเชิงช่าง ฯลฯ ที่เราสามารถเปลี่ยนจากการซื้อ หรือจ้าง มาเป็นการทำได้ด้วยตัวเองผ่านการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ฟรีต่างๆ จากยูทูป หรือคอร์สออนไลน์ที่สอนฟรี ลองซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเอง ลองซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในที่พักอาศัยด้วยตัวเอง ด้วยเหตุผลสำคัญคือการลดค่าใช้จ่ายตัวเอง และเมื่อทำไปจนเกิดความชำนาญ ก็สามารถนำทักษะเหล่านั้นเปลี่ยนไปเป็นการรับจ้าง หรือขายอาหารเป็นแหล่งรายได้เสริม นอกเหนือจากงานประจำของเราต่อไปในอนาคต” ศ.วิทวัส กล่าว
สำหรับคำแนะนำต่อผู้ประกอบการนั้น ปี 2569 ถูกขนานนามว่าเป็น "ปีม้าไฟ" ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวและเติบโตต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ประมาณ 1.5 - 2.0% จึงมีสิ่งที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องระมัดระวังและควรเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น ได้แก่ มรสุมการค้าจากนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งมิติของสงคราม มิติมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาเนื่องจากสภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) ในประเทศ
มากไปกว่านั้น คือความผันผวนของค่าเงินบาทจากสภาวะเงินบาทแข็งค่า อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ของผู้ส่งออก โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจทำให้การส่งออกติดลบได้ถึง 1-2% ลองจินตนาการภาพว่าหากค่าเงินบาทในปี 2569 มีความผันผวนรุนแรงเช่นเดียวกับราคาทองคำในปี 2568 ผู้ส่งออกจะอยู่ได้อย่างไร สิ่งที่ผู้ส่งออกควรทำคือการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้จะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนที่จะบั่นทอนกำไรของผู้ส่งออกให้ลดน้อยลงไปอีก แต่เพื่อความไม่ประมาทต่อสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ วิธีดังกล่าวคือการป้องกันความเสี่ยงที่ควรทำ
นอกจากนี้ คือการใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ โดยแนะนำให้ติดตามและใช้ประโยชน์ รวมถึงมาตรการแต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสำหรับสินค้า Made in Thailand และอาจต้องแสวงหาความร่วมมือใน Supply Chain ผ่านการใช้โมเดล "พี่ช่วยน้อง" หรือการสร้างคลัสเตอร์ร่วมกับธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มอำนาจต่อรอง เช่น โมเดลคลัสเตอร์โคพรีเมียม
“ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ทุกความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วหาวิธีการเพื่อที่จะป้องกันความเสี่ยง สำหรับผู้ประกอบการในปีหน้า การรักษาสภาพคล่องน่าจะมีความสำคัญมากกว่ากำไร พอมันโดนวิกฤติกันมาหลายเด้ง ส่วนตัวคิดว่าปีนี้และปีหน้าจะมีผู้ประกอบการบางรายที่อยู่ไม่ได้แล้วล้มหายตายจากไป ทีนี้รายที่ยังยืนอยู่และปรับตัวเองได้ ทั้งจากการยอมตัดใจขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI มาใช้เพื่อเพิ่มกำไรและลดต้นทุนการดำเนินการ จนทำให้ยังมีกระแสเงินสดเข้ามา สุดท้ายจะมีโอกาสกลับมาเติบโตอีกรอบนึงตามรอบเศรษฐกิจ” ศ.วิทวัส กล่าว
ที่มา: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 7/1/2569
ก.แรงงาน เปิดบ้านต้อนรับวันเด็ก 2569 ชวน “เด็กไทย โตไปต้องมีงานทำ”
พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต โดยกล่าวว่า “เด็กและเยาวชนคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของชาติ การให้โอกาสทางการศึกษา การเรียนรู้ทักษะในทุกด้าน และการสร้างประสบการณ์ที่หลากหลาย จะช่วยให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมเผชิญโลกด้วยความมั่นใจ และสามารถสร้างสรรค์อนาคตของตนเองและสังคมได้อย่างยั่งยืน”
ซึ่งในปีนี้ กระทรวงแรงงานร่วมกับสมาคมแม่บ้านกระทรวงแรงงาน และสถานประกอบการภาคเอกชน จัดกิจกรรม ฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ของกระทรวงแรงงาน ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคมนี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ บริเวณโถงชั้นล่าง อาคารกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เด็กไทย โตไปต้องมีงานทำ” โดยมุ่งเน้นให้เด็ก ๆ และเยาวชนได้สนุกสนานสร้างสรรค์ พร้อมเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์โลกอาชีพและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สู่การพัฒนาความรู้ความสามารถ เติบโต และพร้อมก้าวเข้าสู่สังคมแห่งการทำงานในอนาคต ผ่านบูธกิจกรรมส่งเสริมความรู้ จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานและสถานประกอบการภาคเอกชนที่เข้าร่วมมากมาย
ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า งานวันเด็กในปีนี้กระทรวงแรงงานได้เตรียมของขวัญให้กับเด็ก ๆ ที่มาร่วมงาน เพื่อสร้างความสุขและแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ พร้อมปลูกฝังให้มีความกล้าแสดงออก รู้รักชาติ มีความสามัคคีปรองดอง พร้อมตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสังคม และประชาคมโลก มีการพัฒนาที่รอบด้านให้เป็นพลเมืองคุณภาพที่มีจิตสำนึกและพร้อมเติบโตในโลกยุคใหม่ ดังคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล มอบไว้ว่า “ รักชาติไทย ใส่ใจโลก“ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน ที่ได้บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานและสถานประกอบการภาคเอกชน
ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า สำหรับงานวันเด็กแห่งชาติที่กระทรวงแรงงานในปีนี้ เด็กๆ จะได้พบกับกิจกรรมการแสดงบนเวทีในพิธีเปิด การแสดงความสามารถเวทีคนเก่งและการมอบทุนการศึกษาสำหรับเด็กๆ พร้อมทั้งร่วมเล่นเกมกับบูธกิจกรรมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน พร้อมแจกของรางวัลมากมาย อาทิ กิจกรรมวอร์คเรลลี่ ตามล่าอักษรปริศนา โยนห่วงจับไดโนเสาร์ เกมจับคู่ เกมเสริมทักษะความรู้ด้านความปลอดภัย กิจกรรมสร้างความบันเทิง เรียนรู้ เล่น เต้นสนุก และอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีบูธจัดแสดงหุ่นยนต์โชว์ความสามารถให้เด็กๆ ได้ลองสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต หรือ AI รวมถึงบูธจากสถานประกอบการภาคเอกชน อาทิ บริการตรวจสุขภาพ วัดความดันฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และบริการตรวจและทำฟันฟรี
อีกทั้งภายในงานยังมี ซุ้มบริการอาหารว่าง อาหารกลางวัน และเครื่องดื่มฟรีตลอดงาน ซึ่งน้องๆ ที่มาร่วมงานนอกจากจะได้รางวัลติดมือกลับบ้านแล้ว แต่ละกิจกรรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกแห่งอาชีพอย่างสร้างสรรค์ การประลองทักษะฝีมือของตนเอง ตลอดจนความรู้ด้านการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงาน
กระทรวงแรงงาน จึงขอเชิญชวนพี่น้องแรงงาน นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชนทั่วไป พาบุตรหลานของท่านมาร่วมงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคมนี้ ที่บริเวณโถงชั้นล่าง อาคารกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพฯ โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป โดยเด็กที่มาร่วมงานจะได้รับชุดของขวัญวันเด็ก ณ จุดลงทะเบียนด้วย
ที่มา: NBT Connext, 7/1/2569
มธ. รุกสร้างความร่วมมือนานาชาติ หนุน ‘แผนพลิกเปลี่ยนระบบสร้างกำลังคน’ พร้อมก้าวสู่ Hub สังคมศาสตร์ของโลก
“การเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริง” คือหมุดหมายสำคัญของการดำเนินงานตลอดวาระการเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ของ ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ ที่ต้องการปฏิรูประบบการสร้างกำลังคนของไทยที่ “ทำงานได้จริง” เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ประเทศ
เนื่องจากเล็งเห็นว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยเฉพาะการขาดกำลังคนเพื่อจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เห็นได้จากนโยบายของบางประเทศ เช่น จีนที่มีการเปิดตัววีซ่าทำงานประเภทใหม่เพื่อดึงดูดบุคลากรต่างชาติที่มีศักยภาพสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาทำงานในประเทศ
ขณะเดียวกันอัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน อย่างที่ไทยอัตราว่างงานในระบบประกันสังคมในไตรมาส 2/2568 ที่แตะ 2.1% ซึ่งสูงสุดในรอบ 2 ปี รวมถึงปัจจัยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aged Society) และอัตราการเกิดที่น้อยลง ก็กำลังส่งปฏิกิริยาให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น
เพื่อการณ์นั้น นับตั้งแต่เข้าสู่ตำแหน่งมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลาราว 1 ปี 7 เดือน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ จึงมีการเดินหน้าทำความร่วมมือผ่านบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับองค์กรชั้นนำทั้งรัฐและเอกชนจำนวนมาก เพื่อดำเนินการด้านสหกิจศึกษา อาทิ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
แต่นอกจากการแสวงหาความร่วมมือภายในประเทศแล้ว การขยายความสัมพันธ์กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศก็เป็นอีกสิ่งที่ทำควบคู่ไปเช่นกัน เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ ทลายพรมแดนในการพัฒนาองค์ความรู้และนำพามหาวิทยาลัยสู่ความสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) ซึ่งจะช่วยหนุนเสริมเป้าหมายการพลิกเปลี่ยนระบบผลิตกำลังคนของประเทศ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และองค์ความรู้ ตลอดจนการสร้างหลักสูตรปริญญาคู่ (Dual Degree) กับสถาบันพันธมิตรในภูมิภาคและระดับโลกเพิ่มมากขึ้น
สำหรับในปี 2568 นี้ ทาง ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า มีการเดินทางไปในหลากหลายประเทศ เพื่อหารือถึงความร่วมมือด้านการศึกษา อย่างประเทศญี่ปุ่นก็มีการไปเยือนถึง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ University of Hyoko, Hokkaido University และ Rakuno Gakuen University โดย 2 มหาวิทยาลัยหลัง เป็นพันธมิตรในความร่วมมือ และการจัดงานประชุมวิชาการ One Health Lecture Series 2025 ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยต่างก็ต้องการจะมาเยี่ยม มธ. เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาต่อ
“University of Hyoko พูดชัดเลยว่าเขาต้องการเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น และสนใจเรื่องการให้โควตาเด็กมัธยม ซึ่งพอบอกว่าทาง มธ. เองก็มีโรงเรียนระดับมัธยมเช่นกัน เขาก็สนใจจะมาเยี่ยมที่โรงเรียน และต้องการให้เด็กจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย พร้อมกับให้ทุนการศึกษาด้วย หรือจากการพูดคุยกันทางอธิการบดีของ Hokkaido University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านเกษตร และวิทยาศาสตร์สุขภาพก็มีความสนใจที่จะมาเยี่ยมที่ มธ. ในปี 2569 เช่นกัน” อธิการบดี มธ. กล่าวเสริม
นอกจากนี้ จะมีที่ไปเยือนที่จีน ซึ่งได้รับเชิญจาก Gong Qihuang, President of Peking University เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและนานาชาติในงาน Beijing Forum 2025 ก็ได้มีการทำความร่วมมือแบบทวิภาคี และเตรียมที่จะหารือความร่วมมือในด้านต่างๆ ต่อ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI)
รวมไปถึงอีกประเทศที่น่าสนใจ และมีการไปเยือนเพื่อขยายความสัมพันธ์ก็คือ อุซเบกิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรประมาณ 35 ล้านคน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ทองคำ ฯลฯ โดยได้ไปยัง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ Tashkent State University of Law, samarkand state University และ National University of Uzbekistan ซึ่งมหาวิทยาลัยหลังสุดนี้ได้มีการทำ MOU กันด้านการศึกษา เช่น แลกเปลี่ยนอาจารย์ และนักศึกษา ก่อนจะขยายไปยังด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต
“การขยายความสัมพันธ์ไปยังอุซเบกิสถาน ไม่ใช่แค่การช่วยให้ยกระดับองค์ความรู้ และดึงนักศึกษาต่างชาติมาเรียนในประเทศ แต่จะเป็นประตูที่เปิดโอกาสให้เกิดการขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียกลางด้วย และจะช่วยให้สามารถดำเนินการได้อีกหลายเรื่อง” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ระบุ
สำหรับปัจจุบัน มธ. มีการ MOU กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศทั้งหมด 171 ฉบับ (ที่ยังมีการดำเนินการอยู่) แบ่งเป็น ภูมิภาคยุโรป 55 ฉบับ เอเชีย 135 ฉบับ โอเชียเนีย 10 ฉบับ แอฟริกา 1 ฉบับ ละติน-อเมริกา 3 ฉบับ และอเมริกาเหนือ 18 ฉบับ
ขณะที่ปี 2569 ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ เผยว่า จะเน้นไปที่ 2 ประเทศหลักเพื่อขยายความสัมพันธ์ ได้แก่ จีน และอินโดนีเซีย โดยสำหรับจีน เนื่องจากมหาวิทยาลัยในจีนมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว และถือเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างมากในด้าน AI ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และเพิ่มสัดส่วนของนักศึกษาจีนในไทย ส่วนอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรเยอะ ซึ่ง มธ. ก็เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพอันดับต้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงน่าจะเป็นอีกจุดหมายปลายทางให้นักศึกษาจากอินโดนีเซียมาเรียนต่อได้
“การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักศึกษาต่างประเทศจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศนั้นๆ ไม่ใช่ตึก อาคาร ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือกองกำลัง ฉะนั้นหากไทยสามารถเปิด และกลายเป็นจุดหมายด้านการเรียนรู้ของนานาชาติได้ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางปัญญาของประเทศ ซึ่งจะเป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่ช่วยเปิดโอกาสไปยังด้านอื่นๆ ได้ด้วย” อธิการบดี มธ. ชี้ให้เห็นความสำคัญ
สิ่งเหล่านี้ ยังช่วยเสริมอีกเป้าหมายในเรื่องการก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาระดับภูมิภาค รวมถึงการเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ในระดับนานาชาติ กล่าวคือ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทั่วโลกต้องนึกถึงในฐานะที่พึ่งทางปัญญาด้านสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรืออื่นๆ อย่างไรก็ตาม ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ เน้นย้ำว่า กระนั้น ไม่ใช่ว่าด้านอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ ฯลฯ จะไม่สนใจ หรือไม่โดดเด่น เพียงแต่ต้องการปักธงให้ได้ว่า มธ. จะเป็นผู้นำด้านสังคมศาสตร์ในระดับนานาชาติ ในช่วงเวลานี้ก่อน
ที่มา: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 5/1/2569
ผลสำรวจคาดการณ์ว่าในปี 2026 พนักงานในประเทศไทยจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนโดยเฉลี่ย 5.2% ซึ่งสูงขึ้นจากปี 2025
ตามรายงานผลการสำรวจค่าตอบแทนรวม (Total Remuneration Survey) ประจำปี 2025 จาก Mercer บริษัทที่ปรึกษาด้านการทำงานและอุตสาหกรรมการลงทุนระดับโลก เปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับ "อัตราเงินเดือนปี 2026" ที่น่าสนใจไว้ว่า ค่าเฉลี่ยเงินเดือนของพนักงานในประเทศไทยในปีนี้ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นที่ 5.2% ซึ่งขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 5% ในปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาและดึงดูดทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากบริษัทไทยกว่า 815 แห่ง ครอบคลุมกว่า 5,400 ตำแหน่งงาน พบว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีความท้าทาย แต่บริษัทถึง 99.6% ยังคงมีแผนปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2026 โดยมี 3 สายงานที่พบว่ามีอัตราขึ้นเงินเดือนสูงสุด ได้แก่ อันดับ 1 สายงานด้าน "พลังงาน" ครองแชมป์อัตราขึ้นเงินเดือนสูงสุด 6.0% อันดับ 2 สายงานด้าน "สินค้าอุปโภคบริโภค" ขึ้นเงินเดือน 5.7% อันดับ 3 สายงานด้าน "ยานยนต์" ขึ้นเงินเดือน 5.5%
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจัยขับเคลื่อนการขึ้นเงินเดือนไม่ได้มาจากเพียงภาวะเงินเฟ้อ แต่เกิดจาก "การแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง" และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ Merit-based Compensation หรือการจ่ายตามผลงานอย่างชัดเจน องค์กรในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงแค่ใครทำงานหนักกว่า แต่เน้นไปที่ใครสร้างผลลัพธ์ได้ทรงประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อต้นทุนมากที่สุด
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 5/1/2569
* ข่าว
* เศรษฐกิจ
* สังคม
* แรงงาน
* คุณภาพชีวิต
* สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์